กระทู้โดย : art-geo IP ADDRESS : 203.156.36.247 , , 192.168.1.122
|
Posts : 7 Replies : 15
|
« เมื่อ 19/09/2006 , 10:44:26 »
Edit


คำว่า แรงม้า หรือ horsepower (hp) นั้น ริเริ่มขึ้นครั้งแรกในยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม โดย เจมส์ วัตต์"นักวิทยาศาสตร์ชาวอังกฤษผู้มีชื่อเสียง ที่เป็นผู้พัฒนาเครื่องจักรไอน้ำให้มีประสิทธิภาพ จนกลายเป็นพลังขับเคลื่อนการปฏิวัติอุตสาหกรรม
และที่มาของคำว่าแรงม้า เป็นการเปรียบเทียบหน่วยพลังงานของเครื่องจักรเครื่องกลสมัยใหม่ ว่าสามารถทำงานแทนพลังงานสัตว์ เช่น ม้า ได้มากน้อยเพียงใด
ที่มาที่ไปของแรงม้า เกิดขึ้นเมื่อเจมส์ วัตต์ นำเอาเครื่องจักรไอน้ำของนิวโคเมน นักวิทยาศาสตร์อังกฤษรุ่นก่อนหน้าเขา มาปรับปรุงพัฒนาได้เป็นเครื่องจักรไอน้ำแบบใหม่ และวัตต์ก็ขอคิดค่าลิขสิทธิ์ทางปัญญาของตัวเอง เท่ากับ 1 ใน 3 ของมูลค่าถ่านหินที่เครื่องจักรของเขาช่วยประหยัดได้ เมื่อเทียบกับการใช้เครื่องจักรนิวโคเมน
แต่อัตรานี้เกิดใช้ไม่ได้กับคนที่เดิมใช้ม้า โดยยังไม่เคยใช้เครื่องจักรไอน้ำรุ่นไหนมาก่อน วัตต์เลยต้องคิดคำนวณ พลังของม้า ออกมา เพื่อคิดค่าลิขสิทธิ์กับลูกค้ากลุ่มนี้ด้วย
จากการคำนวณของเขา ม้าสามารถหมุนเครื่องโม่แป้งที่มีรัศมี 12 ฟุต ได้ 144 ครั้งภายใน 1 ชั่วโมง หรือเท่ากับ 2.4 ครั้งต่อนาที เมื่อคิดโดยเทียบสูตร กำลัง = งาน/เวลา = (แรงxระยะทาง)/เวลา จึงได้ตัวเลขออกมาว่า 1 แรงม้า = (180 ปอนด์)(2.4x2 ? x12ฟุต)/1 นาที = 32,572 ฟุต หรือ 33,000 ฟุต-ปอนด์ ต่อ นาที
อีกตำราหนึ่งเล่าถึงที่มาของค่าแรงม้าว่า วัตต์เคยทำการทดลองและพบว่า โดยเฉลี่ยแล้วม้าแคระยกของน้ำหนัก 220 ปอนด์ ได้สูง 100 ฟุต ต่อระยะเวลา 1 นาที ในการทำงานเป็นกะกะละ 4 ชั่วโมง และเนื่องจากม้าตัวใหญ่มีกำลังมากกว่าม้าตัวเล็ก 50% ค่าแรงม้าที่ได้จึงเท่ากับ 1.5 x 100x 220 = 33,000 ฟุต-ปอนด์ ต่อนาที
ความจริงหน่วยแรงม้า เป็นหน่วยวัดพลังงานรุ่นโบราณที่ไม่นิยมใช้กันแล้ว เนื่องจากเรามีหน่วย วัตต์ (ซึ่งก็ได้มาจากชื่อเจมส์ วัตต์นี่ล่ะ) ซึ่งเป็นระบบหน่วยระหว่างประเทศ (SI) ใช้กันแพร่หลายมากกว่า จะมีที่ยังใช้คำว่าแรงม้ากันคุ้นหู ก็ในวงการยานยนต์ ซึ่งใช้หน่วยนี้ระบุกำลังของเครื่องยนต์เผาไหม้ภายใน
และเมื่อเทียบค่าแรงม้าเป็นค่าตามระบบ SI ก็จะได้ตัวเลขออกมาเป๊ะๆ 1 hp = 745.69987158227022 W หรือ 1 แรงม้าเท่ากับ 746 วัตต์ ซึ่งหมายความว่า หากใช้ม้า 1 ตัวปั่นไฟให้เครื่องกำเนิดไฟฟ้า เราจะได้กระแสไฟฟ้าออกมาต่อเนื่อง 746 วัตต์ นั่นเอง
แรงม้า มีหลายมาตรฐาน แตกต่างกันในรายละเอียดของเงื่อนไขในการวัด
ตามแต่สถาบันแต่ละแห่งกำหนดขึ้นมา โดยมีหน่วยต่อท้ายเช่น EEC-net, EEc-gross,
PS, DIN, BHP, JIS ฯลฯ
ตัวเลขที่แสดงออกมาในเอกสารประกอบการขาย โฆษณา
หรือประชาสัมพันธ์ของบริษัทรถยนต์ ล้วนเป็นการวัดแรงม้าจากเครื่องยนต์
โดยยังไม่ผ่านระบบส่งกำลัง และไม่ได้วัดแรงม้าที่ล้อ
ซึ่งถ้าวัดแรงม้าที่ลงพื้นจริงหลังจากผ่านระบบส่งกำลังจะมีค่าที่ได้น้อยลงกว่าที่วัดจากเครื่องยนต์อีกหลายเปอร์เซ็นต์
หรือสิบยี่สิบเปอร์เซ็นต์ก็ยังมี
เพราะมีการสูญเสียในการส่งกำลังจากเครื่องยนต์ผ่านหลายอุปกรณ์กว่าจะถึงยางมาสู่พื้น
ซึ่งรถยนต์แต่ละรุ่นมีอัตราการสูญเสียกำลังนี้ไม่เท่ากัน
และถ้ารุ่นใดสูญเสียน้อย ก็ถือว่าเป็นจุดเด่น
ดีกว่าที่มีแรงม้าในเครื่องยนต์มาก แต่ลงสู่พื้นได้น้อย
สมรรถนะและการกินน้ำมันก็ไม่ดีเท่าที่ควรจะเป็น (ตัวเลขการสูญเสียกำลังนี้
ไม่มีผู้ผลิตรายใดเปิดเผย)
การวัดแรงม้าจะเครื่องยนต์ในแต่ละหน่วย มีความแตกต่างกันในรายละเอียด เช่น
อุณหภูมิน้ำระบายความร้อน อุณหภูมิ-ความชื้น แรงกดอากาศ
รวมถึงการใส่อุปกรณ์พ่วง เช่น ไดชาร์จ ปั๊มน้ำ ท่อไอเสีย ฯลฯ
บางหน่วยการวัดมีเงื่อนไข เอื้อต่อการทำให้ตัวเลขแรงม้าออกมามาก
บางหน่วยเข้มจนแรงม้าออกมาน้อย
นั่นหมายความว่าการวัดในแต่ละหน่วยกับเครื่องยนต์หนึ่ง
จะให้ตัวเลขแรงม้าต่างกัน
เงื่อนไขในการวัดแรงม้าที่แตกต่างในแต่ละหน่วยนั้น
มีมากมายและหลายส่วนอ่านแล้วคนทั่วไปเข้าใจยาก หรือเป็นรายละเอียดที่ยิบย่อยมาก
ในหน่วยที่มีเงื่อนไขเข้ม เช่น DIN, EEC-net จะมีตัวเลขแรงม้าที่ได้น้อยลงกว่า
5 เปอร์เซ็นต์
เมื่อเปรียบเทียบหากวัดตามมาตรฐานของหน่วยที่บางคนเรียกว่าเป็นแรงโม้ เช่น JIS,
EEC-gross ฯลฯ
สำหรับเมืองไทยที่มาตรฐานการควบคุมการโฆษณาไม่เข้มงวด
และไม่กำหนดให้ใช้มาตรฐานเดียวกันในการแสดงผล แต่ก่อนจึงมักจะเหมารวมด้วยคำว่า
แรงม้า เพียงลอยๆ เท่านั้น โดยไม่วงเล็บหน่วยการวัดจริงต่อท้าย
ซึ่งหลายบริษัทรถยนต์ก็มักจะเลือกหน่วยที่วัดแล้วได้ตัวเลขออกมามากๆ
เพื่อเป็นจุดเด่นในการขาย มีระยะ 5
ปีหลังมานี้เองที่การแข่งขันในตลาดดุเดือดขึ้น
หากรายใดใช้หน่วยแรงโม้จนมีช่องโหว่ ก็อาจจะถูกคู่แข่งโจมตีได้
จึงมีการกำกับหน่วยแรงม้าจริงต่อท้ายไว้
การระบุเช่นนั้น ไม่ได้มีผลต่อผู้บริโภคเท่าไรนัก
เพราะส่วนใหญ่ไม่ได้สนใจว่าเป็นหน่วยอะไร
หรือสนใจแต่ก็มักไม่ทราบว่าหน่วยใดจะโม้มากหรือน้อย
จึงยังหลงเหลือหลายบริษัทรถยนต์เลือกใช้หน่วยการวัดที่ทำให้ได้ตัวเลขแรงม้ามากๆ
ในการโฆษณาให้ฮือฮาอยู่เช่นเคย
ในเมืองไทยนิยมใช้หน่วย EEC-gross, EEC-net, JIS , PS, DIN ซึ่ง 2 หน่วยแรกสุด
วัดแล้วได้ค่ามาก หรือโม้มากกว่านั่นเอง
ระยะหลังมานี้ เริ่มนิยมใช้หน่วยกิโลวัตต์กันมากขึ้น
โดยมักจะมีตัวเลขแรงม้าควบคู่กันไปด้วย
เพราะคนส่วนใหญ่ยังไม่รู้จักกิโลวัตต์ในการวัดกำลังของเครื่องยนต์
หากกลัวว่าจะงงกับแรงม้า ว่าหน่วยใดโม้มากหรือโม้น้อยกว่า
และทราบกำลังของเครื่องยนต์เป็นหน่วยกิโลวัตต์
ก็สามารถเปรียบเทียบกันได้ดีกว่าแรงม้าที่ต่างหน่วยกัน
และถ้าอยากทราบเป็นแรงม้าที่ไม่โม้โดยประมาณ ก็ให้ใช้ 1.36
คูณค่ากิโลวัตต์เข้าไป
ตัวเลขแรงม้าที่วัดจากเครื่องยนต์ที่ระบุออกมา คนส่วนใหญ่มักรีบคิดไปก่อนเลยว่า
เครื่องยนต์ที่มีแรงม้ามากๆ ก็จะทำให้รถยนต์คันนั้นมีอัตราเร่งดีกว่า
ทั้งที่อาจจะไม่ใช่ก็เป็นได้
ตัวเลขแรงม้า ไม่สามารถบอกสมรรถนะที่แท้จริงในการขับได้ ไม่ใช่เรื่องตายตัวว่า
รถยนต์รุ่นที่มีเครื่องยนต์แรงม้ามากกว่า จะมีอัตราเร่ง ความเร็ว
หรือการตอบสนองดีกว่าอีกุร่นหนึ่งที่เครื่องยนต์มีแรงม้าน้อยกว่า
เพราะต้องเกี่ยวข้องกับอีกหลายองค์ประกอบ เช่น น้ำหนักรวม
อัตราทดเกียร์-เฟืองท้าย การสูญเสียในระบบส่งกำลัง
นอกจากแรงม้าที่คนส่วนใหญ่ให้ความสนใจแล้ว
แรงบิดและรอบเครื่องยนต์ที่ให้แรงม้าและแรงบิดสูงสุด
ก็มีความสำคัญต่อสมรรถนะด้วยเช่นกัน
เอาอีกนิดแล้วกัน....
1 ฟุต-ปอนด์ = 0.737265 นิวตัน-เมตร
1 กิโลกรัม-เมตร = 9.8 นิวตัน-เมตร
อยากจะเปลี่ยนอะไรเป็นอะไรก็ คูณหารกันเข้าไปกันเองนะครับ
ตัวอย่าง เครื่องยนต์ A มีแรงบิดสูงสุด = 20.0 กิโลกรัม-เมตร = 196 นิวตัน-เมตร = 144.5 ฟุต-ปอนด์
- แรงม้าคืออะไร?
แรงม้าคือ หน่วยวัด พลัง ของเครื่องยนต์ที่ได้จากการทำงานของ แรงบิด ที่ความเร็วรอบใดๆ ต่อหน่วยเวลา
มีรากเง้าการคำนวณมาจากสูตร งาน (จูล) = แรง คูณด้วย ระยะทาง >>> W = F x S
และ พลังงาน P คือ งานต่อหน่วยเวลา มีชื่อว่าเรียกว่า วัตต์ (Watt) หรือ จูลต่อวินาที >>> P = W/วินาที
หรือเท่ากับ งาน คูณด้วย ความเร็วเมตรต่อวินาที" >>> P = W x v
โดยที่ 1 แรงม้า = 746 วัตต์
- ความสัมพันธ์ระหว่าง แรงม้า กะ แรงบิด
เราสามารถคำนวณหา แรงม้า จาก แรงบิด หรือ คำนวณ แรงบิด จาก แรงม้า ได้เสมอ ถ้าเรารู้ค่าของตัวใดตัวหนึ่ง ที่ความเร็วรอบเครื่องขณะใดขณะหนึ่ง
ด้วยสูตรการคำนวณค่าแรงม้าที่ให้มาข้างต้น เราสามารถสร้างสูตรสำเร็จในการคำนวณหาความสัมพันธ์ระหว่าง แรงม้า และ แรงบิด ได้ดังนี้ (ค่าแรงบิดที่ใช้สูตรการคำนวณมีหน่วยเป็น กิโลกรัม-เมตร.)
คำนวณ แรงม้า จาก แรงบิด : แรงม้า = รอบต่อนาที X แรงบิด X 0.001376
คำนวณ แรงบิด จาก แรงม้า : แรงบิด = แรงม้า / (รอบต่อนาที X 0.001376)
ดังนั้น จากข้อมูลของเครื่องยนต์ที่เรามักจะเห็นจากสเป็คในโบชัวร์โฆษณารถ เราก็จะสามารถคำนวณต่อได้ว่า
ที่แรงบิดสูงสุดนั้น มีกี่แรงม้า หรือ ที่แรงม้าสูงสุดนั้น มีแรงบิดเท่าไหร่
ข้อมูลเหล่านี้จะช่วยให้เราสามารถคำนวณหาค่าอัตราทดเกียร์ เฟืองท้าย และ ขนาดล้อ ที่เหมาะสม เพื่อให้ได้รถที่มีสมรรถนะตามต้องการ ทั้ง อัตราเร่ง และ ความเร็วสูงสุด ทั้งนี้เราจะต้องรู้น้ำหนักรถ และ ค่าอากาศพลศาสตร์ ของรถด้วยนะครับ
ตัวอย่างการคำนวณ
ตัวอย่างที่ 1
เครื่องยนต์ A มีแรงบิดสูงสุด 20.0 กิโลกรัม-เมตร ที่ 3,600 รอบต่อนาที มีแรงม้าสูงสุด 150 แรงม้า ที่ 6,000 รอบต่อนาที
คำนวณหา แรงม้า ที่แรงบิดสูงสุด ได้จาก : 3,600 X 20.0 X 0.001376 = 99.072 แรงม้า ที่ 3,600 รอบต่อนาที
คำนวณหา แรงบิด ที่แรงม้าสูงสุด ได้จาก : 150 / (6,000 X 0.001376) = 18.168 กิโลกรัม-เมตร ที่ 6,000 รอบต่อนาที
ตัวอย่างที่ 2
เครื่องยนต์ B มีแรงบิดสูงสุด 20.0 กิโลกรัม-เมตร ที่ 4,500 รอบต่อนาที มีแรงม้าสูงสุด 150 แรงม้า ที่ 6,500 รอบต่อนาที
คำนวณหา แรงม้า ที่แรงบิดสูงสุด ได้จาก : 4,500 X 20.0 X 0.001376 = 123.84 แรงม้า ที่ 4,500 รอบต่อนาที
คำนวณหา แรงบิด ที่แรงม้าสูงสุด ได้จาก : 150 / (6,500 X 0.001376) = 16.771 กิโลกรัม-เมตร ที่ 6,500 รอบต่อนาที
จากตัวอย่างการคำนวณของ เครื่องยนต์ A และ B เราจะเห็นได้ว่า แม้ทั้งคู่จะมี แรงบิด และ แรงม้า สูงสุด เท่ากัน แต่เครื่องยนต์ A จะได้อัตราเร่งที่ดีกว่าทั้งต้นและปลาย ที่อัตราทดของระบบการส่งกำลังเดียวกัน และ ถ้าจะให้เครื่องยนต์ B มีสมรรถนะเท่ากับเครื่อง A บนตัวถังเดียวกัน อาจจำเป็นต้องใช้ชุดเกียร์ที่มีอัตราทดชิดกันมากกว่า และอาจต้องมีจำนวนเกียร์มากกว่าด้วย นอกจากนี้ เครื่องยนต์ A ก็มีโอกาสประหยัดน้ำมันกว่า ถ้ามีความจุของเครื่องยนต์เท่าๆ กัน เพราะว่า เครื่องยนต์ A ดูจะมีประสิทธิภาพมากกว่าเครื่องยนต์ B จากลักษณะ แรงบิด และ แรงม้า ที่เครื่อง A ได้มาอยู่ในรอบเครื่องยนต์ที่ต่ำกว่า ทั้งนี้ก็ไม่เสมอไปนะครับ แต่มีโอกาสเป็นไปตามนี้สูงมาก
ที่มาของสูตรการคำนวณ (สำหรับผู้ที่ไม่ต้องการรู้ ก็ข้ามส่วนนี้ไปได้เลยครับ)
ทำ รอบต่อนาที ให้เป็น รอบต่อวินาที จากการหารด้วย 60 วินาที
ทำ รอบต่อวินาที ให้เป็นความเร็ว แบบ เมตรต่อวินาที จากการคูณด้วย (2 X Pi X R) หรือ (2 X 3.14 X 1) = 6.28
ทำ วัตต์ ให้เป็น แรงม้า จากการหารด้วย 746 วัตต์
ทำแรงบิด จาก กิโลกรัม เป็น นิวตัน จากการคูณด้วย 9.8 เมตรต่อวินาทีกำลังสอง
ดังนั้น จึงได้สูตรรวมการคำนวณแรงม้าจากแรงบิด เป็น
(รอบ X แรงบิด X 6.28 X 9. / (60 X 746) = รอบต่อนาที X แรงบิด X 0.001376
- การทดเกียร์ในรถยนต์ทำเพื่ออะไร?การทดเกียร์มีจุดประสงค์ 2 ประการคือ
หนึ่ง เพื่อให้สามารถควบคุมความเร็วรถได้อย่างเหมะสมตามรอบเครื่องยนต์
สอง เพื่อให้สามารถสร้างอัตตราเร่งของรถได้ด้วยการทำให้แรงบิดของเพลาขับสูงกว่าแรงที่รถต้องการในแต่ละช่วงความเร็ว
ประการที่หนึ่ง นั้นคงไม่ต้องอธิบายมาก แต่อยากจะบอกให้หายสงสัยว่า ทำไมรถที่เครื่องแรงมากๆๆๆๆๆ เช่น รถสปอร์ต 300-500 แรงม้า ยังคงต้องมีเกียร์ หนึ่ง ที่มีอัตราทดพอๆ กับรถจ่ายตลาดที่มีแรงม้าแค่ปริ่มๆ 100 แรงม้า ถามว่ารถที่แรงมากๆ ออกเกียร์ สอง ได้มั๊ย ก็ตอบว่า อาจได้ครับ แต่ไม่เห็นมีประโยชน์อะไร รถยนต์ต้องออกตัวจากจุดหยุดนิ่ง เสมอไม่ว่าจะเป็นคันไหน และถ้าไม่มีครัช เครื่องยนต์ก็ต้องเริ่มหมุนจาก 0 รอบต่อนาทีเหมือนกัน และไม่ว่าเครื่องจะมีแรงเท่าไหร่ ถ้าเครื่องหมุน 0 รอบต่อนาที ก็มีแรงเท่ากับ 0 เหมือนกันทุกเครื่องยนต์ ดังนั้น คุณต้องการเกียร์ หนึ่ง ที่มีอัตราทดมาก ไม่ได้ไว้เพื่อให้มีแรงอย่างเดียว แต่เพื่อความเหมาะสมต่อการเลี้ยงรอบเครื่องในการออกตัว ส่วนการทดในเกียร์ต่อๆ ไปก็เพื่อให้เครื่องได้ทำงานในรอบเครื่องยนต์ที่ให้การตอบสนองเหมาะสมต่อการใช้งานที่ดีที่สุดนั่นเอง
ประการที่สอง อันนี้สำคัญ เพราะว่าการที่รถจะมีความเร็วคงที่อยู่ได้ หรือสามารถเร่งความเร็วเพิ่มขึ้นได้นั้น แรงบิดที่เ
|
|
| | |
|