ติดต่อลงโฆษณา ในเวปบอร์ดนี้

Abuse/แจ้งลบ
ABUSE / แจ้งลบ
Your Email :
Why? !
Security Code
วิธีการหมักผลไม้
กระทู้โดย : tassanai-phuek 10/09/2009 , 14:41:57
เรียนอาจารย์ ผมเริ่มเข้าใจว่า การหมักไม่ควรบด / สับผลไม้ ให้ใส่ทั้งลูกเลย
เพื่อตรงตามพระะไตรปิฎก แต่ยังไม่ชัดเรื่อง การดูดเอาสารอาหารออกมาผ่านเปลือก ดูไม่น่าทำได้ แต่ให้เชื่อตามอาจารย์ไว้ก่อน
เปรียบเทียบ เคยหมักสมอ แบบสับ กลิ่นยาออกดี แต่ไม่สับกลิ่นไม่ค่อยออก
และอยากถามว่า พอครบ 3 เดือน ทำอย่างไรกับน้ำหมักนั้นต่อครับ
1 น้ำเอาไปเติมน้ำผึ้ง + น้ำให้ตามสัดส่วนแล้วหมักต่ออีกครบปี ใช่ไหม
2 ส่วนผลไม้ครบ 3 เดือนไม่ทราบจะเละหรือยัง หรือเป็นลูกๆอยู่ แล้วให้ไปหมักโดยเติมน้ำ + น้ำผึ้งในสัดส่วนที่กำหนดใช้หรือไม่
1.ตอบกลับโดย : admin 10/09/2009 , 16:44:27
ต้องขออภัยสำหรับการตอบที่ไม่ชัดเจนในคำถามเก่า ๆ ครับ
สำหรับเรื่องการบด สับ หรือ หั่น ที่กล่าวไว้กับคำถามเก่า ๆ หมายถึง การทำให้วัตถุดิบละเอียดลงครับ (เช่นสับให้ละเอียดไม่ใช่การหั่นหรือสับเพื่อการปอกเปลือกครับ)

ภาชนะที่นำมาหมักบางคนใช้แบบปากแคบจะให้ใส่ผลไม้ชิ้นใหญ่ก็คงไม่ได้ครับ

ดังนั้น การที่เรานำผลไม้ หรือสมุนไพรมาหมัก การจะหั่นหรือไม่หั่น ให้มีขนาดใส่เข้ากับภาชนะที่เราหมักได้นั้น ก็ขึ้นอยู่กับความต้องการผลไม้หรือสมุนไพรที่เรามาหมักครับ บางชนิดมีขนาดเล็กเช่น มะขามป้อม สมอ มะดัน ตะลิงปลิง ก็ไม่จำเป็นต้องหั่นครับใส่ได้ทั้งลูก

แต่บางชนิดผลไม้ หรือสมุนไพรมีเปลือกหนา ท่านดร.อธิบายถึง wax และ Tanin ที่มีอยู่มาก โดยหน้าที่ที่เรารู้ก็คือ ทำหน้าที่ลดอัตราการหายใจ และป้องกันการเสื่อมสภาพ เช่น ลองกอง, ลิ้นจี่, ลำใย, ฯลฯ เราก็จำเป็นต้องปอกเปลือกครับ

ซึ่งจะช่วยร่นระยะเวลาการหมักให้สารอาหารในเนื้อผลไม้ออกมาได้เร็วขึ้น
แต่หากจะหมักทั้งเปลือกก็หมักได้ครับ ถ้าเราต้องการ Tanin และสารออกฤทธิ์ที่อยู่ในเปลือก เราก็อาจจะหมักเฉพาะเปลือก

ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์อีกครับ ในแพทย์แผนไทยก็จะรู้กันดีว่า ในแต่ละส่วนจะมีสรรพคุณทางยาที่แตกต่างกัน ไม่ว่าจะเป็น เม็ด เปลือก เนื้อ ฯลฯ

แต่ส่วนใหญ่ท่านดร.จะเน้นความสำคัญเรื่องของเอนไซม์และกรดอะมิโน ฮอร์โมนต์ที่อยู่ในผลไม้มากกว่าสรรพคุณทางยา ดังนั้นท่านจึงเน้นไปที่ "ผลไม้รวม" ที่ต้องการความหลากหลายของเอนไซม์ครับ

่ส่วนคำถามที่ถามมาว่า ครบ 3 เดือน ทำอย่างไรกับน้ำหมักนั้นต่อ
วิธีการตามสูตรก็คือ

เอนไซม์ 3 เดือน 1 ส่วน
น้ำผึ้ง 1 ส่วน
น้ำ 10 ส่วน หรือ 5 ส่วน

หมักทิ้งไว้ 6 เดือนแล้วค่อยนำมาขยายต่อ ตรงนี้เราึจึงมีการวัดคุณค่าที่ได้ครับว่า ตามมาตรฐานที่เราวางไว้หรือไม่

เศษเนื้อผลไม้ที่หมักแล้ว 3 เดือน เราก็เพียงเติมน้ำ 10 ส่วน น้ำผึ้ง 1 ส่วนแล้วหมักต่อไปจนครบปีอย่างที่ว่ามาก็ใช้ได้ครับ

แต่อีกวิธีหนึ่งที่ใช้กันประจำสำหรับคนที่ไม่ค่อยมีเวลา ส่วนใหญ่จะทิ้งไว้ให้เกิน 1 ปี หรือมากกว่านั้น จึงนำมาขยายต่อครับ

ัขอบคุณคุณหมอทัศนัย จาก Pendulumthai ครับ ที่สนใจเรื่องของการนำเอนไซม์ มาใช้บำบัดผู้ป่วยครับ

ผมได้เข้าไปดูที่คุณหมอ Post ไว้หลายครั้งที่เวป Pendulum เรื่องการหมักเอนไซม์ แต่ก็ไม่กล้าเข้าไปแสดงความคิดเห็นอะไรครับ พอเห็นคุณหมอโพสต์เข้ามาก็ดีใจครับที่วงการแพทย์เริ่มหันมาสนใจด้านแพทย์ทางเลือก ยินดีจริงๆ ครับที่คุณหมอสนใจในเรื่องนี้


ถ้ามีเวลาหากคุณหมออยู่ชลบุรี แล้วเดินทางมาบ้านฉางได้ ก็ขอเชิญได้ที่บ้านสุขภาพครับ ผมจะได้แนะนำให้รู้จักกับท่านดร. คุณหมอซึ่งมีความรู้ทางวิทยาศาสตร์แน่นอยู่แล้ว จะได้ความรู้และมองภาพในเรื่องของการทำเอนไซม์ และการนำไปประยุกต์ใช้มากขึ้นครับ (เผื่อมาสอนผมใช้ Pendulum ด้วยครับ....)


ปุญโญ มีบรรจง
ฝ่ายข้อมูลและประสานงานมูลนิธิฯ
webmaster
2.ตอบกลับโดย : tassanai-phuek 10/09/2009 , 19:01:35
ขอบคุณในความรู้ของอาจารย์
เริื่องเอ็นไซม์ ผมเพิ่งมาสนใจไม่ถึงเดือนเพราะ สามารถอธิบาย เรื่่องความผิดปกติของคนไข้ ได้อีกทางหนึ่ง
เป็นการซ่อม-เสริมสุขภาพ หลังบำบัดลำไส้ จัดกระดูก พยาธฺิ และอื่นๆ ตามแนวทางของอ.สุทธิวัสส์ แล้ว
และชื่นชม บัญญัติ10ประการ ของอาจารย์์ ด้วย
ส่วนเพนดูลัม ก็เป็นการตรวจสุขภาพอีกทางหนึ่ง คิดว่าเพิ่มโลกทัศน์ของความรู้ให้มากขึ้้น มีแผนไปเยี่ยมในอนาคต อยู่แล้วครับ ยินดีรับใช้
3.ตอบกลับโดย : tassanai-phuek 10/09/2009 , 19:38:38
มีโอกาสขอได้แลกเปลี่ยนความรู้กันนะครับ