ติดต่อลงโฆษณา ในเวปบอร์ดนี้

Abuse/แจ้งลบ
ABUSE / แจ้งลบ
Your Email :
Why? !
Security Code

[ แนวทาง ] ศิลป :: ยุคก่อนประวัติศาสตร์

- กลับไปยังหมวดหลักของกระทู้นี้
  - [ แนวทาง ] ศิลป :: ยุคก่อนประวัติศาสตร์
แจ้งลบกระทู้ หรือ ลบผู้ตอบกลับ กระทู้โดย : Ma! IP ADDRESS : 203.113.80.141 , ,



« เมื่อ 26/08/2005 , 21:12:17 » Send Topic Set to Print Page Edit


ศิลปะสมัยฟื้นฟูศิลปวิทยา (Renaissance Art)
สงครามครูเสดนำความเปลี่ยนแปลงมาสู่ยุโรปตะวันตกอย่างใหญ่หลวง ระบอบการปกครองแบบศักดินาหมดสิ้นไป แว่นแคว้นต่าง ๆ เริ่มมีความเป็นอิสระ ศิลปินได้นำเอาแบบอย่างศิลปะชั้นสูงในสมัยกรีกและโรมัน มาสร้างสรรค์ได้อย่างอิสระเต็มที่ งานสถาปัตยกรรมมีการก่อสร้างแบบกรีกและโรมันเป็นจำนวนมาก ลักษณะอาคารมีประตูหน้าต่างเพิ่มมากขึ้น ประดับตกแต่งภายในด้วยภาพจิตรกรรมและประติมากรรมอย่างหรูหรา สง่างาม งานสถาปัตยกรรมที่ ยิ่งใหญ่ในสมัยนั้นฟื้นฟูศิลปวิทยา ได้แก่ มหาวิหารเซนต์ปีเตอร์ (St. Peter) ในกรุงโรม เป็นศูนย์กลางของคริสต์ศาสนาโรมันคาทอลิก วิหารนี้มีศิลปินผู้ออกแบบควบคุมงานก่อสร้างและลงมือตกแต่งด้วยตนเอง ต่อเนื่องกันหลายคน เช่น โดนาโต บรามันโต (Donato Bramante ค.ศ. 1440 – 1514) ราฟาเอล (Raphel ค.ศง 1483 – 1520) ไมเคิล แองเจลโล (Michel Angelo ค.ศ. 1475 – 1564) และโจวันนิ เบอร์นินี (Giovanni Bernini ค.ศ. 1598 – 1680)
งานจิตรกรรมและประติมากรรมในสมัยฟื้นฟูศิลปวิทยา ศิลปินสร้างสรรค์ในรูปความงามตามธรรมชาติ และความงามที่เป็นศิลปะแบบคลาสสิกที่เจริญสูงสุด ซึ่งพัฒนาแบบใหม่จากศิลปะกรีกและโรมัน ความสำคัญของศิลปะสมัยฟื้นฟู มีความสำคัญต่อการสร้างสรรค์ศิลปะเกือบทุกสาขา โดยเฉพาะเทคนิคการเขียนภาพ การใช้องค์ประกอบทางศิลปะ (Composition) หลักกายวิภาค (Anatomy) การเขียนภาพทัศนียวิทยา (Perspective Drawing) การแสดงออกทางศิลปะมีความสำคัญในการพัฒนาชีวิต สังคม ศาสนาและวัฒนธรรม จัดองค์ประกอบภาพให้มีความงาม มีความเป็นมิติ มีความสัมพันธ์กับการมองเห็น ใช้เทคนิคการเน้นแสงเงาให้เกิดดุลยภาพ มีระยะตื้นลึก ตัดกันและความกลมกลืน เน้นรายละเอียดได้อย่างสวยงาม ศิลปินที่สำคัญในสมัยฟื้นฟูศิลปวิทยาที่สร้างสรรค์งานไว้เป็นอมตะเป็นที่รู้จักกันทั่วโลก ได้แก่ เลโอนาร์โด ดาวินชี (Leonardo da Vinci) ผู้เป็นอัจริยะทั้งในด้านวิทยาศาสตร์ แพทย์ กวี ดนตรี จิตรกรรม ประติมากรรม และสถาปัตยกรรม ผลงานที่มีชื่อเสียงของดาวินชี ได้แก่ ภาพอาหารมื้อสุดท้ายของพระเยซู (The last Supper) ภาพพระแม่บนก้อนหิน (The Virgin on the Rock) ภาพพระแม่กับเซนต์แอน (The Virgin and St. Anne) และภาพหญิงสาวผู้มีรอยยิ้มอันลึกลับ (mystic smile) ที่โด่งดังไปทั่วโลก คือ ภาพโมนาลิซา (Mona Lisa)
ไมเคิล แองเจลโล (Michel Angelo) เป็นศิลปินผู้มีความสามารถ และรอบรู้ในวิทยาการแทบทุกแขนง โดยเฉพาะรอบรู้ในด้านจิตรกรรม ประติมากรรม และสถาปัตยกรรม เป็นสถาปนิกผู้ร่วมออกแบบและควบคุมการก่อสร้างมหาวิหารเซนต์ปีเตอร์ งานประติมากรรมสลักหินอ่อนที่มีชื่อเสียงและเป็นผลงานชิ้นเอก ได้แก รูปโมเสส (Moses) ผู้รับบัญญัติสิบประการจากพระเจ้า รูปเดวิด (David) หนุ่มผู้มีเรือนร่างที่งดงาม รูปพิเอตตา (Pietta) แม่พระอุ้มศพพระเยซูอยู่บนตัก ภาพเขียนของไมเคิล แองเจลโลชิ้นสำคัญที่สุด เป็นภาพบนเพดานและฝาฝนังของโบสถ์ซิสติน (Sistine) ในพระราชวังวาติกัน ประเทศอิตาลีในปัจจุบัน
ราฟาเอล (Raphael) เป็นผู้หนึ่งที่ร่วมออกแบบ ควบคุมการก่อสร้าง และตกแต่งมหาวิหารเซนต์ปีเตอร์ มีผลงานจิตรกรรมที่สำคัญเป็นจำนวนมาก ที่มีชื่อเสียงและเป็นที่รู้จักโดยทั่วไป ได้แก่ ภาพแม่พระอุ้มพระเยซู (Sistine Madonna) ภาพงานรื่นเริงของทวยเทพ (Galatea) ศิลปะสมัยฟื้นฟูศิลปวิทยาแพร่หลายออกไปจากประเทศอิตาลีสู่ประเทศต่าง ๆ ในยุโรปตะวันตกอย่างรวดเร็ว และมีอิทธิพลต่อศิลปะในประเทศนั้น ๆ อย่างมากมาย ทำให้เกิดสกุลศิลปะ และศิลปินที่สำคัญในท้องถิ่นนั้น ๆ เป็นจำนวนมาก ผลงานอันยิ่งใหญ่เหล่านี้ เรากล่าวได้ว่ามนุษยชาติเป็นหนี้บุญคุณบรรพชนแห่งสมัยฟื้นฟูศิลปวิทยาอยู่จนปัจจุบันนี้

credit :: kru-somboon

แจ้งลบกระทู้ หรือ ลบผู้ตอบกลับ ตอบกลับโดย : Ma! IP ADDRESS : 203.113.80.141 , ,



« Reply #1 เมื่อ 26/08/2005 , 21:14:09 » Edit
ศิลปะแบบอิมเพรสชันนิสม์ (Impressionism)
กลุ่มศิลปินอิมเพรสชันนิสม์เริ่มเบื่อรูปแบบที่มีหลักความงามแบบเหมือนจริงตามธรรมชาติ เปลี่ยนเป็นสิ่งเชื่อมโยง เน้นด้วยแสง สี บรรยากาศ ศิลปินที่สำคัญของกลุ่มอิมเพรสชันนิสม์ ได้แก่ โคลด โมเนต์ (Claude Monet) ซิสเลย์ (Sisley) เดอกาส์ (Degas ปิซาโร (Pissaro มาเนต์ (Manet) เรอนัว (Renoir)

ศิลปะแบบโพสต์ – อิมเพรสชันมิสม์ (Post-Impressionism)
ศิลปะแบบโพสต์-อิมเพรสชันนิสม์จะไม่เลียนแบบจากสิ่งที่เป็นจริงโดยการสร้างรูปทรงใหม่ แต่นำวิธีการทางวิทยาศาสตร์มาประยุกต์ใช้ เช่น การระบายสีด้วยเทคนิคขีด ๆ จุด ๆ เน้นสี แสง เงาให้เกิดมิติ บรรยากาศ ความงามและความประทับใจ ศิลปินในกลุ่มนี้ ได้แก่ แวนโกะห์ (Van Gogh) มาติส (Matisse) บงนาร์ด (Bonnard เซซาน (Cezanne) โกแกง (Gauguin) เซอราต์ (Seurat)

ศิลปะสมัยใหม่ในศตวรรษที่ 20
ลัทธิโฟวิสซึม เป็นศิลปะที่แสดงออกในเรื่องสีที่สดใสรุนแรงศิลปินที่สำคัญในลัทธินี้ ได้แก่ อองรี มาติส

ศิลปะนามธรรม เป็นศิลปะที่ไม่แสดงรูปทรงเหมือนจริง แต่แสดงเรื่องสีและพลังทางอารมณ์และความรู้สึก
ศิลปะคิวบิสม์ เป็นศิลปะกึ่งนามธรรม แสดงออกด้วยการเชื่อมโยงความสัมพันธ์กันของปริมาตร มีความงามตามหลักของสุนทรียศาสตร์อย่างแท้จริง ศิลปินผู้นำศิลปะคิวบิสม์ ได้แก่ ปิกาสโซ
แจ้งลบกระทู้ หรือ ลบผู้ตอบกลับ ตอบกลับโดย : admin IP ADDRESS : 203.113.80.16 , ,


Posts : 0
Replies : 5
« Reply #2 เมื่อ 28/08/2005 , 16:16:07 » Edit
ลีโอนาโด ดาวินซี ( Leonardo da Vinci )

``The first object of the painter is to make a flat plane appear as a body in relief and projecting from that plane.'' -- Leonardo da Vinci

การวาดรูปมักเริ่มต้นด้วยการสเกตก่อนเสมอ

ชีวิตและ ผลงานของลีโอนาโด ดาวินซี ผู้เป็นทั้งจิตรกรและนักวิทยาศาสตร์ ชาวอิตาเลียนที่ยิ่งใหญ่ ในยุคเรเนซองส์นั้นได้สร้างสรรค์ผลงานที่ยังคง ความตราตรึงใจไว้ให้กับชนรุ่นหลัง อย่างไม่รู้จักจบสิ้น สิ่งที่ก่อให้เกิดความประทับใจแก่คนในยุคปัจจุบันนั้น อาจเป็นเพราะการคิดค้น ที่สร้างสรรค์ ของศิลปินผู้นี้ก็เป็นได้ แต่อย่างไรก็ตาม สำหรับคนในยุคที่แล้วนั้น ต่างพากันยกย่องในผลงาน ทั้งทางด้านงานศิลปะ และการค้นคว้าทางทฤษฎีทั้งหมด ลีโอนาโด ได้ให้ความสำคัญของงานศิลปะเท่าๆ กับ การค้นคว้าทางด้านวิทยาศาสตร์ สำหรับงานทางด้านวิทยาศาสตร์นั้นได้ถูกเก็บรักษา ไว้เป็นบันทึกจำนวนมหาศาล และได้กลายมาเป็นที่รู้จักกันอย่างดีในสมัยศตวรรษที่ 20

ลีโอนาโด ถือกำเนิดขึ้น ในวันที่ 15 เมษายน ปีคริสตศักราชที่ 1452 ในวินซี ซึ่งอยู่ใกล้กับเมืองฟลอเรนสซ์ ประเทศอิตาลี เขาเป็นบุตรนอกกฎหมายของ
ปิเอโร ดาวินซี เจ้าพนักงานพิสูจน์ และรับรองเอกสาร แห่งเมืองฟลอเรนสซ์ กับหญิงสาวที่ชื่อ แคทเธอรีน พรสวรรค์ในทางศิลปะของลีโอนาโดนั้น ได้แสดงออก ตั้งแต่เขายังอยู่ในวัยเด็ก ในปี ค.ศ.1469 นั้น เขาได้ไปฝึกงานกับ อังเดรย์ เวอรอคชิโอ ซึ่งเป็นศิลปินเอกในสมัยนั้น ณ ที่นั้นเอง ลีโอนาโด ได้ฝึกฝนและเพิ่มความเก่งกาจ เชี่ยวชาญในงานต่างๆ เขาฝึกงานที่นั้นไปจนถึงปีค.ศ. 1476 และได้เข้าร่วมเป็น สมาชิกของสมาคมจิตรกรในปี ค.ศ.1472 ผลงานต่างๆ ที่ตกทอดมาสู่สายตา ของคนรุ่นหลังก็ได้เริ่มมาจากจุดนี้นี่เอง

ในปี ค.ศ.1478 เขาได้รับมอบหมายให้เป็นผู้วาดภาพให้กับ พาลาสโซ เวคชีโอ ในเมืองฟลอเรนสซ์ เป็นภาพการนำของมาถวายแด่พระกุมาร โดยนักปราชย์ทั้งสาม จากทิศบูรพา แต่งานนี้ก็ต้องหยุดชะงักไป เพราะลีโอนาโดได้ตัดสินใจออกจากฟลอเลนซ์ เพื่อไปยังมิลาน เมื่อปี ค.ศ.1482 และได้ไปทำงาน ให้กับท่านดยุ๊ค โลโดวิโก สฟอร์ซา ซึ่งในตอนนี้ลีโอนาโดก็มีอายุได้ 18 ปีพอดี ถึงแม้ว่าจะต้องทำงานให้กับราชสำนัก ด้วยการ เขียนภาพเหมือน การจัดงานแสดง รวมทั้งสร้างรูปจำลองของบิดาของ
ท่านดยุ๊ค ในท่าทรงม้าด้วยก็ตาม แต่ลีโอนาโด ก็ยังทุ่มเทความสนใจให้กับเรื่องอื่นๆ ที่ไม่ได้เกี่ยวกับงานศิลปะด้วย เขาได้เพิ่มพูนความรู้ทางด้านกลศาสตร์ให้กับตนเอง โดยการทำงานเป็นวิศวกรให้กับฝ่านพลเรือน และฝ่ายทหาร จากนั้นเริ่มศึกษาค้นคว้าทางด้านวิทยาศาสตร์ โดยเน้นทางด้าน กายวิภาค ชีววิทยา คณิตศาสตร์ และฟิสิกข์ และแม้ว่าลีโอนาโดจะให้ความสนใจ ในหลายสิ่งหลายอย่างก็ตาม แต่ก็ไม่ได้ทำให้เขาหยุดงานเขียนชิ้นที่สำคัญที่สุดไปได้ นั่นก็คือ การเขียนภาพ "อาหารค่ำมื้อสุดท้าย" ( The Last Supper ) ที่มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลก
เมื่อมิลานตกเป็นของฝรั่งเศษ ในปี ค.ศ.1499 ลีโอนาโดได้ออกจากมิลานเพื่อไปหา งานทำที่อื่น โดยเริ่มไปที่เมืองมองทัวส์ และเมืองเวนิส แต่ใช้ชีวิตอยู่ที่นั่นได้ไม่นาน ก็กลับมาที่ฟลอเรนสซ์อีก โดยทำงานเป็นคนเขียนแผนที่ และเป็นวิศวกรทหาร ให้กับ ซีสาร์ บอร์จีอา และในปีค.ศ.1503 ลีโอนาโดได้สร้างงานศิลปะที่สำคัญๆเอาไว้มากมาย ตัวอย่างเข่น ภาพเขียนบนฝาผนังในเรื่องของ สงคราม ( Battle of Anghiari ) ซึ่งเขียนติดไว้ที่ห้องโถงของสภาในตัวเมือง รูปโมนาลิซ่า (Portrait of Mona Lisa) อันเลื่องชื่อ และภาพของการหายไปของเลด้า และหงส์ ( Lost Leda and The Swan ) ในช่างนี้เขาได้ให้ความสนใจกับการศึกษาทางด้านวิทยาศาสตร์มากขึ้น โดยทุ่มเท การค้นคว้าในเรื่องของกายวิภาคอย่างหนัก จนถึงขนาดผ่าตัดเอาอวัยวะจริงมาศึกษา เขาศึกษาการบินของนกอย่างละเอียด
sean_ejj@hotmail.com
แจ้งลบกระทู้ หรือ ลบผู้ตอบกลับ ตอบกลับโดย : admin IP ADDRESS : 203.113.80.16 , ,


Posts : 0
Replies : 6


« Reply #3 เมื่อ 28/08/2005 , 16:20:33 » Edit
ลีโอนาโดถูกเรียกตัวกลับมาที่มิลานอีกครั้ง ในเดือนมิถุนายนของปี ค.ศ.1506 เพื่อมาทำงานให้กับรัฐบาลใหม่ของฝรั่งเศษ เขาได้ใช้ชีวิตอยู่ที่มิลานเป็นเวลาถึง 7 ปี ผลงานศิลปะในช่วงนี้ ก็เป็นการสร้างรูปจำลองให้กับ จีอัน จีอาโดโม ตรีวูชีโอ และก็เช่นเดียวกับการสร้างให้ท่านดยุ๊คสฟอร์ซา คือ ลีโอนาโดก็ไม่สร้างให้เสร็จ ในตอนนี้นั้นการค้นคว้าทางด้านวิทยาศาสตร์ของลีโอนาโด เริ่มมีอิทธิพลเหนือด้านอื่นๆ พรสวรรค์ทางด้านศิลปะของเขานั้นถูกใช้ไปกับการวาดภาพ ประกอบการค้นคว้า ทางวิทยาศาสตร์ของเขา โดยถ่ายทอดเอารายละเอียดความเข้าใจในส่วนต่างๆ ของโครงสร้างลงในภาพ ในปี ค.ศ. 1513 เขาได้ติดตามพี่ชายของพระสันตปาปาลีโอ
ที่ 10 ที่ชื่อว่า จียูลิอาโน เดอะเมดีซี เพื่อไปยังกรุงโรม และใช้เวลาอยู่ที่นั่น 3 ปี โดยหมกหมุ่นอยู่กับการค้นคว้าทางทฤษฎีมากขึ้นเรื่อยๆ และในปี 1516-1517 นั้น ลีโอนาโดได้ออกจากอิตาลีไปโดยไม่ได้กลับมาอีก เขาไปทำงานเป็นที่ปรึกษาทาง สถาปัตยกรรมให้กับกษัตริย์ ฟรังซิสที่ 1 แห่งฝรั่งเศษผู้ซึ่งยกย่องในตัว ลีโอนาโดมาโดยตลอด ลีโอนาโดเสียชีวิตที่ประเทศฝรั่งเศษ เมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม ปี ค.ศ.1519 รวมอายุได้ 67 ปี

http://www.spu.ac.th/msit1/pubmsit2/arts/leonado/joconde_small.jpg Portrait of Mona Lisa
วาดในปี ค.ศ. 1503-1506 หรือที่รู้จักกันคือ
La Gioconda เป็นรูปภรรยาของ Francesco del Giocondo
เป็นภาพวาดสีน้ำมันบนหนังสัตว์
ขนาดภาพ 77 x 53 ซม. (30 x 20 7/8 นิ้ว)
สถานที่แสดง Musee du Louvre กรุงปารีส

ภาพนี้ถือว่าเป็นผลงานที่มีชื่อเสียงที่สุดและ เป็นสัญลักษณ์ทางงานภาพเขียนของ ลีโอนาโด ดาร์วินซี ภาพนี้มีชื่อเสียงมากกว่าภาพ " The Last Supper " ภาพ " Monalisa " นี้ คือ ภาพของหญิงคนหนึ่ง ที่ชื่อว่า Lisa มีชีวิตอยู่ในปี ค.ศ.1479-1528 ภาพเขียนนี้ถึงแม้สีที่ใช้จะออกมาในโทนมืดและไม่แสดง ออกถึงผิวหนังที่ดูคล้ายคนแต่ทุกคน ซึ่งอาจรวมทั้งตัวคุณเองด้วย ที่เมื่อได้เห็นภาพนี้แล้ว จะรู้สึกได้ถึงความมีชีวิตชีวาของภาพ จนเราไม่สามารถละสายตาไปได้เลย จากรูปข้างบนจะเห็นว่า เธอมองมายังคุณด้วยรอยยิ้มเล็กน้อย และที่น่าอรรศจรรย์คือ เธอจะดูเปลี่ยนแปลงไปทุกครั้ง ที่เรากลับมาดูเธอซึ่งคุณอาจเปลี่ยนความคิดได้ว่ารอยยิ้มของเธออาจไม่ได้แสดงถึงความสุขอีกแล้ว แต่กลับเป็นรอยยิ้มที่แฝงด้วยความเศร้า

http://www.spu.ac.th/msit1/pubmsit2/arts/leonado/lastsupp_small.jpg The Last Supper
วาดในปี ค.ศ.1498
ขนาดภาพ 460 x 880 ซม.(15 x 29 ฟุต)
สถานที่แสดง Convent of Santa Maria delle Grazie (Refectory)
เมือง Milan
sean_ejj@hotmail.com
แจ้งลบกระทู้ หรือ ลบผู้ตอบกลับ ตอบกลับโดย : admin IP ADDRESS : 203.113.80.16 , ,


Posts : 0
Replies : 7
« Reply #4 เมื่อ 28/08/2005 , 16:27:21 » Edit
ไมเคิล แองเจิลโล MICHELANGELO

``I cannot live under pressures from patrons, let alone paint.''
-- Michelangelo, quoted in Vasari's Lives of the Artists
ไมเคิล แองเจิลโล ถือเป็นศิลปินที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของยุคที่รุ่งเรืองที่สุด คือ ยุคเรเนซองส์ ซึ่งเป็นยุคสมัยที่รู้จักกันดีถึงความเจริญทางด้านศิลปกรรม ความก้าวหน้าทั้งทาง ด้านวิทยาศาสตร์ การประดิษฐ์คิดค้น วรรณกรรมตลอดจนไปถึงเรื่องของการต่อสู้ ทางการเมือง สำหรับทางด้านศิลปะนั้น ถือเป็นความเจริญที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในยุคนี้ และไมเคิล แองเจิลโล ก็เป็นศิลปินที่นำหน้าศิลปินอื่นๆ ในยุคนี้ทั้งหมด เขามี ความสามารถเป็นเลิศในการเอาใจจดจ่ออยู่กับการใช้ความคิด การถ่ายทอดพลัง จากมือของเขาไปสู่ผลงานต่างๆ ที่ถูกสร้างสรรค์ขึ้น ในการทำงานของ ไมเคิล แองเจิลโล นั้น เขาจะทานขนมปังเป็นอาหารเพียงเล็กน้อย เท่านั้น เวลานอนก็นอนบนพื้น หรือผ้าใบข้างๆ ภาพเขียน และรูปแกะสลักที่ยังไม่เสร็จ เขาจะสวมเสื้อผ้าชุดเดิมไปจนกว่างานที่เขาทำจะเสร็จสมบูรณ์ลง ชีวิตของศิลปินผู้นี้นั้น มีเพียงเพื่อนสนิทอยู่ไม่กี่คนเท่านั้นที่ยังคงรักและบูชาเขา แต่โดยทั่วไปแล้ว คนส่วนมากจะคิดว่าเขาเป็นคนเย็นชา และไม่เป็นมิตรกับใคร ไมเคิล แองเจิลโล ใช้ชีวิตอยู่อย่างเป็นโสดโดยไม่ได้แต่งงานกับใครเลยไปจนตลอดชีวิตของเขา

ชื่อเต็มของศิลปินผู้นี้คือ ไมเคิล แองเจิลโล ดิ โลโดวิโด บัวนารอตติ ซิโมนี
(MICHELANGELO DI LODOVICO BUONARROTI SIMONI) เกิดเมื่อ
วันที่ 6 มีนาคม ปี ค.ศ. 1475 เมืองคาปรีส์ ประเทศอิตาลี ในเมืองเล็กๆ ใกล้ ๆ กับเมืองฟลอเรนส์ และได้เสียชีวิตเมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ ปี ค.ศ.1564 บิดาเป็นนายกเทศมนตรีของหมู่บ้าน ไมเคิล แองเจิลโล เป็นบุตรคนที่สอง ในบรรดาพี่น้องทั้งหมด 5 คนด้วยกัน เข้ารับการศึกษาที่โรงเรียนในเมืองฟลอเรนส์ ถึงแม้จะไปเรียนหนังสือ แต่จิตใจของเขาก็ไม่ได้อยู่กับการเรียนเลยแม้แต่นิด แต่กลับทุ่มเทจิตใจให้กับงานด้านศิลปะ และหลงไหลในการเป็นจิตรกร และการแกะสลักตั้งแต่ยังเป็นเด็กอยู่ จนในที่สุดเมื่อไมเคิลมีอายุได้ 13 ปีเต็ม บิดาของเขาจึงตัดสินใจส่งไปฝึกงานกับพี่น้องเจอร์ลันดาร์จ ซึ่งเป็นจิตรกรที่มี ชื่อเสียงของเมืองฟลอเรนส์ ถึงแม้จะได้ฝึกงานทางศิลปะแล้วก็ตาม แต่ไมเคิล ก็ยังคงไม่สมหวังอยู่ดีเพราะพี่น้องทั้งสองไม่ยอมสอนเทคนิคต่างๆ ในการทำงาน ให้กับเขาเลย วันหนึ่งขณะที่เขากำลังเที่ยวเล่นอยู่นั้นก็ได้ไปพบกับสวนแห่งหนึ่งใน วิหารซานมาร์โค โลเรนโซ ผู้เป็นหัวหน้าของตระกูลเมดีซี่ ได้สั่งซื้อรูปแกะสลักของ
กรีกโรมันโบราณ มาเก็บไว้ที่สวนแห่งนี้ และจ้างให้เบอร์โทโดผู้เป็นช่างแกะสลัก ที่เฉลียวฉลาด ให้ทำหน้าที่เป็นทั้งอาจารย์ และภัณฑรักษ์ของสวนนี้ ไมเคิล แองเจิลโล ตกลงใจไปทำงานเป็นผู้ช่วยให้กับเบอร์โทโด โดยที่ยังไม่ได้รับอนุญาตจากบิดาเลย จนกระทั่งวันหนึ่ง ลอเรนโซ เกิดบังเอิญมาเห็นเด็กชายคนหนึ่งกำลังแกะสลักส่วนหัว ของฟอนอยู่เกิดความประทับใจในตัวไมเคิล แองเจิลโลตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา จึงขอให้ ไมเคิลไปอยู่กับเขาที่พระราชวังด้วย และปฏิบัติต่อไมเคิลเสมือนเป็นลูกชายของเขา เองทีเดียว
ลอเรนโซ เสียชีวิตในปี ค.ศ. 1492 การจากไปของลอเรนโซ สร้างความโศกเสียใจให้กับ ไมเคิล แองเจิลโลเป็นอย่างมาก เขาตั้งหน้าตั้งตาทำงานอย่างหนัก ในช่วงนั้นเองได้มี การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นในเมืองฟลอเรนซ์ โดยบาทหลวงคณะโดมินิกันผู้หนึ่งนามว่า จีโลราโม สาวานาโรลา เกิดบ้าอำนาจขึ้นมาและพยายามครอบงำประชาชนให้ตกอยู่ ภายใต้การสั่งสอนของเขา ไมเคิล แองเจิลโล ไม่ต้องการตกอยู่ภายใต้อิทธิพลมืดนี้ จึงตัดสินใจออกจากเมืองฟลอเรนส์ไป
sean_ejj@hotmail.com
แจ้งลบกระทู้ หรือ ลบผู้ตอบกลับ ตอบกลับโดย : admin IP ADDRESS : 203.113.80.16 , ,


Posts : 0
Replies : 8
« Reply #5 เมื่อ 28/08/2005 , 16:29:17 » Edit
ช่างแกะสลักผู้ชาญฉลาด

ในปี ค.ศ. 1496 ไมเคิล แองเจิลโลได้มาที่กรุงโรมเป็นครั้งแรก และที่นี่เขาถูกว่าจ้าง ให้แกะสลัก "เปียตต้า" เปียตต้า เป็นรูปแกะสลักหินอ่อนทั้งหลัง โดยแกะเป็นรูปของ พระแม่มารี ซึ่งกำลังอุ้มพระศพของพระเยซูคริสต์อยู่บนหัวเข่ารูปแกะสลักนี้เป็นที่ รู้จักกันดีในนามของ "มาดอนน่า เดอะ เปียตต้า" ซึ่งได้สร้างชื่อเสียงให้กับ ไมเคิล แองเจิลโลเป็นอย่างมาก รูปแกะสลักนี้ถูกนำไปตั้งไว้ในมหาวิหารเซนต์ปีเตอร์
ที่บาซิริกา ในโรม

เมื่อไมเคิล แองเจิลโลอายุได้ 26 ปี เขาได้กลับมาที่ฟลอเรนซ์อีกครั้งหนึ่ง เขาได้รับ หินอ่อนที่มีขนาดใหญ่ คือ มีขนาด 18 ฟุต หรือ 5.5 เมตร เป็นหินอ่อนที่ช่างแกะ คนก่อนแกะทิ้งเอาไว้แต่ยังไม่เสร็จและหินอ่อนก็อยู่ในสภาพ ที่ชำรุดทรุดโทรมมาก ไมเคิลแองเจิลโล เอาใจใส่และทุ่มเทให้กับการแกะสลักหินก้อนนี้ เป็นเวลาถึง 2 ปี โดยปราศจากความหวั่นเกรงของอุปสรรคต่างๆ ทั้งในเรื่องความใหญ่โตของขนาด และความยากในการแกะเนื่องด้วยเป็นหินที่ผ่านการแกะสลักมาแล้วและด้วยความ เป็นช่างแกะผู้ปราชญ์เปรื่อง เขาก็ได้สร้างรูปแกะสลักที่งดงามที่สุดในโลกขึ้นเป็นรูป ของชายหนุ่มผู้กล้าหาญ ซึ่งมีนามว่า "เดวิด"

ในปี ค.ศ. 1505 ไมเคิล แองเจิลโล ตัดสินใจไปยังโรม เพื่อไปทำงานสร้างสุสานของ พระสันตปาปา จูเลียสที่ 2 ที่เสียชีวิตลงสุสานนี้มีขนาดของ โครงสร้างที่ใหญ่โตมาก และประกอบด้วยรูปแกะถึง 40 ชิ้น โดยจัดวางเรียงเป็น 3 ชั้น ไล่ระดับกันลงมา เขาต้องใช้เวลาทั้งหมดหลายเดือนเพื่อทำการคัดเลือกหินอ่อนที่จะมาใช้ในงานนี้ แต่อุปสรรคต่างๆก็เกิดขึ้น อันเนื่องมาจากการเปลี่ยนอำนาจจากพระสันตปาปาคนก่อน ไปสู่มือพระสันตปาปาคนใหม่ เมื่อการเมืองเปลี่ยน ก็ก่อให้เกิดความอิจฉาริษยาขึ้น โดยมีการวางแผนงานใหม่ เพื่อขัดขวางการทำงานในการสร้างสุสานของไมเคิล แองเจิลโล จนกระทั่งหลายปีผ่านไป เขาสามารถแกะสลักหินอ่อนได้เพียงไม่กี่รูป แต่ท่ามกลางงานแล้วนั้น เขาได้สร้างรูปแกะของ "โมเสส" ที่เป็นงานที่ทรงพลัง มากที่สุดของเขา ปัจจุบันรูปแกะสลักนี้ตั้งอยู่ในวิหารที่ซานเปียตโต ในวินซ์ลี่

วิหาร "ซิสทายส์" (Sistine Chapel)

ในช่วงระหว่างปี ค.ศ.1508 ถึง 1512 ไมเคิล แองเจิลโล ได้รับมอบหมายให้ทำการ เขียนภาพบนหลังคาโค้งของวิหารซิสทายในโรมซึ่งประกอบด้วยภาพเขียนขนาดใหญ่ นับร้อยๆ ภาพ และแต่ละภาพที่ถูกเขียนขึ้นนั้นได้สร้างความตกตะลึงให้กับสายตา ของชาวโลกมาแล้ว ไมเคิล แองเจิลโล ต้องทำงานอยู่บนนั่งร้านที่สูงถึง 60 ฟุต หรือ
18 เมตรจากพื้น และครอบคลุมพื้นที่อีก 10,000 ตารางฟุต หรือ 930 ตารางเมตร ตลอดเวลาเขาต้องเขียนรูปในท่านอนให้หลังแนบติดกับนั่งร้านจนเป็นตะคริวทุกๆวัน ปูนเปียกจะถูกทาบนหลังคา และไมเคิลก็จำเป็นที่จะต้องเขียนภาพในแต่ละส่วนให้ เสร็จก่อนที่ปูนจะแห้ง และไม่สามารถที่จะแก้ไขถ้ารูปเกิดผิดพลาดได้เลย ในที่สุด
ไมเคิล แองเจิลโล ก็สามารถเขียนภาพเสร็จสมบูรณ์ทั้งหมดด้วยตัวของเขาเอง ภาพเขียน ทั้งหมดสามารถแบ่งได้เป็น 9 ตอนด้วยกัน โดยเริ่มด้วยภาพการสร้างสิ่งต่างๆ ใน พระคัมภีร์บทปฐมกาล จนไปถึงตอนที่น้ำท่วมโลก ภาพเขียนอีกส่วนหนึ่งแสดงถึง บรรพบุรุษของพระคริสต์ โดยเขียนตามประวัติจากพระคัมภีร์ไบเบิ้ลภาพเขียนทั้งหมด นั้นต่างมีขนาดใหญ่และแสดงรายละเอียดต่างๆ ได้อย่างงดงาม จนน่าอรรศจรรย์ เป็นเวลากว่า 20 ปีหลังจากเขียนภาพ บนหลังคาวิหารซิสทายเสร็จแล้ว ไมเคิลแองเจิลโล ได้เขียนภาพ "การพิพากษาครั้งสุดท้าย " เป็นภาพที่มีขนาดใหญ่มากและครอบคลุม พื้นที่กำแพงทั้งหมดที่อยู่หลังแท่นบูชาในโบสถ์ ด้วยขนาดและฝีมือในการเขียนที่เป็นเลิศ รวมทั้งความหมายของภาพทำให้ภาพเขียนนี้เป็นงานเขียนบนฝาผนังอันทรงคุณค่าอย่างสูง
sean_ejj@hotmail.com
แจ้งลบกระทู้ หรือ ลบผู้ตอบกลับ ตอบกลับโดย : admin IP ADDRESS : 203.113.80.16 , ,


Posts : 0
Replies : 9


« Reply #6 เมื่อ 28/08/2005 , 16:35:18 » Edit
งานด้านอื่นๆ
ความเป็นอัจฉริยะของไมเคิลแองเจิลโลนั้น ไม่ได้ปรากฎอยู่แค่ในการเขียนภาพและ งานแกะสลักเท่านั้น เขายังมีพรสวรรค์ในอีกหลายสาขาด้วยกัน เช่นในงานเขียนบทกวี ในช่วงบั้นปลายของชีวิตเขานั้น ไมเคิล แองเจิลโลได้ออกแบบสถาปัตยกรรมให้กับ มหาวิหารเซนต์ปีเตอร์ที่กรุงโรม ซึ่งถือเป็นแบบของสถาปัตยกรรมที่ดีที่สุดในสมัย เรเนซองส์ ไมเคิล แองเจิลโล เสียชีวิตเมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ ในปีค.ศ. 1564 รวมอายุได้ 89 ปี ศพของเขาถูกฝังที่โบสถ์ซานตาครู๊ส ในเมืองฟลอเรนซ์

ไมเคิล แองเจิลโล มีชีวิตอยู่ร่วมสมัยกับศิลปินชื่อดังหลายคนด้วยกัน รวมทั้งได้ ทำงานให้กับผู้นำของอิตาลี และพระสันตปาปา ศิลปินร่วมสมัยกับไมเคิล แองเจิลโล ได้แก่ ลีโอนาโด ดาวินซี และราฟาแอล โดยที่ไมเคิล แองเจิลโล ถือเป็นศิลปินที่ ยิ่งใหญ่ที่สุด และเป็นศิลปินเอกคนสุดท้ายในยุคทองของศิลปะในอิตาลี

ไมเคิล แองเจิลโล เป็นผู้ที่อุทิศทั้งกาย ใจ และจิตวิญญาณ ให้กับการสร้างสรรค์ผลงาน เขาได้เชื่อมโยงความสัมพันธ์ทางโลก และทางศาสนาเข้าไว้ด้วยกันและถ่ายทอดเป็น ผลงานให้ชาวโลกได้ชม จนก่อให้เกิดเป็นยุคสมัยที่รุ่งเรือง และยิ่งใหญ่ขึ้นมาได้

http://www.spu.ac.th/msit1/pubmsit2/arts/michel/michelangelo_david_small.jpg David

รูปแกะสลักเป็นหินอ่อนเริ่มต้นแกะในปี ค.ศ. 1501
และเสร็จสมบูรณ์ในปี ค.ศ. 1504 (เป็นหินแกะสลักรูปคนยืน
สูง 4.34 เมตร หรือ 14 ฟุต 3 นิ้ว) ตั้งอยู่ด้านนอกของ
Palazzo Vecchio ในศตวรรษที่ 19 รูปแกะนี้ได้เคลื่อนย้าย
ไปตั้งอยู่ที่ Accademia

http://www.spu.ac.th/msit1/pubmsit2/arts/michel/michelangelo_creation-of-sun-and-moon_small.jpg Creation of the Sun and Moon
ศิลปินหลายคนก่อนที่จะมาถึงยุคของไมเคิล แองเจิลโล ได้วาดภาพของ อดัม (หนึ่งในมนุษย์คู่แรกที่พระเจ้าทรง
สร้างขึ้นมา-ผู้แปล) นอนอยู่บนพื้นดิน ซึ่งกำลังยื่นมือออกไป
เพื่อสัมผัสกับมือของพระเป็นเจ้า แต่ไม่มีศิลปินคนไหนแสดง
ออกมาได้ อย่างน่าทึ่ง ดูเรียบง่าย และมีพลังแห่งการสร้างสรรค์
เท่ากับไมเคิล แองเจิลโลจากภาพ อดัมนอนเหยียดยาวอยู่บนพื้นที่แห้งแล้ง ทางด้านขวาเป็นภาพ ของพระผู้สร้างและเหล่าเทวดา ด้านหลังเป็นภาพของท้องฟ้าที่ว่างเปล่าจุดเดียวที่เป็นจุดสัมผัส ระหว่างอดัมผู้เป็นมนุษย์กับ พระเป็นเจ้านั้น คือ ปลายนิ้วชี้ของทั้งสองฝ่ายที่ยื่นมาเพื่อสัมผัสซึ่งกัน และกันนิ้วมืออันเปี่ยม ด้วยพลังแห่งชีวิตของพระผู้สร้างและนิ้วมืออันไร้ซึ่งชีวิตของอดัมพระผู้เป็นเจ้า ได้ถ่ายทอด การมีชีวิตให้กับอดัม ไมเคิล แองเจิลโล สามารถเขียนภาพนี้ได้อย่างสมบูรณ์แบบและ สามารถถ่ายทอดให้เราได้เห็นถึง พลังอำนาจที่อยู่เหนือสิ่งอื่นใดของพระผู้สร้างได้อย่างชัดเจน

http://www.spu.ac.th/msit1/pubmsit2/arts/michel/michelangelo_separation-light-darkness_small.jpg The Separation of Light from the Darkness
เป็นรูปหนึ่งของวิหารซิสทายปรากฏอยู่เหนือ
ศรีษะ Prophet Jeremiah ไมเคิล แองเจิงโล ได้วาดรูปนี้ใน
ปี ค.ศ.1508 ถึงปี ค.ศ. 1512 โดยรับการติดต่อจาก สันตปาปา Julius ที่ 2

http://www.spu.ac.th/msit1/pubmsit2/arts/michel/holy-family_small.jpg The Holy Family with the infant St. John the Baptist
(the Doni Tondo)
วาดภาพเมื่อปี 1503 ถึง ปี ค.ศ.1505
เป็นภาพวาดบนฝาผัง
ขนาดภาพ 120 x 120 ซม.(47 x 47 นิ้ว)
สถานที่แสดงเมือง Florence
sean_ejj@hotmail.com
แจ้งลบกระทู้ หรือ ลบผู้ตอบกลับ ตอบกลับโดย : admin IP ADDRESS : 203.113.80.16 , ,


Posts : 0
Replies : 10
« Reply #7 เมื่อ 28/08/2005 , 16:39:32 » Edit
"ถ้าเค้าจำไม่ผิด ม.บอกว่าแวนโก๊ะอยุ่ในหัวข้อ ลัทธิความประทับใจ Post -เซอราท"

วินเซนต์ แวน โก๊ะ (Vincent Van Gogh )

วินเซนต์ แวน โก๊ะ ถูกยกย่องให้เป็นจิตรกรชาวดัชท์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ถึงแม้ว่าชื่อเสียง ของเขาเพิ่งจะมาโด่งดังเอาในช่วง 3 ปีสุดท้ายของชีวิตการเป็นจิตรกรตลอด 10 ปี ก็ตาม แต่เขาก็ได้สร้างอิทธิพลต่อ ศิลปะแบบอิมเพรสเช่นนิสท์ แบบโมเดินท์ อารต์ เอาไว้มากมาย สร้างผลงานภาพเขียนสีน้ำมันกว่า 800 ภาพ และภาพวาดอีกกว่า
700 ภาพ ซึ่งตลอดชีวิตของเขานั้นมีเพียงภาพเดียวที่ขายได้ ความเจ็บป่วยทางสมอง และจิตใจของ แวน โก๊ะนั้นแสดงออกมาทางภาพที่เขาเขียน ด้วยการใช้สีอันร้อนแรง การปัดพู่กันแบบหยาบๆ และรูปแบบของลายเส้นที่ใช้จนในที่สุดก็ได้ผลักดันให้เขา จบชีวิตลงด้วยการฆ่าตัวตาย

วินเซนต์ แวน โก๊ะ เกิดเมื่อวันที่ 30 มีนาคม ปี ค.ศ. 1853 ที่ซันเดิรท์ ย่านบราแบรนท์ ในประเทศเนเธอร์แลนด์ วินเซนต์เป็นบุตรชายคนโต บิดาเป็นนักบวชนิกาย โปรแตสแตนท์ เมื่อแวนโก๊ะอายุได้ 16 ปี เขาได้ไปฝึกงานขายภาพศิลปะที่ฮูเก้นท์ เขาทำงานขายภาพทั้งในลอนดอน และปารีสไปจนกระทั่งถึงปีค.ศ. 1876
แวน โก๊ะก็เริ่มตระหนักว่า เขาไม่ชอบงานขายภาพที่เขาทำอยู่เลยประกอบกับถูก
ปฏิเสธความสัมพันธ์จากหญิงที่ตนรัก ทำให้เขาเริ่มทำตัวออกห่างจากผู้คนมากขึ้น และตัดสินใจที่จะออกบวช แต่เขาก็ต้องพบกับความผิดหวังอีกครั้งหนึ่ง เมื่อเขา ไม่สามารถผ่านการทดสอบให้เข้ามาเป็นนักบวชได้ ในที่สุดเขาก็กลายเป็นนักเทศน์ไป และในปีค.ศ.1878 เขาได้เดินทางไปทางตะวันตกเฉียงใต้ของเบลเยี่ยมเพื่อทำการ เผยแพร่ศาสนา โดยพกพาเอาความยากจนค่นแค้นไปตลอดการเดินทางจากการเดินทาง ครั้งนี้ แวนโก๊ะ ได้มีปากเสียงกับนักเทศน์ผู้อาวุโส ทำให้เขาถูกขับออกจากกลุ่มในปี ค.ศ.1880 ในสภาพของคนสิ้นไร้ และสูญเสียความเชื่อของตนไป เขาจมอยู่กับ ความผิดหวัง และได้เริ่มเขียนรูป แต่ในไม่ช้าเขาก็ตระหนักได้ว่า เขาไม่สามารถที่จะ เรียนรู้การเขียนภาพด้วยตนเองได้ ดังนั้นเขาจึงตัดสินใจเดินทางไปบรัสเซลเพื่อเรียน การเขียนภาพ

ในปี ค.ศ.1881 แวน โก๊ะได้กลับมาทำงานที่ฮูเก้นท์อีกครั้งหนึ่ง โดยเริ่มทำงานกับ ช่างเขียนภาพทางภูมิศาสตร์ ที่ชื่อ อันตน มัวร์ ฤดูร้อนของปีถัดมาได้เริ่มการทดลอง การเขียนภาพด้วยสีน้ำมัน และด้วยเสียงเรียกร้องภายในจิตใจของ แวน โก๊ะ ให้ไปใช้ ชีวิตตามลำพังอยู่กับธรรมชาติ ทำให้เขาตัดสินใจเดินทางไปยังหมู่บ้านของชาวดัชท์ เพื่อเริ่มการเขียนภาพทิวทัศน์ที่งดงามตามท้องที่ต่างๆ เขาใช้ชีวิตในแต่ละวันไปกับ การเขียนถึงสิ่งที่อยู่รอบๆตัวเขา ในปี ค.ศ.1883 เขาได้สร้างงานเขียนภาพชิ้นแรก ขึ้นมา โดยให้ชื่อภาพว่า " โปเตโต อีทเตอร์ "

เมื่อความเหงาและความอ้างว้างเริ่มเข้ามาแกาะกุมจิตใจของ แวน โก๊ะ เขาจึงออกจาก หมู่บ้านและเข้าศึกษาต่อที่ แอนท์เวอป์ ในเบลเยี่ยม แต่เขาเองก็ไม่ได้ใส่ใจที่จะปฏิบัติ ตามกฎของการเรียนที่นั่นมากนัก ช่วงที่เรียนอยู่ที่แอนเวอป์ เขาได้รับแรงบันดาลใจ จากจิตรกรที่ชื่อ ปีเตอร์ พอล รูเบนส์ และได้เริ่มสนใจภาพพิมพ์ของญี่ปุ่นด้วย ในที่สุด เขาก็ได้เลิกเรียน เพื่อไปยังปารีส ทีนั่นเขาได้พบกับ เฮนรี่ เดอ ตัวรูส และจอร์จีนส์ รวมทั้งศิลปินอิเพราสเช่นนิสท์อีกหลายคน เช่น คามิล ปิสซาโร โซรัส และคนอื่น ๆ การใช้ชีวิต 2 ปีเต็มที่ปารีสนั้น ได้ขัดเกลาฝีมือในการเขียนภาพของ แวน โก๊ะ ให้ เฉียบคมยิ่งขึ้น เขาเริ่มใช้สีสันที่มีชีวิตชีวา และไม่ยึดติดอยู่กับการเขียนภาพแบบเก่าๆ

วินเซนต์ แวน โก๊ะ ใช้ชีวิตในตัวเมืองปารีส ได้สักพักก็เริ่มเบื่อ เขาจึงออกจากปารีส ไปในปี ค.ศ.1888 เพื่อไปยังเมืองอาเรสทางตอนใต้ของฝรั่งเศษ ที่เมืองอาเรสนั้น
แวน โก๊ะได้เช่าบ้านหลังหนึ่ง แล้วตกแต่งบ้านด้วยสีเหลืองทั้งหมด เขาหวังที่จะตั้ง กลุ่มศิลปินอิมเพรสเช่นนิสท์ขึ้น ในเดือนตุลาคม จอร์จีนส์ได้มาอยู่ร่วมกับเขาแต่ ความสัมพันธ์ของคนทั้งสองก็ต้องขาดสะบั้นลงในคืนวันคริสตมาส อีฟ จอร์จีนส์ ได้โต้เถียงอย่างรุนแรงกับแวน โก๊ะ ทำให้แวน โก๊ะ เกิดบ้าเลือดขึ้นมาแล้วตัดใบหู ของตัวเอง ทำให้จอร์จีนส์จากไป และตัวของเขาเองต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล การแสดงอาการต่างๆ ของแวน โก๊ะ นั้น ทำให้เห็นถึงสภาพจิตใจและประสาทที่ผิดปกติ ในที่สุดเขาก็ต้องเข้าไปอยู่ในโรงพยาบาลบ้า เป็นเวลา 1 ปีเต็ม เมื่อ แวน โก๊ะ ออกจากโรงพยาบาล เขาได้ไปอาศัยอยู่กับศิลปิน นักฟิสิกส์ ได้ประมาณ 2 เดือน และในวันที่ 27 กรกฎาคมของปี ค.ศ.1890 เขาได้ยิงตัวเอง และเสียชีวิตในอีก
2 วันต่อมา

ช่วงชีวิตของ แวน โก๊ะตอนที่อยู่ที่อาเรสนั้น ได้สร้างผลงานเขียนภาพที่ยิ่งใหญ่เอาไว้ มากมาย เขาเขียนภาพของธรรมชาติอันงดงาม ภาพทุ่งหญ้ายามต้องแสงอาทิตย์ ภาพของดอกไม้นานาชนิด และภาพดอกไอริสที่มีชื่อเสียงนั้นสามารถขายได้ถึง
53.9 ล้านดอลลาร์ในเวลานั้น
sean_ejj@hotmail.com
แจ้งลบกระทู้ หรือ ลบผู้ตอบกลับ ตอบกลับโดย : admin IP ADDRESS : 203.113.80.16 , ,


Posts : 0
Replies : 11
« Reply #8 เมื่อ 28/08/2005 , 16:45:37 » Edit
http://www.spu.ac.th/msit1/pubmsit2/arts/goh/gogh_starry-night-rhone_small.jpg Starry Night Over The Rhone

วาดในปี ค.ศ.1888 ขนาด 72.5 x 92 ซม. วินเซนต์ แวน โก๊ะ ได้ใช้เวลาเกือบหนึ่งปีเต็มในการเขียนรูป " Starry Night " ขึ้นมาภาพนี้ได้ แสดงถึงภาพของดวงดาวที่ส่องแสงเจิดจรัสท่ามกลางความมืดมิดในยาม
ค่ำคืน เพื่ออวดรัศมีแข่งกับแสงสว่างอันจอมปลอมที่ส่องจากตึกราม
บ้านช่องบนริมฝั่งของแม่น้ำ ภาพของหนุ่มสาวที่เดินเคียงคู่กันในด้านหน้า
ของภาพนั้นคล้ายกับภาพของคู่หนุ่มสาวในภาพ " Landscape with Couple Walking and Crescent Moon " ภาพทั้งสองภาพนี้ วินเซนต์ได้เขียนรูปชายที่เดินเคียงข้างหญิงสาวผู้นั้น แทนตัวของเขาเอง โดยสามารถสังเกตได้จากผมของชายในภาพซึ่งเป็นสีแดงเหมือนกับผมของตัวเขาแต่ต่างกันที่ในชีวิต จริงของวินเซนต์แล้ว เขาหาได้มีหญิงสาวใดมาเดินเคียงข้างเขาไม่

http://www.spu.ac.th/msit1/pubmsit2/arts/goh/gogh_starry-night_small.jpg The Starry Night
วาดในเดือนมิถุนายน ค.ศ. 1889
เป็นภาพวาดสีน้ำมันบนพื้นผ้าใบ ขนาดภาพ 72 x 92 ซม. (29 x 36 1/4 นิ้ว)
สถานที่แสดง The Museum of Modern Art
เมืองนิวยอร์ก

วินเซนต์ได้กล่าวถึงภาพ " Starry Night " นี้ว่า "ฉันกำลังประสบกับปัญหาอย่างมากใน การเขียนภาพของยามค่ำคืน ถ้าพูดให้ถูกแล้วก็คือ การถ่ายถอดภาพลงบนผืนผ้าในเวลา
กลางคืนก็ได้ " ภาพของแสงสีในยามค่ำคืนนั้น เป็นภาพที่เขาใฝ่ฝันอยากเขียนขึ้นและ
ความฝันของเขาก็ได้กลายมาเป็นความจริง เมื่อเขาตัดสินใจย้ายมา อยู่ที่เมืองอาเรส ในเดือนกุมภาพันธ์ของปี ค.ศ. 1888 ในจดหมายเขาได้กล่าวไว้ว่า
" ในชีวิตของจิตกรแล้ว ความตายอาจไม่ใช่ความยากลำบากที่สุดในชีวิต ฉันสามารถพูดได้ว่า ฉันไม่รู้อะไรเกี่ยวกับมันเลย แต่เมื่อฉันได้มองดูดวงดาวแล้ว ฉันก็เริ่มนึกคิดจุดดำมืดที่แสดง ถึงภาพของเมือง และหมู่บ้านในแผนที่ ทำให้ฉันคิดว่าทำไมมนุษย์เราถึงได้ให้ความสำคัญของ จุดดำมืดที่อยู่บนแผนที่ของฝรั่งเศษ มากไปกว่า แสงสว่างอันแท้จริงที่ส่องตรงมาจากสวรรค์ มันก็คงเหมือนกับการที่เราเลือกไป รถไฟเพื่อจะไปยังทาราสคอน หรือโรน หรือเราจะเลือก เอาความตายเพื่อจะไปให้ถึงดวงดาวบนฟ้านั่น

http://www.spu.ac.th/msit1/pubmsit2/arts/goh/gogh_vegetable-montmartre_small.jpgVegetable Gardens in Montmartre
วาดในปี ค.ศ.1887
ขนาดภาพ 96 x 120 ซม.

http://www.spu.ac.th/msit1/pubmsit2/arts/goh/gogh_self-orsay_small.jpg Self-Portrait
วาดภาพเมื่อปี ค.ศ.1889
เป็นภาพวาดสีน้ำมันบนพื้นผ้าใบ
ขนาดภาพ 65 x 54 ซม. (25 1/2 x 21 1/4 นิ้ว)
สถานที่แสดง Musee d'Orsay กรุงปารีส

sean_ejj@hotmail.com
แจ้งลบกระทู้ หรือ ลบผู้ตอบกลับ ตอบกลับโดย : admin IP ADDRESS : 203.113.80.16 , ,


Posts : 0
Replies : 12


« Reply #9 เมื่อ 28/08/2005 , 16:55:54 » Edit
Edgar Degas

Edgar Degas เกิดเมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม ค.ศ.1834 ในกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส เป็นจิตรกรชาวฝรั่งเศส
มีความรู้ในการวาดภาพบุคคลที่เคลื่อนไหว เดกาสทำงาน
หลายอย่าง โดยเอกลักษณ์ส่วนตัวของเขาแล้วจะเป็น นักวาดภาพในแนวอิมเพรชชั่นนิส ได้เป็นผู้เผยแพร่
งานชิ้นใหม่ที่แสดงถึงความรู้สึกอ่อนไหว เขาและคนรุ่นเดียวกันนั้น เรียกว่า Impressionists (เป็นช่างเขียนภาพที่เขียนภาพซึ่งในภาพที่เขียนจะสื่อความหมาย รูปภาพในแบบของ เดกาสมีเนื้อหาและความงามของศิลปะจาก ความรู้สึกอ่อนไหว ยกย่องให้เขา เหนือจาก Impressionists คนอื่น เดกาสเป็นบุตรของนายธนาคารพื้นฐานทางครอบครัวดี เดกาสมีบุคคลที่เป็นตัวอย่าง ในการที่จะเป็นนักวาดภาพ คือ Jean Auguste Ingres ในปี ค.ศ. 1854 เขาได้เดินทาง ไปประเทศอิตาลีเพื่อศึกษาศิลปะของคนอิตาลีเฉพาะเจาะจงในงานที่เป็น แนวเรเนซองต์ หลังจากที่ได้เรียนอยู่เป็นเวลา 5 ปี เขาก็ได้กลับสู่กรุงปารีส ประเทศ ฝรั่งเศส ในปี ค.ศ.1859 เขาได้วาดรูปในแนว Portraits (รูปบุคคลเหมือนจริง) ให้กับครอบครัวและเพื่อน ๆ งานของเดกาสที่วาดนั้นรวมรูปแบบ classical และ romantic ขณะที่อยู่กรุงปารีสเขาได้รู้จักกับ Manet
เดกาสได้สะสมงานศิลปะเก่า ๆ มากมายและของเหล่านั้นมีอยู่จริงเดกาสคิดว่าจะสร้าง
พิพิธพัณฑ์ส่วนตัวเป็นของเขาเองจากบ้านที่อยู่ Mus้e Degas หรือพิพิธพัณฑ์ของ เดกาส ไม่ได้ทำให้เป็นจริงเป็นจังขึ้น จากนั้นงานของเขาก็ได้ถูกขายทอดตลาดใน
ปี ค.ศ. 1918 เดกาสเสียชีวิตเมื่อวันที่ 27 กันยายน ปี ค.ศ.1917 รวมอายุ 83 ปี

http://www.spu.ac.th/msit1/pubmsit2/arts/degas/crimson_small.jpg Three Ballet Dancers, One with Dark Crimson Waist
วาดภาพเมื่อปี ค.ศ. 1899
ภาพวาดสีน้ำบนกระดาษ
ขนาดภาพ 23 1/4 x 19 1/4 นิ้ว


http://www.spu.ac.th/msit1/pubmsit2/arts/degas/degas_danseuse-assise_small.jpg Danseuse assise
วาดภาพเมื่อปี ค.ศ. 1879-80
หรืออีกชื่อ "Seated Dancer"
เป็นภาพแบบ Charcoal และสีน้ำบนกระดาษทาลงบน Pasteboard
ขนาดภาพ 63.5 x 48.7 ซม. (25 x 19 1/8 นิ้ว)
สถานที่ The Hermitage
เมือง St. Petersburg

http://www.spu.ac.th/msit1/pubmsit2/arts/degas/198747b.jpg The Dance Class
วาดภาพเมื่อปี ค.ศ. 1874
เป็นภาพวาดสีน้ำมันบนผ้าใบ
ขนาดภาพ 83.2 x 76.8 ซม. (32 3/4 x 30 1/4 นิ้ว)

http://www.spu.ac.th/msit1/pubmsit2/arts/degas/19772b.jpg Madame Jacques-Louis Leblanc ,n้e Fran็oise Poncelle
วาดภาพเมื่อปี ค.ศ. 1823
เป็นภาพวาดสีน้ำมันบนผ้าใบ

sean_ejj@hotmail.com
แจ้งลบกระทู้ หรือ ลบผู้ตอบกลับ ตอบกลับโดย : admin IP ADDRESS : 203.113.80.16 , ,


Posts : 0
Replies : 14
« Reply #10 เมื่อ 28/08/2005 , 17:00:13 » Edit
Antonello da Messina เป็นจิตรกรชาวอิตาลี
เกิดเมื่อ ค.ศ.1430
ถึงแก่กรรม 14 หรือ 15 กุมภาพันธ์ ค.ศ.1479 ที่เมืองเมสซินา (Messina)
เป็นคนสำคัญที่เป็นตัวแทนของศิลปะเริ่มแรกของ
ยุค Renaissance
Antonello da Messina แห่งภาคใต้ของประเทศอิตาลี และเป็นผู้ประสานงานติดต่อรูปแบบ
ศิลปะนอกอิตาลี โดยเฉพาะจากฮอลแลนด์ คาดกันว่าเขาศึกษาศิลปะในเมืองเนเปิล
ซึ่งขณะนั้นเป็นเหมือนเบ้าหลอมงานศิลปะจาก สเปน ผรั่งเศส และฮอลแลนด์
เขาเดินทางไปประเทศฮอลแลนด์ที่ที่งานของ Jan van Eyek และเทคนิคการวาดภาพ
สีน้ำมันแพร่หลายอยู่ (ก่อนหน้านี้ในประเทศอิตาลี มีแต่การวาดภาพสีน้ำหรือ
ภาพปูนเปียก ) ซึ่งทำให้เขาสนใจในเทคนิคสีน้ำมันและต่อมาก็แพร่หลายไปทั่ว
ประเทศอิตาลี

ในปี ค.ศ.1456 Antonello da Messina ได้เดินทางกลับสู่เมืองเมสซินาและต่อมา
ในปี ค.ศ.1465 - 1473 Antonello da Messina ก็เดินทางไกลอีหลายครั้ง
ซึ่งผลงานส่วนใหญ่ของเขาเกิดขึ้นระหว่างที่เขาพำนักอยู่ในเมืองเวนีส (เวเนดิก ในสมัยก่อน) (1475-1476) ในปีสุดท้ายของชีวิตเขาเดินทางกลับมาพำนัก ที่เมืองเมสซินา ภาพต่าง ๆ ของเขา เช่น Hieronymus ยังคงอิทธิพลของศิลปะ จากประเทศฮอลแลนด์ไว้ให้เห็นเมื่อปี ค.ศ.1470 Antonello da Messina ได้เริ่มมาใช้รูปแบบทางเรขาคณิต เพื่อสื่อภาษา ลักษณะสำคัญของงานด้านนี้คือ รูปแบบการวาดที่ง่ายขึ้น และรูปจำลองของบุคคล ผลงานด้านนี้ได้แก่ Gregorspolyptychon (1473) รวมถึงรูปวาดครึ่งตัวของตัวเอง
ซึ่งดูแข็งถื่อคล้ายไม่มีชีวิตแต่ก็แฝงด้วยแววตาที่ดูมีชีวิต
sean_ejj@hotmail.com
แจ้งลบกระทู้ หรือ ลบผู้ตอบกลับ ตอบกลับโดย : admin IP ADDRESS : 203.113.80.16 , ,


Posts : 0
Replies : 15
« Reply #11 เมื่อ 28/08/2005 , 17:03:58 » Edit

IMPRESSIONISM แปลว่า ลัทธิความประทับใจ เกิดจากความเคลื่อนไหวของกลุ่มศิลปินอิสระ
ร่วมกันจัดนิทรรศการของตนเองในฝรั่งเศสเมื่อปี 1874 โดยนำชื่อมาจากผลงาน ชิ้นหนึ่งของ โมเน่ ชื่อว่า “ความประทับใจยามรุ่งอรุณ” (Impression, Sunrise 1872) ลักษณะเด่นของผลงานแนว IMPRESSIONISM นี้คือ การวาดภาพสิ่งรอบๆตัว ภาพธรรมชาติ บันทึกภาพบรรยากาศที่เปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา โดยใช้สีที่สดใส และใช้เทคนิคการป้ายสีให้เห็นรอยป้ายชัดเจน ไม่นิยมเกลี่ยสีให้เนียน ผลงานแนว IMPRESSIONISM มีอิทธิพลต่อศิลปินรุ่มหลังๆอย่างมาก เช่น แวนโก๊ะ เป็นต้น
sean_ejj@hotmail.com
ตอบกลับกระทู้นี้
  ไอคอนข้อความ :
** ชื่อ : สมัครสมาชิก : เข้าสู่ระบบ
** Security Code : ! ใส่ Code ตามที่ปรากฏที่ภาพด้านข้าง
กรุณากด F5 หาก Security Code ไม่แสดงผล
  อีเมล์ :
  รูปภาพประกอบ : ขนาดไม่เกิน 100KB **สมาชิกเท่านั้น
(BBZnet.com เพิ่มเนื้อที่เก็บภาพให้แต่ละบอร์ดมากถึง 1GB ต้องการมีเว็บบอร์ดของตัวเอง คลิกที่นี่เพื่อสมัครสมาชิก)
  ยินดีให้รูปประกอบนี้ ไปให้บริการ ส่งรูปภาพเข้ามือถือ ยินดี ไม่ยินดี
** ข้อความ :

ไอคอนอื่นๆ
  ใช้ไอคอน
B i U URL CENTER IMG Li Font QUOTE Special Tag
( เปลี่ยนไปใช้งานแบบ HTML Editor Mode, ต้องการ IE6+ และเปิดใช้งาน Java Script )
    คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ webmaster@bbznet.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด