ติดต่อลงโฆษณา ในเวปบอร์ดนี้

Abuse/แจ้งลบ
ABUSE / แจ้งลบ
Your Email :
Why? !
Security Code

..เอ็นไซม์ มีวันหมดอายุ หรือมีวันตาย หรือไม่ครับ..

- กลับไปยังหมวดหลักของกระทู้นี้
  - ..เอ็นไซม์ มีวันหมดอายุ หรือมีวันตาย หรือไม่ครับ..
แจ้งลบกระทู้ หรือ ลบผู้ตอบกลับ กระทู้โดย : เพ็ด ตะบกโพรง IP ADDRESS : 202.91.18.194 , ,



« เมื่อ 31/08/2009 , 20:50:50 » Send Topic Set to Print Page Edit


ผมเคยทดลองหมักเศษอาหารเพื่อทำปุ๋ยน้ำชีวภาพมาครั้งหนึ่ง
แต่ตอนนั้นทำแบบลองผิดลองถูก น้ำมีกลิ่นเหม็นมาก และมีหนอนด้วย
ก็เลยเลิกทำ ส่วนที่หมักไว้กรอกใส่ขวดทิ้งไว้นานหลายปี

เพิ่งมารู้จัก ดร.รสสุคนธ์ ผ่านทางทีวีป้าเช็ง
แล้วมาหาข้อมูลในเน็ทได้เจอเว็บนี้ แล้วก็ได้แรงบันดาลใจจะลองทำน้ำเอ็นไซม์

คำถามของผมคือ
1.น้ำเอ็นไซม์ที่เราหมักไว้นานมากๆหลายปี
หรือหมักเสร็จแล้วกรอกใส่ขวดทิ้งไว้
จะมีวันหมดอายุ หรือเอ็นไซม์ตายหมดหรือไม่ครับ

เพราะผมยังไม่เข้าใจว่าเอ็นไซม์เหมือนพวกจุลินทรีย์ในนมเปรี้ยวหรือเปล่า
ที่มีระบุวันหมดอายุด้วยน่ะครับ

2.ควรจะเก็บรักษาเอ็นไซม์ไว้อย่างไร เก็บไว้ตามปกติในอุณหภูมิห้องหรือเปล่าครับ

3.ถ้าถึงอายุที่ดื่มได้ จะดื่มอย่างไรปริมาณเท่าไรครับ
เห็นที่ทางชมรมขาย บอกว่าดื่ม 1-2 ช้อนโต๊ะหลังอาหาร ก่อนนอนและตอนเช้า

ขอบคุณมากครับ

แจ้งลบกระทู้ หรือ ลบผู้ตอบกลับ ตอบกลับโดย : admin IP ADDRESS : 117.47.198.66 , ,


Posts : 1
Replies : 84
« Reply #1 เมื่อ 01/09/2009 , 04:15:35 » Edit
ขอตอบทีละคำถามนะครับ

คำถามของผมคือ
1.น้ำเอ็นไซม์ที่เราหมักไว้นานมากๆหลายปี
หรือหมักเสร็จแล้วกรอกใส่ขวดทิ้งไว้
จะมีวันหมดอายุ หรือเอ็นไซม์ตายหมดหรือไม่ครับ

เพราะผมยังไม่เข้าใจว่าเอ็นไซม์เหมือนพวกจุลินทรีย์ในนมเปรี้ยวหรือเปล่า
ที่มีระบุวันหมดอายุด้วยน่ะครับ

ตอบ : เอนไซม์ที่หมักด้วยขบวนการชีวภาพสามารถเก็บไว้ได้ตลอดครับ ยิ่งนานยิ่งดีครับ เพราะสิ่งที่เราต้องการจากน้ำหมักชีวภาพ คือ เอนไซม์ กรดอะมิโน สารอาหาร สารสำคัญ และสารออกฤทธิ์


ครับ ถึงแม้ว่าขบวนการเริ่มต้นจะเกิดจากจุลินทรีย์กลุ่มเดียวกับ "นมเปรี้ยว" นั่นก็คือ กลุ่่มแลคโตบาซิลลัส เป็นตัวเปลี่ยนน้ำตาลให้เป็น กรดแลคติก อะซิติก ตามธรรมชาติ

แต่สุดท้ายจะมีอายุแค่ปีเดียวครับ และก็จะกลายเป็นซากของจุลินทรีย์

สิ่งที่ยังเหลืออยู่ก็คือ กรดอินทรีย์รวมไปถึง เอนไซม์ วิตามิน แร่ธาตุ กรดอะมิโน รวมไปถึงสารสำคัญในพืชแต่ละชนิด เพราะฉะนั้น ดร.จึงใช้ชื่อว่า "เอนไซม์ครับ"

เพราะเมื่อเราหมักแบบใช้ระยะเวลาสั้นสุดท้ายสิ่งที่เราได้ก็เป็นเพียงจุลินทรีย์ และยังมีปริมาณแอลกฮอล์เหลืออยู่ในปริมาณที่สูงมาก ซึ่งนั่นคือสิ่งที่เรามักกังวลกัน

การเก็บเอนไซม์ที่ยิ่งบอกว่า นาน ๆ ยิ่งดีนั้น
อยากจะให้เข้าใจว่า

การหมัก หมายถึง การสร้างพลังงานจากกระบวนการย่อยสลายสารประกอบอินทรีย์ หรือ การเปลี่ยนแปลงทางเคมีเนื่องจากเอนไซม์ โดยมีสารอินทรีย์เป็นทั้งตัวให้และตัวรับอิเล็กตรอน


ดังนั้นเมื่อเราหมักไปนานจะทำให้ค่านำไฟฟ้าเพิ่มมากขึ้นนั่นก็หมายถึงระดับโมเลกุลของสารอาหารจะค่อย ๆเล็กลง จากปฏิกริยาการให้และรับอิเล็คตรอน จนกระทั่งเข้าสู่ระดับนาโน และสามารถดูดซึมเข้าสู่เซลล์ได้อย่างรวดเร็วทันต่อความต้องการของร่างกายที่จะนำไปใช้ในขบวนการต่าง ๆ

นั่นคือ สาเหตุที่ว่ายิ่งหมักนานยิ่งดี และหากมีการขยายด้วย น้ำผึ้ง ตลอดทุก ๆ 3 - 6 เดือน น้ำผึ้งเองก็มีทั้งฮอร์โมนต์และวิตามินแร่ธาตุ รวมไปถึงเอนไซม์อยู่แล้ว ก็ยิ่งทำให้น้ำหมักมีประสิทธิภาพมากยิ่งๆๆขึ้น


2.ควรจะเก็บรักษาเอ็นไซม์ไว้อย่างไร เก็บไว้ตามปกติในอุณหภูมิห้องหรือเปล่าครับ

ตอบ :
เริ่มต้นในขบวนการหมัก ควรเก็บไว้ในอุณหภูมิห้อง และไม่ควรถูกแสงแดดครับ หรือหากไม่มีเลย ก็เก็บไว้ใต้ร่มไม้ก็ได้เช่นกันครับ ที่บ้านผมเป็นสวนอยู่ฝั่งธนฯ เอาวางไว้บนบ่อน้ำ มีต้นไผ่เป็นร่มเงา แล้วเอาผ้าใบคลุมอีกชั้นนึง


แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์อีก กรณีแบบที่ท่านดร. ได้นำ เอนไซม์ที่หมักไว้นาน ๆ เมื่อนำมาตากแดด เพื่อดึงวิตามินดีจากแสงแดด ซึ่งทำให้เอนไซม์ที่หมักมีรสชาติจืด แต่เมื่อนำน้ำผึ้งหรือ น้ำตาลเป็นตัวล่อ ก็กลับมาเปรี้ยวอีกเช่นกันครับ

ซึ่งความเปรี้ยวที่เกิดขึ้นเป็นตัวสำคัญที่ป้องกันการเกิดการปนเปื้อนได้ดีที่สุดครับ

3.ถ้าถึงอายุที่ดื่มได้ จะดื่มอย่างไรปริมาณเท่าไรครับ
เห็นที่ทางชมรมขาย บอกว่าดื่ม 1-2 ช้อนโต๊ะหลังอาหาร ก่อนนอนและตอนเช้า

ตอบ : ตามที่เขียนเอาไว้สามารถทานได้ตามนั้นครับ แต่หากเป็นเทคนิคที่ผมและพี่ๆ ในเครือข่ายทำดื่มกันเองนั้น ส่วนใหญ่แล้ว จะทานหลังอาหารในกรณีที่ต้องการให้ไปช่วยย่อยอาหารที่ทานเข้าไป จะทำให้การขับถ่ายดีขึ้นครับ

อีกวิธีก็คือ ดื่มแบบที่ท่านดร.แนะนำ โดย ใช้ปริมาณ 1-2 ช้อนชา ต่อน้ำประมาณ 500 cc. - 1 ลิตร เท่านั้นครับ เพื่อไปเพิ่มปริมาณออกซิเจนและกำจัดของเสีย รวมไปถึงเพิ่มปริมาณสารอาหารให้กับเซลล์


ปุญโญ มีบรรจง
ฝ่ายข้อมูลและประสานงานมูลนิธิฯ
webmaster

แจ้งลบกระทู้ หรือ ลบผู้ตอบกลับ ตอบกลับโดย : เพ็ด ตะบกโพรง IP ADDRESS : 202.91.19.194 , ,



« Reply #2 เมื่อ 01/09/2009 , 12:41:55 » Edit
ขอบคุณมากๆครับ
ประทับใจมากที่ทุกคำถามที่นี่ได้รับคำตอบตลอด
ขอเป็นกำลังใจให้ครับ ผมตั้งใจเริ่มหมักเอ็นไซม์แล้วครับ
แจ้งลบกระทู้ หรือ ลบผู้ตอบกลับ ตอบกลับโดย : admin IP ADDRESS : 222.123.242.220 , ,


Posts : 1
Replies : 87


« Reply #3 เมื่อ 01/09/2009 , 17:02:59 » Edit
หากมีเวลาก็จะพยายามตอบคำถามให้ได้ทุกท่าน ตามที่ได้เรียนรู้กับท่านดร.รสสุคนธ์ และประสบการณ์ รวมไปถึงความรู้ที่ได้ค้นคว้ามาตลอดระยะเวลาที่ได้มาช่วยงานในที่แห่งนี้ในฐานะคนทำสื่อและเก็บข้อมูล

ดังนั้นหากอะไรที่ตอบไม่ได้ก็พยายามจะถามผู้รู้เช่นดร.รสสุคนธ์, ดร.บอย, พี่ๆ กลุ่มงานเกษตรอินทรีย์ และเครือข่ายต่าง ๆ แต่ความรู้ยังไงก็ไม่เท่าลงมือทำกับตนเองครับ เพราะมันจะเกิดการแตกยอดทางความคิดไปได้อีกมากมาย เพราะฉะนั้นดร.ท่านจึงบอกเสมอ งานวิจัยไม่ใช่อยู่เพียงแค่ห้องสี่เหลี่ยม แต่ต้องอยู่กับความเป็นจริงที่เราได้สัมผัสและเรียนรู้ "อย่าสงสัย แต่ให้ลงมือกระทำ" ดร.จะบอกกับพวกเราประจำครับ ดีหรือไม่ดี ถ้าไม่ลองใช้ก็จะไม่รู้ และจะรู้ได้ลึกก็ต้องลงมือกระทำ เมื่อลงมือทำแล้วข้อมูลต่างๆ จะค่อย ๆ ชัดเจนขึ้น

งานวิจัยด้านน้ำหมักชีวภาพ หรือ น้ำเอนไซม์ พวกเรายังค้นคว้าและวิจัยกันตลอดครับ ผมพยายามที่จะหาเวลามาเขียนในส่วนที่พวกเราค้นคว้าวิจัย เพื่อความกระจ่างของทุกท่าน รอซักนิดนะครับ

ขอบคุณทุกท่านด้วยครับ ที่มองเห็นงานบุญตรงส่วนนี้ หากคนไทย หันกลับมาพึ่งพาตนเองตามพ่อ (ในหลวง) ของพวกเราพูดแล้ว

น้ำเอนไซม์ ที่ส่งเสริมให้ผลิตกันขึ้นมาทุกครัวเรือน จะช่วยลดปัญหาสุขภาพของคนไทยได้มากขึ้นครับ

ปุญโญ มีบรรจง
ฝ่ายข้อมูลและประสานงานมูลนิธิฯ
webmaster

nawee1976@hotmail.com
แจ้งลบกระทู้ หรือ ลบผู้ตอบกลับ ตอบกลับโดย : เบาหวิว IP ADDRESS : 58.9.74.67 , ,



« Reply #4 เมื่อ 01/09/2009 , 20:21:03 » Edit
จากที่ผมเคยมีความรู้ว่าเิอนไซม์จะตายถ้าอยู่ในสภาวะด่าง แล้วกรณีที่นำมาผสมกับน้ำด่างเป็นแชมพูสบู่แล้วเอนไซม์จะไม่ตายหรือครับ หรือ เอนไซม์มีหลายตัวบางตัวทนกับสภาวะด่างได้
แจ้งลบกระทู้ หรือ ลบผู้ตอบกลับ ตอบกลับโดย : admin IP ADDRESS : 222.123.184.166 , ,


Posts : 2
Replies : 90
« Reply #5 เมื่อ 02/09/2009 , 16:55:17 » Edit
เอนไซม์ จริงๆ แล้วมีอยู่มากมายเกือบ 5,000 กว่าชนิดที่ค้นพบ ซึ่งตัวหลัก ๆ ก็มีดังที่วิเคราะห์ออกไป

บางชนิดอาจจะไม่สามารถทนต่อสภาวะด่าง ได้อย่างเ่ช่นที่ คุณเบาหวิว บอกครับ
แต่การผลิตเอนไซม์ด้วยวิธีการทางชีวภาพ จะพบว่า มีลักษณะเป็นกรดนั่นคือ pH ต่ำกว่า 4 ซึ่งกรดที่ว่านี้ ก็คือ กรดอินทรีย์หลายชนิด ซึ่งหากใช้ตรงๆ ความเป็นกรดนี้จะทำให้ก่อความระคายเคืองได้

ซึ่งไม่ใช่ว่าความเป็นกรดจะไม่ดีครับ เพราะจะเป็นการป้องกันจุลินทรีย์ที่เข้ามาปนเปื้อนได้ และในความเป็นกรดที่เกิดขึ้นนี้ กรดที่ได้นอกจากกรดที่เคยพูดไปแล้ว ยังมีกรดสำคัญก็คือ AHA หรือที่ย่อมาจาก Alphahydroxy Acids ซึ่งเป็นสารที่สกัดจากผลไม้หลายอย่าง หรือรวมเรียกว่ากรดผลไม้ (Fruit Acids) สารเหล่านี้มีคุณสมบัติช่วยเร่งให้เซลล์ผิวผลัดเร็วขึ้น

ดังนั้นแชมพูที่ผลิตออกไปจะมี pH อยู่ประมาณ 5.5 - 6.5 ซึ่งจะปริมาณค่า pH จะไม่เกิน 11 ซึ่งน้ำด่างที่นำมาผสมจะมีลักษณะเป็นด่างอ่อน ๆ ครับ
เพราะฉะนั้น แชมพูเอนไซม์ จะมีลักษณะผสมผสานกันระหว่างกรดกับด่าง นั่นคือ เกือบที่จะเป็นกลาง เหมาะกับสภาพผิวของร่างกายที่มี pH 7 ซึ่งการชะล้างทำความสะอาด เอนไซม์จะเป็นตัวไปย่อยกรดไขมัน รวมถึงคราบสกปรกต่างๆ

ท่านดร.แนะนำส่วนใหญ่ให้ใช้ ขี้เถ้ามาแช่กับน้ำแล้วหมักไว้เกิน 1 ปี เพื่อมาทำน้ำด่างครับ

แต่หากในกลุ่มนักวิจัย คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานีได้ศึกษาถึงการทำน้ำหมักมาใช้กับเครื่องสำอางค์ นำเรื่อง นีโอโซมมาใช้เป็นบัฟเฟอร์เพื่อค่อยๆ กรดตรงนี้ออกมา ซึ่งก็คือ สารลดแรงตึงผิวที่ไม่มีประจุ
ตรงนี้ได้มีการวิจัยและพัฒนาเครื่องสำอางค์จากน้ำหมักชีวภาพ โดยงานวิจัยได้ทำเรื่อง
1. การตรวจสอบคุณภาพ ทางเคมีภายภาพ ทางจุลชีววิทยา
2. ศึกษาฤทธิ์ในการต้านสารอนุมูลอิสระ
3. ศึกษาฤทธิ์ด้านแบคทีเรียและเชื้อรา

ซึ่งตรงนี้ขออธิบายคร่าวๆ เท่านี้ก่อนครับรายละเอียดบางส่วนยังอยู่ในขั้นงานวิจัย ขอสงวนรายละเอียดไว้ก่อนครับ เพราะยังไม่อยากละเมิดเรื่องลิขสิทธิ์

ปุญโญ มีบรรจง
ฝ่ายข้อมูลและประสานงานมูลนิธิฯ
webmaster
edit : 02/09/2009,16:56:18 (admin)
nawee1976@hotmail.com
แจ้งลบกระทู้ หรือ ลบผู้ตอบกลับ ตอบกลับโดย : เพ็ด ตะบกโพรง IP ADDRESS : 202.91.19.194 , ,




« Reply #6 เมื่อ 03/09/2009 , 20:21:11 » Edit
ตอนนี้ผมทำการทดลองหมักไปแล้ว 2 ถังครับ
แบบ 20 ลิตร กับ 60 ลิตร
ก่อนหน้านั้นผมเคยทำถังหมักขยะสด จำไม่ได้แล้วว่าใช้อัตราส่วนเท่าไร
แต่ตอนนั้นใช้กากน้ำตาล

อ่านในเว็บ ดร.รสสุคนธ์ ดูเหมือนว่าท่านจะเน้นหมักสำหรับใช้กิน
เลยใช้น้ำผึ้ง ในอัตราส่วน น้ำ:น้ำผึ้ง เป็น 1:10

แต่ที่บ้านผมติดดาวเทียมได้ดูช่องป้าเช็ง ใช้ น้ำ : น้ำตาล เป็น 1:5
(ตรงนี้ขอให้เครดิตป้าเช็งไว้ด้วยครับ เพราะมิฉะนั้นผมจะไม่ได้รู้จัก ดร.รสสุคนธ์เลย)

ผมเลยทดลองหมักโดยใช้สูตรป้าเช็งไปก่อน
เพราะใช้หมักเปลือกผลไม้กับขยะสดในครับ จึงใช้ 1:5

แต่ตอนนี้สั่งซื้อ DVD ของ ดร.ไปแล้วครับ
เดี๋ยวส่งมาถึงบ้านก็คงได้เข้าใจชัดเจนขึ้น

ขอถามในทางเทคนิคก่อนแล้วกันครับ
ว่าสูตร 1:10 กับ 1:5 จะได้ผลต่างกันหรือไม่อย่างไรครับ ^.^

แจ้งลบกระทู้ หรือ ลบผู้ตอบกลับ ตอบกลับโดย : เพ็ด ตะบกโพรง IP ADDRESS : 202.91.19.194 , ,



« Reply #7 เมื่อ 03/09/2009 , 20:25:17 » Edit
พิมพ์ผิดครับ
สูตร ดร. น้ำผึ้ง:น้ำ เป็น 1:10

สูตรป้าเช็ง น้ำตาล:น้ำ เป็น 1:5
แจ้งลบกระทู้ หรือ ลบผู้ตอบกลับ ตอบกลับโดย : admin IP ADDRESS : 58.9.61.222 , ,


Posts : 2
Replies : 91
« Reply #8 เมื่อ 04/09/2009 , 17:37:24 » Edit
ขอตอบดังนี้ครับ..
ทั้งสองสูตรใช้ได้ทั้งคู่ครับ ไม่ว่าจะเป็น
3:1:10 หรือ 3:1:5

ถามว่าต่างกันอย่างไร ? ขึ้นอยู่กับมุมมองมากกว่าครับ
เพราะจริงๆ แล้วหากเรามีประสบการณ์ในการหมักแล้ว เราจะได้รู้ได้เลยครับว่า
สูตรเป็นเพียงบทบัญญัติทั้งตั้งขึ้นเอาไว้

ซึ่งผมคิดว่ามุมมองของป้าเชงต้องการในเรื่อง ความเข้มข้นของสารอาหารที่ได้
แต่ในส่วนของดร.มองแบบนักวิทยาศาสตร์ว่า สารอาหารไวตามินแร่ธาตุ กรดอะมิโน สารออกฤทธิ์ และเอนไซม์จะสามารถดูดซึมเข้าสู่เซลล์ได้เร็วนั้น จะต้องอยู่ในรูปของโมเลกุลที่มีขนาดเล็ก การเจือจางด้วยปริมาณน้ำดังกล่าว และการหมักซึ่งใช้ระยะเวลานาน จึงจำเป็นมากครับ ที่เราพูดถึงตลอด

แต่ไม่ว่าสูตรใด สามารถใช้ได้ครับ เพราะอย่างที่เคยตอบคำถามเก่า ๆไป บางครั้ง เราแทบไม่ต้องไปคิดถึงสูตรดังกล่าวเลยครับ เช่น เราใช้ผลไม้ที่มีรสหวานมาก ๆในตัวอยู่แล้ว เช่นอ้อย หรือ ลำใย,ลิ้นจี่ ฯลฯ เราก็ไม่ต้องใช้น้ำตาลหรือน้ำผึุ้งเลยครับ เพียงเติมน้ำให้ท่วมผลไม้ที่เราหมักก็พอแล้ว

ดังนั้นหากทำไปบ่อยๆ จนชำนาญก็ไม่ต้องกังวลเรื่องสูตรครับ

ปุญโญ มีบรรจง
ฝ่ายข้อมูลและประสานงานมูลนิธิฯ
webmaster
nawee1976@hotmail.com
แจ้งลบกระทู้ หรือ ลบผู้ตอบกลับ ตอบกลับโดย : เพ็ด ตะบกโพรง IP ADDRESS : 202.91.18.194 , ,




« Reply #9 เมื่อ 04/09/2009 , 20:03:37 » Edit
เข้าใจแจ่มแจ้งแล้วครับ
เมื่อคืนก็ลองไล่อ่านคำถามเก่าๆไปหลายหน้า
ทำให้เข้าใจว่าสูตรการใส่กากน้ำตาล,น้ำตาล หรือน้ำผึ้งนั้น
ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์และสิ่งที่ใช้หมักประกอบกัน

ทำให้เข้าใจต่อไปว่า ที่เคยหมักครั้งแรกหลายปีก่อนนู้น
ไม่ค่อยได้ผล เพราะสิ่งที่ใช้หมักเป็นพวกผัก เศษอาหาร เป็นส่วนใหญ่
คิดว่ากากน้ำตาลคงมีสัดส่วนไม่พอนั่นเอง

เมื่อผมเตรียมถังหมักให้แม่ เลยถามว่าต้องการหมักอะไรบ้าง
เพราะแม่จะหมักเศษผัก เศษอาหารในครัว
ผมเลยใช้สูตรน้ำตาลมากหน่อย

ขอบคุณมากๆครับ ^.^
แจ้งลบกระทู้ หรือ ลบผู้ตอบกลับ ตอบกลับโดย : ฉัตร IP ADDRESS : 118.174.55.184 , ,



« Reply #10 เมื่อ 04/05/2010 , 17:05:33 » Edit
ผมมีคำถามนิดนึงครับ คือผมไปเอาหัวเชื้อ EM มาจาก กทม เห็นมีฝ้าขาวๆที่ปากขวดไม่ทราบว่าคืออะไร ครับ ผมจะเอาหัวเชื่อนี้มาหมักเพิ่มเพื่อผสมกับอาหารปลาดุก แล้วที่สวนมีลูกสาเก หล่นอยู่จะเอามาหมักกับเศษผัก เช่นผักบุ้ง หญ้าขน จะได้ไหมครับ แล้วปลากินแล้ว หรือผสมน้ำปลาจะเป็นอะไรไหมครับ ขอบคุณครับ
chat_1100@hotmail.com
ตอบกลับกระทู้นี้
  ไอคอนข้อความ :
** ชื่อ : สมัครสมาชิก : เข้าสู่ระบบ
** Security Code : ! ใส่ Code ตามที่ปรากฏที่ภาพด้านข้าง
กรุณากด F5 หาก Security Code ไม่แสดงผล
  อีเมล์ :
  รูปภาพประกอบ : ขนาดไม่เกิน 100KB **สมาชิกเท่านั้น
(BBZnet.com เพิ่มเนื้อที่เก็บภาพให้แต่ละบอร์ดมากถึง 1GB ต้องการมีเว็บบอร์ดของตัวเอง คลิกที่นี่เพื่อสมัครสมาชิก)
  ยินดีให้รูปประกอบนี้ ไปให้บริการ ส่งรูปภาพเข้ามือถือ ยินดี ไม่ยินดี
** ข้อความ :

ไอคอนอื่นๆ
  ใช้ไอคอน
B i U URL CENTER IMG Li Font QUOTE Special Tag
( เปลี่ยนไปใช้งานแบบ HTML Editor Mode, ต้องการ IE6+ และเปิดใช้งาน Java Script )
    คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ webmaster@bbznet.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด