ติดต่อลงโฆษณา ในเวปบอร์ดนี้

Abuse/แจ้งลบ
ABUSE / แจ้งลบ
Your Email :
Why? !
Security Code

การทบทวนความรู้และเทคนิกการดูแลรักษาโรคเบาหวาน

- กลับไปยังหมวดหลักของกระทู้นี้
  - การทบทวนความรู้และเทคนิกการดูแลรักษาโรคเบาหวาน
แจ้งลบกระทู้ หรือ ลบผู้ตอบกลับ กระทู้โดย : หมออู๋ IP ADDRESS : 61.19.55.2 , , 61.19.55.2



« เมื่อ 19/12/2006 , 14:21:09 » Send Topic Set to Print Page Edit


http://www.uploadtoday.com/thumb.php?5aa491c5b50ba947e97f2c692b30aded

การทบทวนความรู้และเทคนิกการดูแลรักษาโรคเบาหวานโรคเบาหวานที่พบในปัจจุบันอาจแบ่งได้เป็น 2 ชนิดใหญ่ๆ คือ

1. โรคเบาหวาน ชนิดพึ่งอินซูลิน (insulin
dependent diabetes mellitus, IDDM)

[/b]2.โรคเบาหวานที่ไม่พึ่งพาอินซูลิน (non insulin-
dependent diabetes mellitus, NIDDM)

โรคเบาหวานที่พบได้บ่อยและเป็นปัญหาที่สำคัญในประเทศไทย คือ โรคเบาหวานชนิดที่ไม่พึ่งอินซูลิน
บทความนี้จะกล่าวถึง โรคเบาหวาน ชนิดหลัง นี้เท่านั้น โรคเบาหวานชนิดไม่พึ่งอินซูลินนี้พบได้ทั่วโลก
และมีแนวโน้มที่จะพบ สูงขึ้นมากในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา

โดยเฉพาะในประเทศที่กำลังพัฒนาและประเทศอุตสาหกรรมใหม่ ยิ่งกว่านั้น ข้อมูลขององค์การอนามัยโลก
ยังพบว่า ประชากรหลายเชื้อชาติ รวมทั้งชาวเอเชียหลายชนชาติ เช่น ชาวอินเดีย, ชาวโพลีเนเซียน และ
ไมโครนีเซียน มีอุบัติการของโรคเบาหวานที่สูงกว่าชาวคอเคเซียนมาก

โดยเฉพาะเมื่อมีการเปลี่ยนวิถีการดำรงชีวิตเป็นแบบตะวันตก องค์การอนามัยโลกประมาณว่า มีผู้ป่วย
ด้วยโรคเบาหวานทั่วโลก ไม่น้อยกว่า 50 ล้านคน และอาจเพิ่มมากกว่า 100 ล้านคนภายในปี ค.ศ.2000

อุบัติการของโรคเบาหวานที่คาดว่าจะพบเพิ่มขึ้นอย่างมากนี้ส่วนใหญ่จะอยู่ใน ประเทศกำลังพัฒนา การสำรวจ
ในประเทศไทยในปี 2532-2534 พบว่าความชุกของโรคเบาหวานเท่ากับร้อยละ 3.26 ในกลุ่มประชากรอายุ
30 ปีขึ้นไป ซึ่งจัดได้ว่ามีความชุกอยู่ในระดับปานกลาง (ความชุกระหว่างร้อยละ 3-10)

โรคเบาหวานเป็นโรคเรื้อรังที่เป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญของการเกิดภาวะ แทรกซ้อน ทางหัวใจและหลอดเลือด
นอกจากนี้ ยังเป็นสาเหตุสำคัญ ของการเกิด ภาวะแทรกซ้อนอื่นๆ เช่น ภาวะแทรกซ้อนทางตา, ไต และ
ระบบประสาท ซึ่งทำให้เกิดความพิการ หรือเสียชีวิตได้

แนวทางในการป้องกันและรักษาโรคเบาหวาน
ควรมีความพยายามในทั้ง 3 ระดับของการดำเนินโรค
ระดับแรก คือการป้องกันการเกิดโรคเบาหวาน (primary prevention) โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบุคคลที่มี
ความเสี่ยงสูง ต่อการเกิดโรค
ระดับที่สอง คือการพยายามชะลอการดำเนินของโรค (secondary prevention) โดยมาตรการต่างๆ
ที่มีอยู่ รวมทั้งการวินิจฉัยโรคในผู้ป่วยที่ยัง ไม่มีอาการ เพื่อให้การรักษาอย่างถูกต้องตั้งแต่เริ่มแรก และ
ระดับสุดท้าย คือการป้องกัน หรือชะลอการเกิดภาวะแทรกซ้อน และทุพพลภาพอันเนื่องมาจาก โรค
เบาหวาน (tertiary prevention)



สาเหตุของโรคเบาหวานชนิดไม่พึ่งอินซูลิน
โรคเบาหวานชนิดไม่พึ่งอินซูลิน หรือ NIDDM เป็นโรคที่ยังไม่ทราบ สาเหตุแน่ชัดในปัจจุบัน แต่พบว่าเป็น
โรคที่มีปัจจัยทางพันธุกรรมและ สิ่งแวดล้อม เข้ามาเกี่ยวข้องอย่างมาก
ลักษณะเฉพาะที่สำคัญ 2 อย่างของโรคนี้ คือ

การมีภาวะดื้อต่ออินซูลิน (insulin resistance) และ

การหลั่งอินซูลิน บกพร่อง (insulin secretory defect)


เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ผู้ป่วยมีระดับ น้ำตาล ในเลือดสูงกว่าปกติ นอกจากนี้ ยังพบว่าผู้ป่วย NIDDM
หลายราย ยังมีปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญ ต่อการเกิดโรคหลอดเลือดแข็ง (atherosclerosis) ตั้งแต่เริ่มหรือ
แม้แต่ก่อน ให้การวินิจฉัยว่าเป็น NIDDM เช่น มีระดับไขมันในเลือดผิดปกติ หรือ มีความดันโลหิตสูง เป็นต้น

ขั้นตอนในการเกิด NIDDM อาจแบ่งง่ายๆ ได้เป็น 4 ขั้นตอน
เพื่อประโยชน์ในการศึกษาทางระบาดวิทยา

ขั้นตอนแรก คือ การที่มีปัจจัยทางพันธุกรรม ของการเกิดโรค เบาหวาน การศึกษาทั้งในฝาแฝดและ
การศึกษาคนในครอบครัวเดียวกัน แสดงให้เห็นว่า ปัจจัยทางพันธุกรรมมีความสำคัญอย่างมาก ต่อการเกิด
โรคเบาหวาน ความชุกของโรคเบาหวานที่สูงมากในบางเชื้อชาติ เช่น Pima Indians, Nauru แสดงให้
เห็นถึงความสำคัญ ของปัจจัยด้าน พันธุกรรม ในคนต่างเชื้อชาติที่แม้ว่าจะอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่คล้ายคลึงกัน
ก็ยังพบว่ามี ความชุกของโรคเบาหวานที่แตกต่างกัน เช่น ชาวจีน, มาเลย์ และอินเดีย ที่อาศัยในประเทศ
สิงคโปร์ เป็นต้น อย่างไรก็ตาม ในขณะนี้ยังไม่ สามารถ บ่งบอกถึงตำแหน่งของยีนที่ผิดปกติที่เป็นสาเหตุของ
โรคเบาหวาน ได้

ขั้นตอนที่ 2 คือ การเกิดความทนกลูโคสที่ผิดปกติ (impaired glucose tolerance, IGT) ภาวะ IGT
นี้แสดงให้เห็นว่า การหลั่ง อินซูลินจากตับอ่อน เริ่มไม่เพียงพอที่จะควบคุมระดับน้ำตาลให้อยู่ ในเกณฑ์ปกติ
จึงทำให้มีระดับ น้ำตาลที่สูงขึ้น โดยเฉพาะภายหลังการให้ น้ำตาลกลูโคสทางปากหรือ หลอดเลือด การวินิจฉัย
IGT ในทางระบาดวิทยาอาจทำได้โดยการวัด ระดับพลาสมากลูโคสก่อนและ 2 ช.ม. ภายหลังการให้
รับประทานกลูโคส 75 กรัม เกณฑ์ในการวินิจฉัย IGT คือ
- ระดับน้ำตาลในพลาสมาขณะอดอาหาร น้อยกว่า 140 มก./ดล.และ
- ระดับที่ 2 ชั่วโมงอยู่ระหว่าง 140-200 มก/ดล.
ภาวะ IGT นี้เป็นปัจจัยเสี่ยง ที่สำคัญต่อการเกิด NIDDM และอาจใช้ช่วย ในการคัดเลือกผู้ที่สมควร ได้รับ
การปฏิบัติการบางอย่าง เพื่อป้องกันการเกิด โรคเบาหวานในอนาคต

ขั้นตอนที่ 3 คือ การที่ผู้ป่วยเป็นโรคเบาหวาน โดยยังไม่มีภาวะ แทรกซ้อนใดๆ ผู้ป่วยอาจไม่มีอาการแต่
อย่างใด หรือมีอาการเนื่องจากระดับ น้ำตาลในเลือดสูงเท่านั้น การตรวจกรองโรค (screening) จะช่วยให้
สามารถ วินิจฉัยโรคเบาหวานได้ตั้งแต่ระยะที่ผู้ป่วยยังไม่มีอาการ การรักษาผู้ป่วย ในขั้นนี้
นอกจากการควบคุมระดับน้ำตาลแล้ว ควรพยายาม หามาตรการ ที่จะยับยั้งหรือชะลอการเกิดภาวะแทรกซ้อน
ใน ผู้ป่วยด้วย

ขั้นตอนสุดท้าย คือ โรคเบาหวานที่มีภาวะแทรกซ้อนเกิดขึ้นแล้ว จุดประสงค์ของการรักษาผู้ป่วยในขั้นนี้
คือ การชะลอการดำเนินของโรค, การป้องกันภาวะทุพพลภาพ และการเสียชีวิตในผู้ป่วย



พฤติกรรมและวิถีชีวิตที่เป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิด โรคเบาหวาน
1 ปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคเบาหวาน และหลักฐานของปัจจัย เสี่ยงต่างๆ ที่มีผลต่อการเกิดโรค ปัจจัยเสี่ยง
ต่อการเกิดโรคเบาหวาน อาจ แบ่งได้เป็น 2 อย่าง คือ ปัจจัยทางด้านพันธุกรรม และปัจจัยทางสิ่งแวดล้อม
1.1 ปัจจัยทางพันธุกรรม ในแง่ปัจจัยทางด้านพันธุกรรม ขณะนี้ยังไม่พบความผิดปกติของยีนตัวใด
ตัวหนึ่งที่จะอธิบายการเกิด โรคเบาหวานได้ในผู้ป่วยทุกราย ปัจจัยทางพันธุกรรมที่มีการค้นพบ ใน
ปัจจุบัน คือ การมี mutation ของ insulin, insulin receptor, glucokinase และ
mitochondrial genes พบว่าเป็นสาเหตุของ โรคเบาหวานในผู้ป่วยเพียงส่วนน้อยเท่านั้น
ส่วน mutation ของยีนอื่น เช่น glycogen synthetase และ insulin-receptor substrate-I
(IRS-I) ก็มีรายงานในผู้ป่วย NIDDM บางเชื้อชาติเท่านั้น และไม่ใช่สาเหตุสำคัญในผู้ป่วยส่วนใหญ่

ในปัจจุบันจึงยังไม่อาจชี้ชัดถึงยีนที่ทำให้เกิดโรคเบาหวาน (diabetogenes) ได้ อาจเป็นไปได้ว่าผู้ป่วย
NIDDM มีความผิด ปกติของยีนหลายๆ ตัว ที่เกี่ยวข้องกับการนำน้ำตาล ไปใช้ให้เกิดพลังงาน

สมมุติฐานหนึ่งที่อาจอธิบายปราฏการณ์ที่พบอุบัติการของโรคเบาหวาน เพิ่มขึ้นอย่างมากในประเทศที่
กำลังพัฒนา หรือในคนบางเชื้อชาติ เช่น ชาวอินเดีย หรือชาวจีนที่อพยพไปอยู่ประเทศทางตะวันตก คือ
thrifty gene hypothesis ซึ่งอธิบายว่า ในคนที่อาศัยอยู่ในที่ที่ อาหารค่อนข้างขาดแคลน ร่างกาย
จะมีการปรับตัวโดยมีการสะสมไขมัน และพลังงานมากขึ้น เมื่อคนเหล่านี้ไปอยู่ในสิ่งแวดล้อมใหม่ ที่มี
อาหารมาก เกินพอ การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้จึงทำให้มีโอกาสเป็นเบาหวานได้ง่ายขึ้น

นอกจากนี้ สภาวะแวดล้อมระหว่างที่อยู่ในครรภ์มารดา (intrauterine environment) ก็อาจมีผล
ต่อการเกิดโรคเบาหวานในอนาคตได้ ในทำนอง เดียวกัน (37,38) มีการศึกษาใน Pima Indians
ที่แสดงให้เห็นว่าทารกที่มี น้ำหนักตัวแรกคลอดน้อยกว่า 2500 กรัม มีโอกาสที่จะเกิดโรคเบาหวานได้
สูงกว่า ทารกที่มีน้ำหนักตัวแรกคลอดปกติ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ(39)

อาจเป็นไปได้ว่า ภาวะทุพโภชนาการในบางช่วงเวลาของการตั้งครรภ์ อาจมีผลต่อ การทำงานของ b-cell ของตับอ่อน และ/หรือการออกฤทธิ์ ของอินซูลิน ('Thrifty phenotype' hypothesis) หรืออาจเป็นไป
ได้ว่า ทารกที่น้ำหนักตัวแรกคลอดน้อยกว่าปกติที่รอดชีวิต มาได้นี้มีภาวะดื้อ อินซูลินมากกว่าปกติ
('surviving small baby genotype' hypothesis) (39,40)

1.2 ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อม การศึกษาเกี่ยวกับโรคเบาหวาน ที่ผ่านมาจนถึง ปัจจุบันทั้งใน
ภาคตัดขวางและ การศึกษาระยะยาว พบว่า มีปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวด-ล้อมบางอย่างที่อาจเพิ่ม
อัตราเสี่ยงต่อการเกิด โรคเบาหวานได้

ปัจจัยเหล่านี้ ได้แก่ ความอ้วน โดยเฉพาะ upper body obesity, การขาดการออกกำลังกาย,การเปลี่ยน
แปลงวิถีการดำเนินชีวิต โดยเฉพาะ sedentary lifestyles และ westernization และการบริโภคอาหาร
บางชนิด โดยเฉพาะอาหารประเภทไขมันในปริมาณสูง


1.3 ความอ้วน มีการศึกษาหลายรายงานทั้งในภาคตัดขวางและการศึกษาระยะยาว ที่แสดงให้เห็นว่า
ความอ้วนเป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญต่อการเกิดโรค เบาหวาน และความทนกลูโคสที่ผิดปกติ
ดัชนีความหนาของร่างกาย มีความสัมพันธ์ โดยตรง กับโอกาสเกิดโรคเบาหวาน ทั้งในเพศชายและ
เพศหญิง ในหลายเชื้อชาติ

นอกจากนี้ การกระจายของไขมันในส่วนต่างๆ ของร่างกาย ยังมีความสำคัญ ต่อโอกาสเกิดโรคเบาหวานได้
ต่างๆ กัน โดยผู้ที่มีไขมันสะสมบริเวณท้องมาก จะมีโอกาสเกิดโรคเบาหวานได้สูงกว่าผู้ที่มีไขมันมากบริเวณอื่น

สาเหตุที่การสะสมไขมันในบริเวณนี้ทำให้เพิ่มอัตราเสี่ยงต่อการเกิด โรคเบาหวานนี้ยังไม่ทราบแน่ชัด
หลักฐานที่มีในขณะนี้ คือ ไขมันในช่องท้อง หรือ visceral fat นี้ เป็นไขมันที่สามารถสลายเป็น free fatty
acid และส่งไปยังตับโดยตรง ไขมันบริเวณนี้ ตอบสนองต่อการกระตุ้นโดยระบบ ประสาทซิมพาเธติก
พบว่าความอ้วนชนิดนี้มีความสัมพันธ์กับ ภาวะ insulin resistance
และในบางรายงานพบว่าอาจมีความเกี่ยวข้องกับ b3-adrenergic receptor polymorphism
ในคนที่อ้วนมาก และมีความทนกลูโคสผิดปกติ การลดน้ำหนักตัวสามารถช่วยลดโอกาส เกิดโรคเบาหวานได้

นอกจากนี้ การลดน้ำหนักตัวลงอาจช่วยให้การกระจายตัวของไขมันดีขึ้น ทำให้ waist-hip ratio ลดลง
อย่างไรก็ตาม การพยายามควบคุม น้ำหนักตัวไม่ให้กลับไปอ้วนอีกนั้น เป็นสิ่งที่ทำได้ยากในระยะยาว และยัง
ไม่มี การศึกษาเปรียบเทียบความแตกต่างของการควบคุมน้ำหนักตัว โดยวิธีต่างๆ ว่าจะมีโอกาสลดการเกิด
โรคเบาหวานได้ต่างกันเพียงไร

1.4 การขาดการออกกำลังกาย เป็นที่ทราบกันดีว่าการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอจะ ช่วยให้การ
ออกฤทธิ์ ของอินซูลินดีขึ้น และช่วยให้การควบคุมน้ำตาลในผู้ป่วยเบาหวานดีขึ้น

นอกจากนี้ การออกกำลังกายยังช่วยลดระดับไขมันในเลือด, เพิ่มปริมาณ HDL-cholesterol และช่วยลด
ปริมาณไขมันในร่างกาย มีการศึกษา ภาคตัดขวางในหลายเชื้อชาติที่แสดงให้เห็นว่าผู้ที่ไม่ค่อยได้ออก
กำลังกาย มีโอกาสเกิดโรคเบาหวานสูงขึ้น 2-4 เท่า เมื่อเทียบกับผู้ที่ออกกำลังกายหรือ ใช้แรงงานสม่ำเสมอ

การศึกษา retrospective study ในผู้ที่เป็นนักกีฬา หรือออกกำลังกาย สม่ำเสมอ พบว่าความเสี่ยงในการ
เกิดโรคเบาหวานลดลง 2-3 เท่า การศึกษาที่เป็น prospective study ก็ให้ผลเช่นเดียวกันว่า การออก
กำลังกาย สามารถลดโอกาสเกิดโรคเบาหวานได้ อุบัติการของโรคเบาหวานที่พบสูง ขึ้นมาก ในระยะหลังนี้
โดยเฉพาะในประเทศ ที่เริ่มพัฒนา อาจเกี่ยวข้องกับ การเปลี่ยน วิถีดำเนินชีวิตเป็น sedentary lifestyle
และขาดการออกกำลังกาย อย่างสม่ำเสมอ


แจ้งลบกระทู้ หรือ ลบผู้ตอบกลับ ตอบกลับโดย : dr_aou IP ADDRESS : 58.8.151.3 , ,



« Reply #1 เมื่อ 20/12/2006 , 00:31:13 » Edit
เบาหวานในผู้สูงอายุ
อาการในผู้สูงอายุที่ควรสังเกตและระวัง
มีอาการซึม กระสับกระส่าย ดื่มน้ำมาก ปัสสาวะออก เหงื่อออก ตาพร่ามัว
ผู้สูงอายุมักพูดว่า "จะให้ฉันอดตายหรืออย่างไร นั้นก็กินไม่ได้ นี่ก็กินไม่ได้" เหล่านี้เป็นปัญหามากสำหรับการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดอย่างยิ่ง

ความจริงแล้วผู้สูงอายุมักรับประทานอาหารได้น้อย เมื่อท่านอยากรับประทานอะไร ผู้ใกล้ชิดไม่ควรงดหรือห้ามจนเกินไป อนุญาตให้รับประทานได้ในจำนวนที่พอเหมาะ

ผู้ป่วยที่ต้องใช้อินซูลิน และยาเม็ดลดน้ำตาลในเลือดทุกวัน จำเป็นอย่างยิ่งในการดูแล ควบคุมอาหาร โอกาสที่จะเกิดน้ำตาลในเลือดต่ำ หรือน้ำตาลในเลือดสูงมักเกิดได้ง่าย นอกจากจะมองในเรื่องการควบคุมอาหารและยา เพื่อให้ระดับน้ำตาลในเลือดปกติ จะต้องดูแลทดสอบระดับน้ำตาลในเลือดและปัสสาวะอย่างสม่ำเสมอ พบบ่อยที่ผู้ป่วยได้รับยามากเกินไปหรือได้รับยาเท่าเดิม แต่รับประทานอาหารน้อยลงหรือออกกำลังกายมากกว่าปกติ หรือได้รับยางบางชนิดที่ไปเสริมฤทธิ์ของยาเบาหวาน หรือดื่มแอลกฮอล์มาก เป็นเหตุให้ตับลดการสังเคราะห์น้ำตาลกลูโคส อาการเริ่มต้นด้วยปวดศีรษะ ใจสั่น ตาพร่ามัว ไม่สบายตัว เกิดอาการหมดสติในที่สุด ถ้าผู้ป่วยรู้สึกตัวดี มีการใจสั่น ตาพร่ามัว ให้ดื่มน้ำหวานหรือน้ำผลไม้ 1 แก้ว หรือให้ขนมหวานนิ่มๆ ผู้ป่วยจะได้รับน้ำตาลได้เร็ว หรือให้ทางสายยางในรายผู้ป่วยมีสายยางให้อาหารใส่อยู่ เมื่อผู้ป่วยอาการดีขึ้น ไม่หมดสติไปหรือหมดสติแล้วดีขึ้น ควรปลอบโยนชี้แจงประเมินอาการให้ผู้ป่วยรับทราบถึงสาเหตุของการหมดสติ เพื่อป้องกันมิให้เกิดขึ้นอีกในครั้งต่อไป แต่ถ้าอาการน้ำตาลในเลือดต่ำมากเป็นเวลานานๆ ผู้ป่วยจะมีอาการฟื้นดีขึ้นช้า ถึงแม้จะช่วยให้น้ำตาลเป็นปกติแล้ว เนื่องจากสมองถูกทำลายไปบางส่วน ควรพบแพทย์ที่รักษาในเวลาต่อมา ผู้ป่วยเองควรรับทราบอาการและสาเหตุด้วยตนเองเสมอ

เช่นเดียวกับผู้ป่วยที่มีระดับน้ำตาลในเลือดสูงเนื่องจากขาดยา มักจะกระหายน้ำมาก ปัสสาวะมากทั้งกลางวันและกลางคืน อาจเกิดอาการซึมลง และหมดสติได้เช่นกัน ถ้าไม่ได้รับการดูแลรักษาทันท่วงทีและถูกต้อง เกิดภาวะช็อคจากการขาดน้ำอย่างรุนแรงและเสียชีวิตได้ ต้องได้รับสารน้ำทดแทนและดูแลใกล้ชิดจากแพทย์ผู้รักษาโดยเฉพาะผู้ป่วยเบาหวานที่มีโรคหัวใจ และหลอดเลือดร่วมอยู่ด้วย

เนื่องจากเบาหวานเป็นสาเหตุการเสียชีวิตเป็นอันดับสามของโรคที่ ไม่ติดเชื้อที่เป็นอันตรายกับชีวิต ค่ารักษาพยาบาลก็จะมีมากจากสาเหตุอื่น ได้แก่ โรคแทรกต่างๆ จากเบาหวานที่ไม่ได้รับการดูแลอย่างสม่ำเสมอ เช่น หลอดเลือดหัวใจอุดตัน โรคไตวาย โรคอัมพาตจากเส้นเลือดไปเลี้ยงสมองอุดตัน จอประสาทตาเสื่อมถึงขั้นตาบอด หรือต้องสูญเสียอวัยวะ เช่น ขา ผู้ใกล้ชิดและผู้ป่วยเองต้องให้ความสำคัญและป้องกันมิให้เกิดอาการแทรกซ้อนได้

ที่มา : วารสารจากโรงพยาบาล ไทยนครินทร์

แจ้งลบกระทู้ หรือ ลบผู้ตอบกลับ ตอบกลับโดย : หมออู๋ IP ADDRESS : 58.8.151.3 , ,



« Reply #2 เมื่อ 20/12/2006 , 00:41:26 » Edit
http://www.uploadtoday.com/thumb.php?441da200ac63a21f1eb11d4a540d814c

น้ำตาลในเลือดคืออะไร
กลูโคส (Glucose) เป็นน้ำตาลที่มีอยู่ในเลือดเป็นส่วนใหญ่ และร่างกายใช้ในการสร้างพลังงาน ในคนปกติที่มีระบบควบคุมกลูโคสปกติ ร่างกายจะเปลี่ยนน้ำตาลส่วนที่เหลือไปเป็นสารอื่น เช่น ไขมัน ดังนั้นการรับประทานของหวานจะทำให้อ้วน คนเราเมื่อมีอายุมากขึ้น อวัยวะในร่างกายจะเกิดการเสื่อมสมรรถภาพ ทำให้ระบบควบคุมกลูโคสผิดปกติ จะมีปริมาณกลูโคสในเลือดเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งถ้าสูงกว่า 180 mg/dL ก็จะมีน้ำตาลล้นออกมาทางปัสสาวะเราจึงเรียกว่า“เบาหวาน”

แจ้งลบกระทู้ หรือ ลบผู้ตอบกลับ ตอบกลับโดย : นอนไม่พอ IP ADDRESS : 58.8.151.3 , ,




« Reply #3 เมื่อ 20/12/2006 , 01:16:13 » Edit
กรมการแพทย์ห่วงคนนอนน้อย นอนไม่พอ เรื้อรัง
เสี่ยงซึมเศร้า เบาหวาน หัวใจ
ยิ่งอายุมากยิ่งนอนไม่หลับ น้ำหนักเพิ่ม แนะสุขบัญญัติเพื่อการนอนที่ดีนอนหลับเป็นเวลา ไม่งีบหลังบ่าย 3 โมง ไม่ดื่มแอลกอฮอล์

การนอนหลับพักผ่อนอย่างเพียงพอในแต่ละวัน เป็นสิ่งจำเป็นที่ร่างกายต้องการ
โดยผู้ใหญ่ควรนอนให้ได้วันละ 7–8 ชั่วโมง เด็กก่อนวัยเรียนประมาณ 10–12 ชั่วโมง สำหรับเด็กในวัยเรียนและวัยรุ่น ควรนอนอย่างน้อยวันละ 9 ชั่วโมง เพราะในขณะที่นอนหลับร่างกายจะผลิตฮอร์โมนที่ช่วยในการเจริญเติบโตของเด็กและซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอต่างๆ ของร่างกายทั้งเด็กและผู้ใหญ่ และยังมีฮอร์โมนบางชนิดที่ช่วยสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่ร่างกาย ทำให้ฟื้นตัวได้เร็วเมื่อไม่สบาย

นอกจากนี้ ฮอร์โมนที่ปล่อยออกมาในขณะหลับ มีผลต่อการใช้พลังงานของร่างกาย จากการศึกษา พบว่า คนที่นอนน้อยพักผ่อนไม่พอมีความเสี่ยงต่อการมีน้ำหนักเกิน อ้วน และภาวะน้ำตาลในเลือดสูง และคนที่มีปัญหาการนอนหลับเรื้อรังมีความเสี่ยง ที่จะเป็นโรคซึมเศร้า เบาหวาน ความดันโลหิตสูง และโรคหัวใจ

ทั้งนี้ ปัญหาการนอนไม่หลับเป็นปัญหาหนึ่งที่พบบ่อยในผู้สูงอายุ จากการสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติ ปี 2545 พบว่า ผู้สูงอายุมีอาการนอนไม่หลับถึงร้อยละ 38.7 คิดเป็น 2,310,000 คน เป็นชายร้อยละ 33.7 และหญิงร้อยละ 42.9 นอกจากนี้ ยังพบว่าโรคดังกล่าวจะเป็นมากเพิ่มตามอายุที่สูงขึ้น โดยอาการที่พบบ่อย คือ นอนไม่หลับ หรือนอนไม่พอ หลับยาก นอนหลับไม่ต่อเนื่องตลอดคืน ตื่นขึ้นมาไม่สดชื่น อ่อนเพลีย

ส่วนสาเหตุสำคัญ ได้แก่ โรคทางจิตเวช ที่พบบ่อย คือ โรคซึมเศร้า โรควิตกกังวล การสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รัก โรคทางกาย เช่น โรคหัวใจ โรคสมองเสื่อม โรคพาร์กินสัน ทางเดินปัสสาวะอักเสบ

ยาหลายชนิดที่มีผลทำให้นอนไม่หลับ เช่น แอมเฟตามีน ยาลดน้ำหนัก ยาไทรอยด์ฮอร์โมน รวมทั้งปัญหาที่มาจากโรคของการนอนหลับโดยตรง และความวิตกกังวลเรื่องการนอนแล้วนอนไม่หลับ

การรักษาอาการนอนไม่หลับเบื้องต้น แนะนำให้ปฏิบัติตามสุขบัญญัติเพื่อการนอนที่ดี (Sleep Hygiene) ดังนี้คือ
1. ตื่นนอนและเข้านอนให้เป็นเวลา
2. ไม่ควรออกกำลังกายใกล้เวลานอนควรทิ้งช่วงการออกกำลังกายกับการนอนประมาณ 5–6 ชั่วโมง
3. ไม่งีบหลับในช่วงหลังบ่ายสามโมง
4. หลีกเลี่ยงการดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ก่อนนอน รวมทั้งการรับประทานยาที่มีผลกระทบต่อการนอนหลับ
5. ดื่มนมอุ่น หรืออาหารอ่อนๆ จะช่วยให้หลับสบายขึ้น รวมทั้งการอาบน้ำอุ่นก่อนนอน และควรทำตัวให้ผ่อนคลายช่วงก่อนการนอนหลับ เช่น อ่านหนังสือ ฟังเพลง เป็นต้น





แหล่งข้อมูล: ผู้จัดการ 14 กค. 49
แจ้งลบกระทู้ หรือ ลบผู้ตอบกลับ ตอบกลับโดย : หมออู๋ IP ADDRESS : 58.10.96.131 , ,



« Reply #4 เมื่อ 20/12/2006 , 11:37:12 » Edit
http://www.uploadtoday.com/thumb.php?aaebe8844141f13655d98a0f6df79ea8
ถาม
อายุ 65 ปี เกษียณราชการมาได้ 5 ปีแล้ว แพทย์ตรวจพบว่าเป็นเบาหวานมาเกือบ 10 ปี คุมน้ำตาลด้วยการใช้อินซูลินชนิดฉีดมาตลอด ในแต่ละวันจะตื่นมารับประทานกล้วยน้ำว้า 2 ผลและนมถั่วเหลืองไม่หวานเป็นอาหารเช้า อาหารเที่ยงบางทีก็งดเว้น แต่จะมารับประทานอาหารอีกมื้อตอน 4 โมงเย็น เป็นข้าวสวย ประมาณ 1/4 จาน กับกับข้าวต่างๆ และเข้านอนประมาณ 1 ทุ่ม กิจกรรมในแต่ละวันคือ การนั่งดูทีวี เลี้ยงปลา และเดินดูต้นไม้ในสวน รูปร่างเข้าขั้นอ้วน น้ำหนักประมาณ 75 ก.ก. สูง 155 ซ.ม. มีปัญหาที่หัวเข่าเวลาเดินมากๆ แล้วจะเจ็บ จึงไม่ค่อยได้ออกกำลังกายหรือทำงานบ้าน ล่าสุดไปรับการผ่าตัดที่ตา ทำให้ช่วงพักฟื้นรับประทานอะไรไม่ลง น้ำหนักจึงลดลงไปเกือบ 5 ก.ก. เหลือ 70 ก.ก. ภายใน 2 สัปดาห์ จึงอยากเรียนถามว่า น้ำหนักขนาดที่เป็นอยู่นั้นพอใช้ได้แล้วหรือยัง ควรเลือกอาหารและออกกำลังกายอย่างไรจึงจะดีต่อสุขภาพ

ตอบ

ผู้เป็นเบาหวาน คือผู้ที่มีระดับน้ำตาลในเลือดสูงกว่าปกติ เลือดต้องมีน้ำตาลอยู่บ้าง เพื่อเป็นพลังงานให้ร่างกาย และอวัยวะต่างๆ แต่น้ำตาลสูงเกินไปก็เป็นโทษกับสุขภาพได้

น้ำตาลในเลือดมาจากอาหารที่รับประทาน นอกจากนี้มาจากการผลิตจากตับ และจากกล้ามเนื้อด้วย เลือดเป็นตัวนำน้ำตาลไปที่เซลล์ต่างๆ ในร่างกาย อินซูลิน คือสารหรือฮอร์โมนที่หลั่งจากตับอ่อน เพื่อเป็นตัวพาน้ำตาลจากอาหารเข้าเซลล์ ถ้าร่างกายผลิตอินซูลินไม่พอ หรือถ้าอินซูลินทำงานได้ไม่เต็มที่ น้ำตาลก็จะเข้าไปในเซลล์ไม่ได้ จึงส่งผลทำให้เลือดมีน้ำตาลสูง
เบาหวานที่เกิดขึ้นกับผู้ใหญ่ ที่เรียกว่าเบาหวานประเภทที่ 2 อาจเกิดขึ้นช่วงอายุใดก็ได้ แม้กระทั่งวัยเด็ก เบาหวานชนิดนี้เกิดจากภาวะต้านอินซูลิน นั่นคือ เซลล์ต่างๆ ไม่สามารถใช้อินซูลินได้เต็มที่ ในช่วงแรกๆ ตับอ่อนจะหลั่งอินซูลินมากขึ้นเพื่อรองรับความต้องการที่สูงขึ้น แต่แล้วตับอ่อนก็จะไม่สามารถหลั่งอินซูลินมาเพื่อตอบสนองกับน้ำตาลสูงๆ ได้ การมีน้ำหนักตัวมาก และขาดการออกกำลังกาย ทำให้มีความเสี่ยงต่อโรคเบาหวานประเภทที่ 2 มาก

เมื่อผู้เป็นเบาหวานชนิดที่ 2 ไม่สามารถผลิตอินซูลินได้มากเท่าที่ต้องการจึงจำเป็นต้องฉีดอินซูลิน ดังเช่นคุณมาลัยวัลย์
คุณเป็นเบาหวานมาแล้ว 10 ปี ถ้าน้ำตาลอยู่ในเกณฑ์คุมได้ไม่ดีจะทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนต่างๆ ทั้งโรคตา โรคไต โรคระบบประสาท แต่ที่จะเป็นปัญหามากที่สุด คือ โรคหัวใจ ผู้เป็นเบาหวาน มีความเสี่ยงต่อโรคหัวใจ หรือเส้นเลือดสมองแตกมากเป็น 2 เท่า เมื่อเทียบกับผู้ไม่เป็นเบาหวาน ไม่ว่าจะเป็นผู้หญิง หรือผู้ชาย วิธีป้องกันภาวะแทรกซ้อนนี้คือ ต้องคุมไขมันในเลือด และความดันโลหิตให้อยู่ในเกณฑ์ปกติมากที่สุด
การตรวจน้ำตาลในเลือดเป็นสิ่งที่จำเป็นมากสำหรับคุณมาลัยวัลย์ เพราะจะทำให้ทราบว่าแบบแผนการรับประทาน และการออกกำลังกายเหมาะสมหรือไม่ ไม่จำเป็นต้องรอตรวจเฉพาะช่วงเช้าตอนตื่นนอน แต่จะตรวจ 1 ถึง 2 ชั่วโมงหลังอาหาร หรือจะเป็นช่วงก่อนนอนก็ได้

คุณมาลัยวัลย์ลดน้ำหนักลงมาได้ 5 กิโลกรัม หลังจากที่ไปผ่าตัดตามา การลดน้ำหนักมาร้อยละ 10 จากน้ำหนักเดิม สำหรับผู้ที่น้ำหนักเกิน จะช่วยทำให้ร่างกายนำน้ำตาลไปใช้ได้ดีขึ้น สิ่งท้าทายสำหรับผู้ลดน้ำหนัก คือ การควบคุมน้ำหนักตัวไม่ให้ขึ้นมาอีก นั่นหมายความว่า การควบคุมอาหารและการออกกำลังกาย เป็นสิ่งที่ต้องทำไปตลอด อยากแนะนำให้คุณมาลัยวัลย์ลดน้ำหนักลงให้เหลือ 67-68 กิโลกรัม ในช่วงแรกก่อน
ผู้เป็นเบาหวาน ควรมีแบบแผนการรับประทานอาหารที่เฉพาะเจาะจงให้เข้ากับชีวิตความเป็นอยู่ประจำวันของตนเอง ควรให้แพทย์แนะนำไปปรึกษากับนักกำหนดอาหาร เพื่อให้จัดแบบแผนการรับประทานขึ้นมา
อาหารสำหรับผู้เป็นเบาหวานไม่น่าแตกต่างจากบุคคลอื่นๆ ในครอบครัว ซึ่งควรเป็นอาหารที่มีประโยชน์ มีสารอาหารครบถ้วนจากอาหารหลากหลาย มีสารอาหารที่มีส่วนช่วยป้องกันโรคแทรกซ้อน โดยคำนึงถึงสิ่งต่างๆ ต่อไปนี้
• ครึ่งหนึ่งของอาหารประเภทแป้งที่รับประทาน ควรเป็นธัญพืช ได้แก่ ถั่วเมล็ดแห้ง ข้าวโพด มันเทศ ลูกเดือย ข้าวโอ๊ต แป้งโฮลวีท อาหารเหล่านี้เป็นแหล่งสำคัญของเส้นใยอาหาร สารต้านอนุมูลอิสระ วิตามินและแร่ธาตุที่สำคัญ มีส่วนช่วยป้องกันโรค
• รับประทานผัก และผลไม้ ให้ต่างชนิดกันไป เพื่อให้ได้รับสารอาหารอย่างครบถ้วน ควรรับประทานผัก ให้ได้ 2 ทัพพี ต่อมื้อ และผลไม้ 1 จานเล็กต่อมื้อ
• เลือกดื่มนมพร่องไขมัน หรือนมถั่วเหลืองรสจืด เสริมแคลเซียม 2-3 กล่องต่อวัน
• รับประทานปลา และเต้าหู้ให้มากขึ้น เป็นแหล่งโปรตีน เต้าหู้มีสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยป้องกันโรค ส่วนปลามีกรดไขมันโอเมก้า-3 ที่มีส่วนช่วยระบบไหลเวียนของโลหิต ส่วนเนื้อสัตว์อื่นๆ เลือกเนื้อล้วนที่ไม่ติดหนังติดมัน ให้บ่อยกว่าชนิดที่มีมันเยอะ อย่างเช่น หมู/เนื้อบด ซี่โครงหมู คอหมู ไส้กรอก หรือเบคอน
• เลือกใช้น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันรำข้าวสลับกันไป หรือน้ำมันมะกอกก็ได้ น้ำมันเหล่านี้มีกรดไขมันที่ดีต่อสุขภาพ นอกจากไขมันแล้ว ถั่วเปลือกแข็ง อะโวคาโด ก็เป็นแหล่งของไขมันที่ดี ควรรับประทานในปริมาณเล็กน้อยทุกวัน ผู้ที่จำกัดไขมันมากๆ อาจมีความเสี่ยงของการขาดวิตามินอี ซึ่งเป็นวิตามินที่ช่วยต้านอนุมูลอิสระ จึงไม่แนะนำให้งดไขมันโดยสิ้นเชิง
• และที่สำคัญสำหรับผู้เป็นเบาหวาน โดยเฉพาะผู้ที่ฉีดอินซูลินด้วยนั้น คือต้องรับประทานอาหารให้เป็นเวลา ครบทุกมื้อ และมีปริมาณอาหารใกล้เคียงกันทุกๆ วัน
อาหารที่คุณรับประทานนั้นดูท่าจะไม่พอกับความต้องการ พลังงานที่ควรได้รับเพื่อให้น้ำหนักลงมาอยู่ที่ 1,200-1,500 แคลอรีต่อวัน แต่จากที่รับประทานจริง ได้รับเพียงแค่ 500 แคลอรี ในช่วงที่รับประทานอาหารไม่ลงนั้น แนะนำให้คุณรับประทานอาหารเสริมสำหรับผู้เป็นเบาหวานแทนมื้ออาหาร หรือรับประทานอาหารอ่อนๆ เช่น ข้าวต้ม หรือโจ๊ก และดื่มนมจืดร่วมด้วย มิฉะนั้นอาจมีภาวะน้ำตาลต่ำได้
สิ่งหนึ่งที่ผู้ฉีดอินซูลินมักประสบเมื่อมีน้ำหนักลงหรือเมื่อรับประทานอาหารไม่ได้คือ จะมีภาวะน้ำตาลต่ำบ่อย ดังนั้นคุณมาลัยวัลย์จึงควรสังเกตอาการของภาวะน้ำตาลต่ำ ได้แก่ รู้สึกอ่อนเพลีย มึน ใจสั่นมือสั่น หงุดหงิด ปวดศีรษะ รู้สึกหิว ถ้าปล่อยไว้อาจทำให้ช็อกเป็นลมได้

วิธีแก้ภาวะน้ำตาลต่ำควรปฏิบัติดังนี้:
• ถ้ามีเครื่องเจาะน้ำตาล ควรเจาะน้ำตาลในเลือด ถ้าน้ำตาลต่ำกว่า 70 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร ควรรีบหาน้ำหวาน น้ำผลไม้ดื่มครึ่งแก้ว (120 ซีซี) หรือกินน้ำตาลทราย หรือน้ำผึ้ง 1 ช้อนชา หรือดื่มนมหวาน 1 แก้ว (220 ซีซี) ทันที
• ควรรอประมาณ 15 นาที หลังได้รับน้ำตาลแล้วจึงควรตรวจน้ำตาลอีกครั้ง ถ้ายังไม่ถึง 70 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร ควรปฏิบัติข้อ 1 อีกครั้ง
• เมื่อระดับน้ำตาลอยู่ในเกณฑ์มากกว่า 70 มิลลิกรัม ต่อเดซิลิตรแล้ว อาจรอจนมื้ออาหารถัดไปถ้ามื้ออาหารอยู่ในช่วงภายใน 1 ชั่วโมง แต่ถ้านานไปกว่านั้นควรรับประทานมื้อว่างที่มีประโยชน์ไปก่อน


ข้อควรระวังสำหรับการแก้ไขภาวะน้ำตาลต่ำ:
•อย่ารับประทานของหวาน/น้ำหวาน มากเกินกว่าที่แนะนำ เพราะจะทำให้ระดับน้ำตาลแกว่ง และทำให้คุมได้ยาก น้ำหนักตัวลงยากด้วย
• อย่ารับประทานของหวานที่มีไขมันสูง โปรตีนสูง และ/หรือ แป้งเชิงซ้อน (ข้าว ขนมปัง เส้นต่างๆ) สูงเพราะจะย่อยช้าไม่ช่วยให้น้ำตาลสูงขึ้นทันที แต่จะไปสูงเอาอีกหลายชั่วโมงถัดมา ทำให้ควบคุมระดับน้ำตาลได้ยากขึ้น
• คุณควรรีบบอกแพทย์ทันที เมื่อมีภาวะน้ำตาลต่ำเพื่อให้แพทย์ปรับลดอินซูลิน

วิธีป้องกันไม่ให้เกิดภาวะน้ำตาลต่ำทำได้โดย:
• รับประทานอาหารให้เป็นเวลา ถ้าต้องเดินทางควรดูว่าจะรับประทานอาหารได้ตอนไหน ถ้าคิดว่าจะนานเกินไปหรือจะหาซื้ออาหารได้ลำบาก ควรพกอาหารติดตัวไปด้วย
• รับประทานอาหารในปริมาณอาหารที่ใกล้เคียงกันทุกวัน
• ห้ามอดมื้ออาหาร
• ฉีดอินซูลินตามที่แพทย์แนะนำ และให้เป็นเวลา
• ตรวจน้ำตาลในเลือดอย่างสม่ำเสมอ

ทั้งนี้นอกจากการควบคุมอาหารแล้ว ต้องไม่ลืมการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ การจัดโปรแกรมการออกกำลังกายสำหรับคุณมาลัยวัลย์ เมื่อพิจารณาจากประวัติสุขภาพที่มีปัญหาการเจ็บที่หัวเข่าเวลาเดินมากๆ อาจจะต้องหลีกเลี่ยงการออกกำลังกายประเภทลงน้ำหนักที่ขา ในช่วงแรกๆ คุณมาลัยวัลย์ควรออกกำลังกายแบบ Non-weight bearing คือการออกกำลังกายที่ไม่มีการลงน้ำหนักที่ขา เช่น การนั่งปั่นจักรยาน ว่ายน้ำ หรือใช้เครื่องกรรเชียงบก (rower machine) ซึ่งเป็นวิธีที่ได้ออกกำลังกายทุกส่วนของร่างกายเช่นเดียวกับการว่ายน้ำ ลองเลือกวิธีที่ชอบเพราะจะทำให้รู้สึกสนุกและออกกำลังกายได้อย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลานานๆ ที่สำคัญที่สุดควรปรึกษาแพทย์ก่อนเริ่มออกกำลังกาย

แจ้งลบกระทู้ หรือ ลบผู้ตอบกลับ ตอบกลับโดย : หมออู๋ IP ADDRESS : 58.10.96.131 , ,



« Reply #5 เมื่อ 20/12/2006 , 11:42:23 » Edit

โปรแกรมการออกกำลังกายที่เหมาะสม
ควรเน้นการออกกำลังกายแบบแอโรบิค

• เพื่อช่วยควบคุมระดับของน้ำตาลในเลือดให้คงที่ไม่ให้สูงจนเกินไป
• ช่วยให้ระบบการเผาผลาญกลูโคส (glucose metabolism) ในร่างกายทำงานดีขึ้น
• ช่วยลดปัจจัยเสี่ยงต่างๆ ของการเกิดโรคที่เกี่ยวข้องกับโรคเบาหวาน เช่น ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ โรคไตวาย เป็นต้น
• ช่วยเพิ่มการทำงานของเซลล์ในร่างกายให้ตอบสนองต่อการทำงานของอินซูลิน (insulin sensitivity) ได้ดีขึ้น (ร่างกายสามารถดึงน้ำตาลในเลือดไปเก็บได้ดีขึ้น)
• ช่วยควบคุมและลดระดับของไขมัน และโคเลสเตอรอลลง
• ช่วยให้สุขภาพจิตดี และมีคุณภาพชีวิตดีขึ้น

ข้อแนะนำของโปรแกรมการออกกำลังกายแบบแอโรบิค
•ความบ่อย (Frequency) ควรออกกำลังกายอย่างน้อย 3 – 5 ครั้งต่อสัปดาห์
•ความหนัก (Intensity) ให้มีอัตราการเต้นของหัวใจอยู่ที่ประมาณ 55–70% ของอัตราการเต้นของหัวใจสูงสุด ในกรณีของคุณมาลัยวัลย์ที่มีอายุ 65 ปี สามารถหาอัตราการเต้นของหัวใจสูงสุดได้จาก 220 – อายุ จะเท่ากับ 155 ครั้ง/นาที ให้นำค่านี้ไปคูณกับ 55% และ 70% (155 x 0.55 = 85 และ 155 x 0.70 = 109) ดังนั้นในขณะที่คุณมาลัยวัลย์ออกกำลังกายควรมีอัตราการเต้นของหัวใจอยู่ที่ประมาณ 85–109 ครั้ง/นาที จึงจะเหมาะสม
•ระยะเวลา (Time) ใช้เวลาในการออกกำลังกายในแต่ละครั้งประมาณ 20–30 นาที
•ชนิดของการออกกำลังกาย (Type) เน้นการออกกำลังกายแบบไม่ลงน้ำหนักที่ขา เพื่อป้องกันการบาดเจ็บที่ข้อเข่ามากขึ้น เช่น การว่ายน้ำ ปั่นจักรยานชมสวน เป็นต้น
หลังจากออกกำลังกายไปได้สักระยะ (3 – 4 สัปดาห์) ค่อยๆ เพิ่มระยะเวลาในการออกกำลังกายในแต่ละครั้ง แล้วค่อยๆ เพิ่มความหนักของการออกกำลังกายตาม เช่น จากใช้ระยะเวลาประมาณ 20 – 30 นาทีให้เพิ่มเป็น 35 – 40 นาที ส่วนความหนักของการออกกำลังกายค่อยๆ เพิ่มจาก 55% – 70% เป็น 60% – 75% ของอัตราการเต้นของหัวใจสูงสุด เป็นต้น แต่ในขณะเดียวกันไม่ควรมองข้ามการออกกำลังกายแบบยกน้ำหนัก (resistance training) เพราะสามารถเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อส่วนต่างๆ ของร่างกายได้ โดยเฉพาะกล้ามเนื้อบริเวณต้นขาด้านหน้า (quadriceps) เพราะถ้ากล้ามเนื้อกลุ่มนี้แข็งแรงมากขึ้นก็จะสามารถช่วยพยุงและแบกรับน้ำหนักตัวได้ดี เกิดการกดทับหรือเข่ารองรับน้ำหนักลดลง ซึ่งจะช่วยลดอาการปวดที่บริเวณหัวเข่า ทำให้สามารถเดินได้ดีและนานขึ้นโดยไม่มีอาการปวดเข่ารบกวน รวมไปถึงกล้ามเนื้อส่วนต่างๆ ของร่างกายที่แข็งแรงขึ้นสามารถใช้ชีวิตประจำวันต่างๆ ได้ดีขึ้น

ข้อแนะนำของโปรแกรมการออกกำลังกายแบบยกน้ำหนัก (Resistance training)
•ความบ่อย (Frequency) อย่างน้อย 2-3 ครั้ง/สัปดาห์
•ความหนัก (Intensity) น้ำหนักที่สามารถยกได้ประมาณ 12–15 ครั้งในแต่ละเซต หลังจากยกน้ำหนักครบในแต่ละเซตต้องไม่มีอาการปวดหรือเจ็บที่กล้ามเนื้อ ถ้าเกิดอาการลักษณะนี้ขึ้นมาแสดงว่าน้ำหนักที่ใช้มากเกินไป ควรลดน้ำหนักลงมา
•จำนวนเซต (Sets) ออกแรงยกประมาณ 2–3 เซตในแต่ละท่า
•จำนวนท่าที่เล่น (Types of exercise) ประมาณ 8–10 ท่า ในการออกกำลังกายแต่ละครั้ง

ข้อควรระวังในการออกกำลังกาย
• ควรตรวจเช็คระดับน้ำตาลอย่างสม่ำเสมอ อาจจะเช็คก่อนการออกกำลังกายเพื่อป้องกันภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ
• ควรหลีกเลี่ยงการฉีดอินซูลินในบริเวณกลุ่มของกล้ามเนื้อที่จะใช้ในการออกกำลังกาย
• รับประทานอาหารที่เหมาะสมเพียงพอ โดยเฉพาะในวันที่จะออกกำลังกาย
• ควรตรวจดูที่บริเวณเท้าว่ามีบาดแผลเพื่อป้องกันการเกิดบาดแผลใดๆ ที่อาจเกิดขึ้นในขณะออกกำลังกาย


การปฏิบัติเช่นนี้จะช่วยให้คุณค่อยๆ ลดน้ำหนักลงมาอยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม ช่วยให้ร่างกายแข็รขึ้น สามารถลดยาที่ใช้อยู่ลง สุขภาพจะดีขึ้นด้วย
ตอบกลับกระทู้นี้
  ไอคอนข้อความ :
** ชื่อ : สมัครสมาชิก : เข้าสู่ระบบ
** Security Code : ! ใส่ Code ตามที่ปรากฏที่ภาพด้านข้าง
กรุณากด F5 หาก Security Code ไม่แสดงผล
  อีเมล์ :
  รูปภาพประกอบ : ขนาดไม่เกิน 100KB **สมาชิกเท่านั้น
(BBZnet.com เพิ่มเนื้อที่เก็บภาพให้แต่ละบอร์ดมากถึง 1GB ต้องการมีเว็บบอร์ดของตัวเอง คลิกที่นี่เพื่อสมัครสมาชิก)
  ยินดีให้รูปประกอบนี้ ไปให้บริการ ส่งรูปภาพเข้ามือถือ ยินดี ไม่ยินดี
** ข้อความ :

ไอคอนอื่นๆ
  ใช้ไอคอน
B i U URL CENTER IMG Li Font QUOTE Special Tag
( เปลี่ยนไปใช้งานแบบ HTML Editor Mode, ต้องการ IE6+ และเปิดใช้งาน Java Script )
    คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ webmaster@bbznet.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด