สวัสดีคับ ที่นี่บ้านเมียน้อยคร้าบบบบ
บ้านเมียใหม่ ชั้น 2 ไปอัพเดทเซตที่นี่คับ
ตลาดเอเชีย ดัชนีฮั่งเส็ง ดัชนีดาวโจร กราฟดาวโจร ดาวโจรรายนาที
น้ำมัน ค่าระวางเรือ BDI
ปฏิทินหุ้น ข้อมูลบริษัท พีอีหุ้น ตลาดหลักทรัพย์ TFEX
เว็บฝากรูป

ติดต่อลงโฆษณา ในเวปบอร์ดนี้

Abuse/แจ้งลบ
ABUSE / แจ้งลบ
Your Email :
Why? !
Security Code

เบื้องหน้าเบื้องหลังเบื้องลึก....แวะอ่านนิ๊ดค่ะ

- กลับไปยังหมวดหลักของกระทู้นี้
  - เบื้องหน้าเบื้องหลังเบื้องลึก....แวะอ่านนิ๊ดค่ะ
แจ้งลบกระทู้ หรือ ลบผู้ตอบกลับ กระทู้โดย : ป้าสุ(sukhumal) IP ADDRESS : 58.8.169.219 , ,

Posts : 10
Replies : 722


« เมื่อ 05/05/2007 , 12:55:01 » Send Topic Set to Print Page Edit


ลี้น้อย..แห่งอาณาจักรมีดบิน "สอง วัชรศรีโรจน์" คืนยุทธจักร

15 ปีเต็มๆ ที่ชายหนุ่มแซ่ลี้..นาม "หลี่เหวินซ่ง" ได้หายตัวไปจากยุทธจักรนักเล่นหุ้นรายใหญ่..ของเมืองไทย เขาหลบหนี "คดีปั่นหุ้น KMC" ซ่อนกายในเงาเมฆ แต่วันนี้ "ลี้น้อย" แห่งอาณาจักรมีดบิน หวนคืนวงการหุ้นอย่างเต็มตัว..ในนาม "เสี่ยโทนี่"

ชื่อของ "สอง วัชรศรีโรจน์" หรือ "เสี่ยสอง" โผล่ขึ้นใน "ยุทธภพ" ครั้งใหม่..กำลังสร้างความหวาดระแวงไปทั่วทั้งวงการ

เป้าสายตา..ถูกจับจ้องไปที่ "หุ้นร้อน" หลายตัวในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งถูกทางการจับตามอง เพราะมีชื่อสอง และพันธมิตร เข้าไปเกี่ยวข้องด้วย อาทิเช่น IEC, BLISS, LIVE, ASL, EVER, APURE, D1, NNCL, NEP และ EMC เป็นต้น

สอดรับกับพาดหัวข่าวหนังสือพิมพ์ธุรกิจหลายฉบับ ที่สื่อไปในทำนองเดียวกันว่า..."เสี่ยสอง" หวนคืนยุทธจักรแล้ว

ครั้งล่าสุด เสี่ยไมค์..สดาวุธ เตชะอุบล ผนึกกำลัง กลุ่มผิน คิ้วคชา โค่นอำนาจ..เสี่ยสอง ใน บล.แอ๊ดคินซัน ในลักษณะ "เพื่อนรัก..หักเหลี่ยมโหด"

เกมประลองยุทธครั้งนี้..เสี่ยไมค์ "เขี่ย" กรรมการที่คาดว่าจะเป็น "ตัวแทน" ของสอง ทั้งหมดถึง 4 คน ออกจากบริษัทได้สำเร็จ

ได้แก่ นันทพันธ์ มหัทธนธัญ, สัณห์จุฑา วิชชาวุธ (กรรมการ IEC, BLISS และ ASL), อัฏฐ์ อัศวานันท์ (กรรมการ ASL และ D1) และ ชาลส์ ซี หว่อง หรือชื่อเดิม ฉู ชิ หว่อง

วันเดียวกันก็มีข่าวอีกว่า ชนะชัย ลีนะบรรจง จับมือกับ ศรีฟ้า แจ่มวุฒิปรีชา หรือ มาม่าบลู คว่ำแผนเพิ่มทุน EVER กลางที่ประชุมผู้ถือหุ้น และ ชนะชัย ลีนะบรรจง ก็ขอโควตากรรมการ 2 คน ได้สำเร็จ

แต่เหตุไฉน..ทิศทางข่าวกลับพุ่งตรงไปที่ "สอง วัชรศรีโรจน์" ในฐานะ "พันธมิตร" ผู้อยู่เบื้องหลัง

ถัดมาอีกวัน พล.ท.หญิง สำอางค์ ทองปาน ผู้บริหารอีเอ็มซี ทำหนังสือขอเลื่อนการประชุมสามัญผู้ถือหุ้น โดยให้เหตุผลว่า..มีกลุ่มผู้ถือหุ้นจำนวนหนึ่งเข้ามาถือหุ้น EMC โดยไม่ทราบวัตถุประสงค์ที่ชัดเจน

...กระแสข่าวในวงการชี้เปรี้ยง! ว่า...งานนี้มี "สอง" ร่วมเอี่ยวด้วยอีกแล้ว จนต้องกลับมา "เคลียร์" เพื่อแบ่งเค้กกันใหม่ ในที่สุดก็ตั้ง..ชนะชัย ลีละบรรจง และตัวแทนอีก 3 คน เข้าไปเป็นกรรมการชุดใหม่

คนในวงการหุ้นให้ข้อมูลว่า สองกลับเข้าวงการมานานแล้ว ตั้งแต่ดัชนี 200 กว่าจุด (เมื่อหลายปีก่อน) และมาแทคทีมกับ "ไพโรจน์ เปี่ยมพงษ์สานต์" อดีตเจ้าพ่อบ้านฉาง กรุ๊ป วางแผนสร้าง "อาณาจักร IEC" ร่วมกัน

บางคนก็เล่าว่า สอง เป็นมือทำหุ้นให้กับ "อดีตนักการเมืองใหญ่" ในยุครัฐบาลพรรคไทยรักไทย รวมทั้งยังเป็นพันธมิตรกับ กลุ่มพายัพ ชินวัตร ด้วย

ขณะที่ พายัพ กับ ชนะชัย ลีนะบรรจง ก็ถือว่าเป็นกัลยาณมิตรกัน

หลังจาก สอง ปรากฏกายเข้าไป "จุดพลุ" หุ้น IEC เมื่อปลายปี 2548 ก็ส่งพี่น้องแท้ๆ สัณห์จุฑา วิชชาวุธ เข้าไปนั่งในตำแหน่ง..กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ไออีซี

จากนั้นก็อาศัย สดาวุธ เตชะอุบล โค่นกลุ่มคิ้วคชา เข้าไปยึด บล.แอ๊ดคินซัน เป็นผลสำเร็จ แล้วก็ต่อยอดไปเทคโอเวอร์ บมจ.บลิส-เทล...ยังมีข่าวด้วยว่ากลุ่มนี้ให้การช่วยเหลือ "จเรรัฐ ปิงคลาศัย" เข้าไปเทคโอเวอร์ห้างไดอาน่า ดีพาร์ทเมนท์สโตร์ แล้วเปลี่ยนมาเป็น "ดราก้อน วัน"

คนในวงการหุ้นต่างทราบกันว่า การรีเทิร์นของลี้น้อย "แซ่ลี้" ครั้งใหม่ เขากลับมาในชื่อของ "เสี่ยโทนี่" เอ่ยชื่อนี้เป็นอันว่ารู้กันว่า...คือใคร?

ตามประวัติของสอง เขามีชื่อภาษาจีนว่า "หลี่เหวินซ่ง" ซึ่งมีความหมายว่า "ผู้มีความรู้เกื้อหนุน"

สองจบปริญญาตรีคณะนิติศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์...ตั้งแต่ครั้งยังหนุ่ม สองก็เริ่มฝักใฝ่ธรรมะ และเข้าไปเป็น "ศิษย์เอก" ของวัดพระธรรมกาย เริ่มเข้าสู่วงการหุ้นเมื่อประมาณปี 2530 หลังแบล็คมันเดย์ (19 ตุลาคม 2530) เพียงไม่กี่วัน

กล่าวกันว่าสองเริ่มเปิดบัญชีเล่นหุ้นครั้งแรกที่ บล.ยูเนี่ยน (ปัจจุบัน คือ บล.เอเพกซ์) จากการแนะนำของนายทหารนอกราชการคนหนึ่ง และเข้าสู่อาชีพการเล่นหุ้นเต็มตัว ที่ บล.ร่วมเสริมกิจ และ บล.นวธนกิจ ในสมัยนั้น

สอง เข้าไปมีส่วนในการจัดตั้งบริษัทด้านพัฒนาอสังหาริมทรัพย์หลายแห่ง ที่ถูกตั้งข้อสังเกตในยุคนั้นว่าน่าจะได้ทุนมาจากวัดพระธรรมกาย เช่น บริษัทรีฟอเรสท์, บริษัทคอมมอนเวลธ์ (ประเทศไทย), บริษัทคอมมอนเวลธ์ เรียลเอสเตท และบริษัท 4 เอ็ม คอนซัลแทนท์ เป็นต้น

รวมทั้ง สอง ยังเป็นผู้บริหาร บริษัท คอมมอนเวลธ์ โฮลดิ้ง บริหารโครงการคอมมอนเวลธ์ คอนโดมิเนียม ย่านถนนจรัญสนิทวงศ์

จากประวัติที่เล่าต่อๆ กันมา สอง มาโด่งดังในวงการหุ้นได้ เพราะชีวิตโคจรไปพบกับ "เสี่ยพระ" สุวิทย์ มหาแถลง เจ้าของกลุ่มบริษัทอีซูซุฮกอันตึ๊ง (พิษณุโลก) และเจ้าของบริษัทสุโขการเคหะ โดยเป็น "มือปืนรับจ้าง" เล่นหุ้นให้กับเสี่ยพระ

สองเคยเปิดเผยคติประจำใจว่า "...ยอมให้คนเขาอิจฉาริษยา แต่อย่ายอมให้ใครเวทนาหรือสงสาร"

เพราะฉะนั้นสองจึงรักเกียรติรักศักดิ์ศรีของตัวเองมาก จนเพื่อนๆ ในวงการเปรยให้ฟังว่า สองเป็นคนที่คบด้วยยาก เพราะชอบมองคนอื่นด้อยกว่า และชอบให้คนอื่นมาเป็นลูกน้องของตนเอง

ระหว่างที่สองหลบหายในเงาทะมึนของความหวาดระแวง เขาต้องต่อสู้กับคดีความอยู่หลายเฮือก กล่าวกันว่าสองเข้าไปพึ่งใบบุญนักการเมืองใหญ่ระดับชาติ ซึ่งเป็นอดีตนายทหารระดับ "ขงเบ้ง" จนชีวิตรอดพ้น "คุก" มาได้หลายครั้ง

มีคนพยายามโยงไปว่าการเข้ามาถือหุ้นไลฟ์ อินคอร์ปอเรชั่น (LIVE) ของ "ศรพรหม มนตริวัต" บุตรชายของ พล.ต.ศรชัย มนตริวัต จำนวน 13.03 ล้านหุ้น ในราคาหุ้นละ 1.45 บาท ที่ชำระค่าหุ้นไปเมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2550 นั้น เป็นยิ่งกว่า..คำอธิบาย

สถานภาพของสอง แท้จริงแล้ว เขาคือ "บุคคลล้มละลาย" เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2548 ศาลล้มละลายกลางได้มีคำสั่งให้สองเป็นบุคคลล้มละลาย และสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด ตามคำร้องของ บล.ดีบีเอส วิคเคอร์ส

นอกจากนี้สองยังหลบหนีคดี "ปั่นหุ้น KMC" จนคดีขาดอายุความ ทั้งๆ ที่หลายคนเชื่อว่า สองไม่ได้หลบหนีไปไหน แต่เหตุไฉน..กฎหมายจึงตามหาตัวเขาไม่เจอ

สำหรับการกลับมาครั้งนี้..แหล่งข่าวในวงการหุ้นบอกว่า สองมีลีลา "ชงหุ้น" และ "ตบหุ้น" ได้หนักหน่วงไม่แพ้ในอดีต และเทคนิคในการเข้ามาเล่นหุ้นจะมีสูตรทั้งขาขึ้นและขาลง ที่สามารถทำกำไรได้ตลอดทาง

ถ้าเล่นหุ้น "ขาขึ้น" จะใช้วิธี "ซื้อดันราคา" ลากขึ้นไปด้วยสูตร "ซื้อ 2 หุ้นขาย 1 หุ้น" ไปตลอดทาง พอราคาหุ้นติดลมบน จากนั้นก็เริ่มวางขายเปลี่ยนสูตรเป็น "ซื้อ 1 หุ้น ขาย 3 หุ้น" ทุบลงมาเรื่อยๆ

"สมมติถัวเฉลี่ยขายได้ 5 บาทกว่า เหลือหุ้นนิดหน่อย พวกนี้จะขายกดราคาลงมาเลย ดันราคาลงมาเหลือ 2-3 บาท แล้วเขาก็มาเก็บข้างล่าง พอถึงจังหวะก็ไล่ขึ้นไปใหม่ แล้วทุบลงมาอีกที"

การกลับมาของสองครั้งนี้ เขามีเครือข่ายใหญ่ระดับ..หมื่นล้านบาท กลุ่มแรกเป็น "นอมินี" สายตรง กลุ่มที่สองเป็นพันธมิตรในระดับ "วงแหวนชั้นใน" กลุ่มที่สามเป็นพันธมิตรที่ "จับมือกันหลวมๆ"

คำตอบว่า..ใคร? เป็น "นอมินี" หรือ "วงแหวนชั้นใน" ให้สังเกตรายชื่อที่เข้าไปถือหุ้น (ร้อน) หลายๆ ตัว จะไปกันเป็นแพ็ค และจะมีรายชื่อซ้ำๆ กัน


edit : 05/05/2007,14:45:41 (admin)
edit : 05/05/2007,14:52:31 (admin)

<< 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15 16 17 18 19 20 21 22 23 24 25 26 27 28 29 30 31 >>
แจ้งลบกระทู้ หรือ ลบผู้ตอบกลับ ตอบกลับโดย : ป้าสุ(sukhumal) IP ADDRESS : 58.8.171.124 , ,


Posts : 255
Replies : 13009
« Reply #601 เมื่อ 16/06/2008 , 12:02:57 » Edit

AIT คาดกำไรปีนี้ +134%

ผลกำไรของ AIT ใน 1Q08 เท่ากับ 104 ล้านบาท (+163% YoY) โดยมียอดขายสูงถึง 1,315 ล้านบาท จากงานราชการที่ชะลอมาจากปีก่อน ส่วนแนวโน้มทั้งปีคาดว่ารายได้จะเพิ่มขึ้นเป็น 3,000 ล้านบาท (+92% YoY) กำไรคาดว่าเท่ากับ 220 ล้านบาท (+134% YoY) ปรับตัวดีขึ้นมากจากปีก่อน AIT จ่ายเงินปันผลสูงประมาณ 7-12% และมี P/E ต่ำมากที่ 4.8 -5.8 เท่า

เราคาดการณ์ราคาเป้าหมายที่ 25.6 บาท ณ ระดับ P/E 7 เท่า มี upside สูงกว่า 40% แนะนำ "ซื้อ"


Investment Theme :

๐ AIT ตั้งเป้ายอดขายปี 2008 ไว้ 3,000 ล้านบาทเพิ่มขึ้น 92% งานภาครัฐที่ชะลอมาตั้งแต่ปี 49 - 50 เข้าในปีนี้มาก ทำให้มี Back log ในมือประมาณ 2,000 ล้านบาท ส่งผลให้ปีนี้มีผลประกอบการดีขึ้นกว่าปีก่อนมาก เราคาดว่า AIT จะมีรายได้เติบโตขึ้น 92% เป็น 3,137 ล้านบท แบ่งเป็นรายได้จากการขาย 2,965 ล้านบาท รายได้จากการให้เช่าอุปกรณ์ 172 ล้านบาท มี Gross Profit Margin เท่ากับ 21% ปรับลดลงจาก 26% ในปีก่อน เนื่องจากปีนี้เป็นงานโครงการขนาดใหญ่ที่มี margin ลดลง คาดว่าจะมีกำไร 220 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 134% YoY มี EPS เท่ากับ 3.65 บาท คาดการณ์ราคาเป้าหมายที่ 25.6 บาท ณ ระดับ P/E 7 เท่า แนะนำ ซื้อ

๐ผลกระทบจากราคาน้ำมันแพง งานส่วนใหญ่ของ AIT ประมาณ 80% เป็นงานโครงการของภาครัฐ เช่น CAT ,TOT ไปรษณีย์ไทย ซึ่งเป็นงานโครงการที่ไม่ได้รับผลกระทบจากภาวะราคาน้ำมันแพง ส่วนงานเอกชนมีประมาณ 20% มีชะลอไปบ้าง เนื่องจากเอกชนลดค่าใช้จ่ายการปรับปรุงด้าน IT จากการที่มีภาระต้นทุนด้านอื่นสูงขึ้น ส่วนค่าใช้จ่ายของ AIT ที่เกี่ยวกับการขนส่งมีไม่มากนัก ผลกระทบต่อภาวะราคาน้ำมันแพงไม่กระทบบริษัทมากนัก

๐รายได้และกำไรสูงสุดในไตรมาสที่ 1 รายได้ใน 2Q08 คาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 700 ล้านบาท ต่ำกว่าในไตรมาสแรก แต่ก็นับว่าสูงกว่า 2Q07 ประมาณ 146 % กำไรใน 2Q08 คาดว่าเท่ากับ 51 ล้านบาท +185% YoY แต่ลดลง 51% QoQ ส่วนในครึ่งปีหลังคาดว่ารายได้ต่อไตรมาสประมาณ 500 ล้านบาท และมีกำไรต่อไตรมาสประมาณ 30 - 33 ล้านบาท ทำให้ไตรมาสที่ 1 ของปีนี้เป็นไตรมาสที่ดีที่สุดของปี อย่างไรก็ตาม ถ้าพิจารณาผลประกอบการทั้งปีเทียบกับปีที่แล้ว AIT มีรายได้และกำไรปรับตัวดีขึ้นมาก มีอัตราการเติบโตประมาณ 100%

๐การแยกหน่วยงานด้านการให้บริการเป็นบริษัทย่อย หน่วยงานด้านการให้บริการหลังการขายจะถูกแยกออกมาเป็นบริษัทย่อย เพื่อให้รับงานได้มากขึ้นจากเดิมที่ให้บริการเฉพาะงานของ AIT สามารถให้บริการแก่บริษัทอื่นๆ ได้เช่น บริษัทญี่ปุ่น Sojity ต้องการบริการด้าน Maintenance ระบบ IT ของบริษัทในเครือ โดยที่บริษัทไม่ต้องมาลงทุนตั้งบริษัทเพื่อการให้บริการเอง แต่ใช้บริการของ AIT แทน บริษัทย่อยของ AIT สามารถหารายได้ได้มากขึ้น โดย AIT จะถือหุ้นในบริษัทย่อย 70% อีก 30% เป็นบริษัทญี่ปุ่น

๐บริษัทย่อยที่ทำ software ด้าน GIS AIT จะถือหุ้นประมาณ 55% โดย software ด้าน GIS (แผนที่) ที่พัฒนาให้กับ TOT ได้รับความสนใจจากหลายหน่วยงาน เช่น นำไปใช้กับการจัดเก็บภาษีป้าย ภาษี กทม. และกิจการไปรษณีย์ AIT จะตั้งเป็นบริษัทย่อย คาดว่าจะรับรู้รายได้ภายในปลายปีนี้

๐AIT จ่ายเงินปันผลสูงและมี P/E ต่ำ AIT จ่ายเงินปันผลคิดเป็น dividend yield 7-12% ในปี 2006 AIT มีกำไรต่อหุ้น 4.93 บาท จ่ายปันผลหุ้นละ 2 บาท คิดเป็น dividend yield 12% ในปี 2007 AIT มีกำไรต่อหุ้น 1.57 บาท จ่ายปันผล 1.25 บาท คิดเป็น dividend yield 7% ส่วนปีนี้เราคาดว่า AIT จะมีกำไรต่อหุ้น 3.65 บาท คาดว่าจะจ่ายปันผล 2 บาทต่อหุ้น คิดเป็น Dividend yield 12% นับว่าเป็นบริษัทที่จ่ายเงินปันผลสูงมาก ราคาที่ซื้อขายในตลาด มี P/E ประมาณ 4.8 - 5.8 เท่า นับว่าต่ำมาก เราคาดการณ์ P/E ระดับเหมาะสมที่ 7 เท่า มี upside กว่า 40%

หมายเหตุ -วิเคราะห์ ณ วันที่ 11 มิถุนายน 2551

+++++++++++

"ทัวร์เวียดนาม" วันที่ 17-19 กรกฎาคม 3 วัน 2 คืน โรงแรม 5 ดาว สนใจติดต่อบริษัท แฮปปี้ ฮอลิเดย์ เทรเวิล แอนด์ ครูสซ์ จำกัด 02-2613490-7 แฟกซ์ 02-6624123

++++++++++++++


Financial Highlight

(Bt. Mil.) 2006 2007 2008F 2009F

Sales 2,268.6 1,638.1 3,137.1 2,849.2

Gross Profit 514.83 424.95 660.12 610.55

EBITDA 404.55 304.85 498.64 507.83

Net Profit 197.18 93.90 219.29 202.91

Net Profit (%Chg.) 188% -52% 134% -7%

EPS (Bt.) 4.93 1.57 3.65 3.38

EPS (%Chg.) 188% -68% 133% -7%

DPS (Bt.) 2.00 1.25 2.00 2.00

Dividend Yield (%) 12% 7% 12% 12%

BVPS (Bt.) 19.12 13.59 15.20 16.58

P/E (x) 3.47 10.89 4.68 5.06

P/BV (x) 0.89 1.26 1.13 1.03

Source : Company & BFIT Research

http://www.bangkokbizweek.com/images/biz_logo.gif
แจ้งลบกระทู้ หรือ ลบผู้ตอบกลับ ตอบกลับโดย : ป้าสุ(sukhumal) IP ADDRESS : 58.8.171.124 , ,


Posts : 255
Replies : 13013
« Reply #602 เมื่อ 16/06/2008 , 12:21:07 » Edit
ธปท.ห่วงฟองสบู่อสังหาฯ

แบงก์ชาติกังวลเงินเฟ้อสูง ทำประชาชนแห่ลงทุนในสินทรัพย์จนเกิดฟองสบู่ โดยเฉพาะกรณีกู้เงินเก็งกำไรอสังหาฯ แย้มอาจต้องใช้นโยบายดอกเบี้ยชะลอเงินเฟ้อ


"อมรา ศรีพยัคฆ์" ผู้อำนวยการอาวุโส สายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย กล่าวว่า แบงก์ชาติเป็นห่วงว่า หากอัตราเงินเฟ้อยังคงอยู่ในระดับสูง และประชาชนยังคาดการณ์ว่าเงินเฟ้อจะยังสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง อาจจะส่งผลให้ภาคครัวเรือนหันไปลงทุนหาผลตอบแทนที่สูงและหนีภาวะเงินเฟ้อ เช่นการลงทุนซื้ออสังหาริมทรัพย์ หรือสินทรัพย์ทางการเงินอื่นๆ เช่น ตลาดซื้อขายล่วงหน้าสินค้าเกษตร หรือน้ำมัน ซึ่งทำให้มีโอกาสที่จะเกิดภาวะฟองสบู่ได้

"เมื่ออัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงติดลบ จะทำให้ค่าของเงินหาย คนไม่อยากออมและหันไปเร่งใช้จ่ายแทน หรือหาทางให้ได้ผลตอบแทนสูงที่หนีเงินเฟ้อได้

ตอนนี้ราคาสินทรัพย์ยังไม่เกิดฟองสบู่ แต่ถ้าคนคาดว่าเงินเฟ้อจะสูงต่อเนื่องและหันไปเล่นสินทรัพย์ทางการเงิน ก็มีโอกาสเกิดฟองสบู่ได้" ผู้อำนวยการอาวุโส กล่าว

ทั้งนี้ภาวะเงินเฟ้อที่สูง อาจทำให้เกิดปัญหาในลักษณะงูกินหาง ดังเช่น เมื่อราคาน้ำมันเพิ่มสูงขึ้น ทั้งจากความต้องการที่สูงและค่าเงินดอลลาร์ที่อ่อนค่า ทำให้นักลงทุนหันไปเล่นตลาดซื้อขายล่วงหน้า ซึ่งส่งผลให้ราคาน้ำมันสูงขึ้นไปอีก

เมื่อราคาน้ำมันทำให้อัตราเงินเฟ้อเพิ่มสูงขึ้น ก็ทำให้ประชาชนหันไปลงทุนในตลาดซื้อขายล่วงหน้ามากขึ้น เพื่อให้ผลตอบแทนชนะอัตราเงินเฟ้อ ซึ่งจะกดดันให้ราคาน้ำมันสูงขึ้นต่อเนื่อง

"อมรา" กล่าวว่า ผลกระทบต่อระบบการเงินของประเทศจะมีมากขึ้น หากประชาชนนำเงินในอนาคตหรืออีกนัยหนึ่งกู้ยืมเงินมาเพื่อซื้ออสังหาริมทรัพย์ดังกล่าว ซึ่งสามารถทำได้สะดวกในยามที่อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ที่แท้จริงอยู่ในระดับต่ำ แต่หากในอนาคตอัตราดอกเบี้ยปรับตัวสูงขึ้น ประชาชนจะมีภาระทางการเงินมากขึ้นตาม

"ประสบการณ์ในต่างประเทศดังเช่นสหรัฐอเมริกา แสดงให้เห็นถึงภาวะปัญหาอสังหาริมทรัพย์เกิดขึ้นในช่วงที่นโยบายการเงินผ่อนคลาย ประชาชนจึงถือโอกาสมาเก็งกำไรราคาสินทรัพย์ แต่เมื่ออัตราดอกเบี้ยปรับสูงขึ้น ผู้กู้ไม่สามารถปรับตัวได้"

"อมรา" กล่าวว่า ความเป็นไปได้ดังกล่าวทำให้แบงก์ชาติต้องพยายามตัดไฟตั้งแต่ต้นลม เพื่อป้องกันไม่ให้ประชาชนหันไปกู้ยืมเงินกันจำนวนมาก และเมื่ออัตราดอกเบี้ยปรับเพิ่มขึ้นจนก่อให้เกิดปัญหาตามมาได้

“ตอนนี้ปัญหายังไม่เกิด ถ้าธนาคารกลางทั่วไปห่วงการคาดการณ์เงินเฟ้อก็ต้องดำเนินการให้อัตราดอกเบี้ยสมเหตุสมผลกับเงินเฟ้อ ให้คนออม และไม่ยุ่งกับสินทรัพย์ทางการเงิน” ผู้อำนวยการอาวุโส กล่าว

ทั้งนี้ในช่วงก่อนวิกฤตการณ์เศรษฐกิจปี 2540 ประเทศไทยเคยเกิดปัญหาฟองสบู่ในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ แต่สถานการณ์ในขณะนั้นแตกต่างจากปัจจุบัน โดยในอดีตเศรษฐกิจเติบโตอย่างร้อนแรง ความเสี่ยงของค่าเงินไม่มีเพราะใช้อัตราแลกเปลี่ยนแบบคงที่ ภาคธุรกิจจึงหันไปกู้เงินจากต่างประเทศมาลงทุนซื้อสินทรัพย์ต่างๆ จำนวนมาก

แม้แบงก์ชาติจะเป็นห่วงเรื่องการคาดการณ์เงินเฟ้อ ซึ่งจะทำให้ประชาชนมองว่าค่าของเงินลดค่าลงได้ แล้วหันไปซื้อสินทรัพย์ทางการเงินอื่น ๆ แต่นักเศรษฐศาสตร์บางสำนักเป็นห่วงว่าอุปสงค์ในประเทศยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ ขณะที่ปัญหาเงินเฟ้อเกิดจากด้านซัพพลาย จึงเห็นว่าแบงก์ชาติไม่ควรขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย

ทั้งนี้อัตราดอกเบี้ยเงินฝากที่แท้จริงในเดือนเมษายนที่ผ่านมาติดลบ 4.54% ขณะที่อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ที่แท้จริงอยู่ในระดับเพียง 0.68%

http://www.bangkokbizweek.com/images/biz_logo.gif
แจ้งลบกระทู้ หรือ ลบผู้ตอบกลับ ตอบกลับโดย : ป้าสุ(sukhumal) IP ADDRESS : 58.8.171.124 , ,


Posts : 255
Replies : 13014


« Reply #603 เมื่อ 16/06/2008 , 12:23:46 » Edit

ECO-NO-MISS : เงินเฟ้อ - ปัญหาเศรษฐกิจที่ต้องแก้ไข

“ของแพงจัง” หรือ “ข้าวของจะแพงขึ้นอีกมากหรือไม่” เป็นคำพูดที่เราได้ยินมากที่สุดในระยะนี้ ความกังวลนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะกับผู้บริโภคเท่านั้น ในฝั่งของผู้ผลิตรวมถึงภาครัฐบาลก็มีความวิตกกังวลมากเช่นกันเกี่ยวกับปัญหาราคาสินค้าและบริการปรับตัวที่สูงขึ้น


หลังจากกระทรวงพาณิชย์ ประกาศตัวเลขอัตราเงินเฟ้อล่าสุด ประจำเดือนพฤษภาคม 2551 ที่ระดับ 7.6% เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน ซึ่งเป็นอัตราเงินเฟ้อสูงสุดในรอบ 9 ปี 11 เดือน นับตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2541 สาเหตุมาจากราคาน้ำมันเชื้อเพลิง และสินค้าหมวดอาหาร และเครื่องดื่มปรับตัวสูงขึ้นมาก

ข่าวนี้สร้างความตกใจให้กับคนทั่วไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกมีโอกาสปรับตัวสูงถึง 150 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ยิ่งทำให้หลายฝ่ายเริ่มกังวลว่าอัตราเงินเฟ้อในระดับ 8-9% มีโอกาสได้เห็นในช่วง 2-3 เดือนข้างหน้า

ยิ่งถ้าราคาน้ำมันปรับตัวสูงถึงระดับ 150 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และยืนอยู่ยาวนาน ประเทศไทยอาจต้องเผชิญกับสถานการณ์เงินเฟ้อที่สูงเกิน 10%

แม้อัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยในช่วง 5 เดือนแรกของปี 2551 จะอยู่ในระดับ 5.8% แต่ตัวเลขนี้ก็สูงกว่าการคาดการณ์อัตราเงินเฟ้อทั้งปีของกระทรวงพาณิชย์ที่ระดับ 5-5.5% ภายใต้สมมติฐานราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกเฉลี่ยทั้งปี 100-105 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

อย่างไรก็ตาม ทางกระทรวงพาณิชย์ยังคงเป้าหมายอัตราเงินเฟ้อเดิมไว้ก่อน และจะติดตามดูราคาน้ำมันในช่วง 2-3 เดือนข้างหน้าแล้วค่อยพิจารณาถึงเป้าหมายอัตราเงินเฟ้อใหม่ว่าจะมีการปรับหรือไม่

แน่นอนครับ ตัวเลขอัตราเงินเฟ้อคงถูกปรับให้สูงขึ้นไปสู่ระดับ 5.5-6% เพราะราคาข้าวของต่างๆ รอคิวปรับขึ้นราคาเป็นทิวแถว

อัตราเงินเฟ้อในเดือนพฤษภาคมในระดับ 7.6% เป็นอัตราเงินเฟ้อที่ทุกฝ่ายออกมายอมรับว่าสูงกว่าที่คาดการณ์ โดยเฉพาะธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ออกมายอมรับว่า ธปท.จะมีการปรับประมาณการอัตราเงินเฟ้ออีกครั้ง หลังจากที่อัตราเงินเฟ้อล่าสุดสูงถึง 7.6% ซึ่งสูงกว่าที่ ธปท.คาดการณ์ไว้ที่ 7.3% (และสูงกว่าที่กระทรวงการคลังคาดการณ์ไว้ที่ 7.1%) จากผลกระทบราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงมากอย่างต่อเนื่อง และ ธปท.ยอมรับว่ามีความกังวลอัตราเงินเฟ้อที่ปรับตัวสูงขึ้น รวมทั้งปัญหาการเมืองที่กระทบต่อความเชื่อมั่น เนื่องจาก ธปท.ต้องการให้อุปสงค์ภายในประเทศมีบทบาทในการกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งทั้งสองปัจจัยยังถือว่าเป็นความเสี่ยงต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจ

ทิศทางของอัตราเงินเฟ้อในช่วง 2-3 เดือนข้างหน้า จะยังคงมีแนวโน้มสูงขึ้นได้อีกต่อเนื่อง เพราะราคาน้ำมันยังคงมีแนวโน้มทรงตัวระดับสูง ดังนั้นการดูแลแก้ไขปัญหา จึงเป็นเรื่องที่สำคัญของผู้วางนโยบายเศรษฐกิจของภาครัฐบาล ซึ่งได้แก่กระทรวงการคลังและ ธปท.

เมื่ออัตราเงินเฟ้อปรับตัวสูงขึ้นมาก ผู้ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดคงจะหนีไม่พ้นประชาชน โดยเฉพาะมนุษย์เงินเดือนที่มีรายได้ประจำ

เมื่อราคาสินค้าแพงขึ้นเช่นนี้จะทำให้อำนาจซื้อน้อยลง เมื่อประชาชนซื้อของน้อยลง ธุรกิจจะขายสินค้าได้ลดลง มีกำไรลดลง จ้างงานเพิ่มขึ้นไม่มาก ซึ่งจะทำให้เศรษฐกิจชะลอตัวลงในที่สุด

การแก้ไขของรัฐบาลจึงต้องทำ 2 อย่างควบคู่กันไปคือ การชะลอหรือยับยั้งอัตราเงินเฟ้อ และการเพิ่มรายได้ให้กับประชาชนอย่างเร่งด่วน ซึ่งก็ต้องยอมรับครับว่าไม่ง่ายทั้ง 2 เรื่อง ภายใต้สถานการณ์ปัจจุบันที่ราคาน้ำมันแพงอยู่ในขณะนี้

อัตราเงินเฟ้อสูงเป็นปัญหาทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นทั่วโลก โดยเฉพาะในเอเชีย เช่น เกาหลีใต้ เวียดนาม ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย สิงคโปร์ และ จีน

หลายประเทศเผชิญกับอัตราเงินเฟ้อที่สูงสุดในรอบ 7-10 ปีเช่นเดียวกับไทย จนทำให้มีการคาดการณ์กันว่าธนาคารกลางของประเทศต่างๆ โดยเฉพาะในเอเชียรวมทั้งประเทศไทยจะใช้นโยบายการเงินโดยการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายหรือตรึงให้อยู่ในระดับสูงเพื่อป้องกันปัญหาเงินเฟ้อในอนาคต

ล่าสุดเวียดนามซึ่งมีอัตราเงินเฟ้อในเดือนพฤษภาคมสูงถึง 25.2% ซึ่งเป็นอัตราเงินเฟ้อที่สูงสุดในรอบ 10 ปี เพราะเศรษฐกิจขยายตัวร้อนแรงเกินไปทำให้ราคาสินค้าพุ่งสูงขึ้น ประกอบกับราคาน้ำมันที่สูงขึ้นทำให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น ได้ตัดสินใจแก้ไขปัญหาเงินเฟ้อและปัญหาฟองสบู่ทางเศรษฐกิจด้วยการประกาศลดค่าเงินดองเวียดนามลง 2% และปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยอ้างอิงให้สูงขึ้นอีก 2% จากระดับ 12% เป็น 14%

สำหรับประเทศไทย ในสัปดาห์ที่ผ่านมา ผู้บริหาร ธปท.ได้เชิญภาคเอกชน 4 หน่วยงาน ซึ่งประกอบด้วย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สมาคมผู้นำเข้าและส่งออก และสมาคมไทยธุรกิจการเข้ามารับฟังความคิดเห็นและสร้างความเข้าใจถึงทิศทางเศรษฐกิจในอนาคต

ในการประชุมครั้งนี้ ธปท. มองว่าต่อไปทิศทางอัตราดอกเบี้ยอาจอยู่ในทิศทางขาขึ้น เพราะอัตราเงินเฟ้อเร่งตัวสูง สะท้อนให้เห็นว่าอัตราดอกเบี้ยขาขึ้นเกิดขึ้นในประเทศไทยในระยะเวลาไม่นานนัก

อย่างไรก็ตาม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ดูเหมือนมีความมั่นใจว่าอัตราเงินเฟ้อในปีนี้คงจะไม่ปรับตัวสูงขึ้นไปถึง 2 หลัก แม้ว่าราคาน้ำมันอาจปรับตัวสูงขึ้นมาถึง 150 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลอย่างที่มีผู้คาดการณ์ไว้

สำหรับแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยในประเทศต้องให้อิสระกับคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะเป็นผู้พิจารณา แต่ในความเห็นส่วนตัวมองว่าจากปัญหาอัตราเงินเฟ้อที่เร่งตัวขึ้นมากในขณะนี้ การใช้นโยบายการเงินเข้าไปแก้ปัญหาอาจได้ผลไม่มาก และเห็นว่าการขึ้นอัตราดอกเบี้ยไม่ใช่แนวทางที่จะแก้ปัญหาเงินเฟ้อที่ปรับตัวสูงขึ้นมา เพราะราคาน้ำมันเป็นปัจจัยหลัก ควรใช้นโยบายการคลังเข้าไปดูแลระบบเศรษฐกิจโดยใช้มาตรการด้านการเพิ่มรายได้ให้กับประชาชนจะเป็นการแก้ไขปัญหาได้ตรงประเด็นกว่า

เรื่องเงินเฟ้อเป็นเรื่องใหญ่ของเศรษฐกิจไทยและเศรษฐกิจโลกในขณะนี้ครับ เพราะการแก้ไขปัญหาเงินเฟ้อตามแนวปฏิบัติปกติคือการขึ้นอัตราดอกเบี้ย แน่นอนว่าทางหนึ่งจะดูแลเงินเฟ้อได้ แต่อีกทางหนึ่งก็จะทำให้เศรษฐกิจชะลอตัวลงเพราะต้นทุนการกู้ยืมเงินสูงขึ้น

ธนาคารกลางและรัฐบาลของหลายประเทศคงกระอักกระอ่วนใจไม่น้อยเพราะมองว่าการใช้อัตราดอกเบี้ยต่ำเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจยังมีความจำเป็นอยู่ในช่วงที่เศรษฐกิจมีสัญญาณชะลอตัวลงเพราะน้ำมันมีราคาแพง

ขณะเดียวกันการส่งสัญญาณขึ้นอัตราดอกเบี้ยที่ช้าเกินไปจนทำให้ปัญหาเงินเฟ้อควบคุมยากจนทำให้เกิดผลเสียต่อระบบเศรษฐกิจในที่สุด ก็ไม่ควรเกิดขึ้น

ดังนั้น การดำเนินนโยบายทางเศรษฐกิจเพื่อดูแลเงินเฟ้อและกระตุ้นเศรษฐกิจไปพร้อมๆ กันนั้นยากจริงๆ ครับ คงต้องเลือกเอาอย่างใดอย่างหนึ่ง

คุยกันต่อในครั้งหน้า แต่ในฉบับนี้คงต้องสรุปทิ้งท้ายไว้ว่า สำหรับประเทศไทยนั้น “หมดเวลาดอกเบี้ยขาลงแล้ว” ครับ

http://www.bangkokbizweek.com/images/biz_logo.gif

แจ้งลบกระทู้ หรือ ลบผู้ตอบกลับ ตอบกลับโดย : ป้าสุ(sukhumal) IP ADDRESS : 58.8.171.124 , ,


Posts : 255
Replies : 13015
« Reply #604 เมื่อ 16/06/2008 , 12:26:21 » Edit
Financial Edge : ความช่วยเหลือที่กำลังจะจบลง

พรเทพ ตังคเศรณี

ในขณะที่ราคาน้ำมันกำลังอยู่ในช่วงขาขึ้นเช่นในปัจจุบัน รัฐบาลในหลายประเทศ ต่างครุ่นคิดถึงวิธีการที่จะลดผลกระทบ ของประชาชนจากต้นทุนการบริโภค ที่สูงขึ้นอย่างมากตามราคาน้ำมัน เพราะต้นทุนพลังงานนับเป็นปัจจัยสำคัญต่อการปรับขึ้นลงของต้นทุนสินค้าและบริการ

ล่าสุดผลกระทบของราคาน้ำมันได้ผลักดันให้ตัวเลขเงินเฟ้อของประเทศไทยในเดือนพฤษภาคมปรับตัวขึ้นไปถึง 7.6% สูงที่สุดในรอบ 10 ปี นับตั้งแต่ช่วงวิกฤติเศรษฐกิจ และทำให้อัตราเงินเฟ้อในช่วง 5 เดือนแรกของปีนี้ขึ้นไปสูงถึง 5.8%

แนวทางหนึ่งที่รัฐบาลในประเทศต่างๆ เลือกใช้ก็คือ การให้เงินสนับสนุนเพื่อพยุงราคาน้ำมันในประเทศไม่ให้สูงขึ้นเร็วเกินไป หรือควบคุมให้อยู่ในระดับที่ประชาชนรับได้ จากข้อมูลของ Morgan Stanley พบว่าประมาณ 25% ของประเทศทั่วโลกมีระดับราคาขายน้ำมันในประเทศที่ต่ำกว่าราคาตลาดโลก ซึ่งหมายถึงประชากรถึงประมาณครึ่งหนึ่งของโลกที่ได้รับประโยชน์จากการสนับสนุนจากรัฐบาลเหล่านี้ โดยประเทศที่มีราคาน้ำมันในประเทศต่ำที่สุดคือ เวเนซุเอลา คือ ราคาเพียง 0.05 ดอลลาร์ต่อลิตร (1.60 บาทต่อลิตร) ในขณะที่ราคาน้ำมันในจีนอยู่ที่ระดับ 0.79 ดอลลาร์ต่อลิตร (25.28 บาทต่อลิตร) และในอเมริกามีราคาน้ำมันที่ประมาณ 2.35 ดอลลาร์ต่อลิตร (75.20 บาทต่อลิตร)

ในขณะที่ราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้นเรื่อยๆ (แม้ในสัปดาห์ที่ผ่านมาจะเริ่มปรับตัวลงมาบ้าง) และยืนในระดับที่มากกว่า 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ความแตกต่างของราคาน้ำมันในประเทศและราคาตลาดโลกก็ยิ่งห่างกันมากขึ้น นั่นก็หมายความว่าภาระการช่วยสนับสนุนของรัฐบาลต่างๆ ก็เพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ ด้วยเช่นกัน ด้วยข้อจำกัดของเงินทุนสำรอง และงบประมาณในแต่ละประเทศ ทำให้ราคาน้ำมันในประเทศของหลายประเทศต้องปรับตัวสูงขึ้นในท้ายที่สุด

โดยช่วงเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ประเทศอินโดนีเซียมีการประกาศปรับราคาน้ำมันที่ขายในประเทศถึง 30% ภายในวันเดียว ซึ่งการปรับราคาดังกล่าวนับเป็นครั้งแรกในรอบ 3 ปี แต่ราคาดังกล่าวก็ยังต่ำเพียง 0.65 ดอลลาร์ต่อลิตร (20.80 บาทต่อลิตร) และทำให้อัตราเงินเฟ้อในประเทศอินโดนีเซียเพิ่มขึ้นถึง 3% (จาก 9% เป็น 12%) ในขณะที่เมื่อสัปดาห์ที่แล้วประเทศไต้หวัน และศรีลังกาก็มีการประกาศปรับราคาน้ำมันในประเทศขึ้น 13% และ 24% ตามลำดับ

ส่วนประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซียเอง แม้จะเป็นประเทศที่มีการผลิตน้ำมันได้ในปริมาณที่มากประเทศหนึ่งในเอเชีย และเป็นประเทศที่มีอัตราเงินเฟ้อต่ำที่สุดใน 32 ประเทศเกิดใหม่ (Emerging Country) และเป็นประเทศที่มีการสนับสนุนโดยรัฐบาลในการพยุงราคาน้ำมันในประเทศมากที่สุดประเทศหนึ่งในโลก ก็กำลังจะประกาศปรับขึ้นราคาน้ำมันในประเทศด้วยเช่นกัน เนื่องจากสภาวะขาดดุลของประเทศ

ในทางทฤษฎีแล้วการปรับตัวเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมันจะผลักดันให้เกิดการลดลงของความต้องการบริโภคน้ำมัน หรือการลดลงของอุปทาน และทำให้เศรษฐกิจมีการชะลอตัวลง แต่หากมีการสนับสนุนด้านราคาของรัฐบาลแต่ละประเทศ เศรษฐกิจและความต้องการบริโภคน้ำมันของประเทศนั้นๆ ก็จะขยายตัวต่อไป และทำให้ราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้นไปอีก โดยจากข้อมูลของหลายแหล่ง ความต้องการบริโภคน้ำมันของประเทศเกิดใหม่มีสัดส่วนมากขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากประเทศพัฒนาแล้วส่วนใหญ่เริ่มได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมัน แต่ประเทศกำลังพัฒนาเหล่านี้กลับไม่ค่อยได้รับผลกระทบมากนัก

ตัวอย่างผลกระทบที่เกิดขึ้น เช่น ในประเทศอินเดีย โดยบริษัทน้ำมันขนาดใหญ่ของอินเดียที่ถือหุ้นใหญ่โดยรัฐบาล เริ่มแสดงผลการดำเนินงานที่ขาดทุน เนื่องจากได้รับนโยบายจากรัฐบาลให้แบกรับต้นทุนน้ำมันที่เพิ่มขึ้น จากการตรึงราคาขายน้ำมันภายในประเทศที่ระดับต่ำกว่าต้นทุน อย่างไรก็ตามประชาชนในอินเดียก็ยังต้องจ่ายค่าน้ำมันแพงกว่าในอเมริกา เนื่องจากภาษีน้ำมันที่สูงกว่า โดย Morgan Stanley คาดการณ์ว่าในปี 2008 รัฐบาลอินเดียต้องใช้งบประมาณถึงประมาณ 2-3% ของ GDP ในการพยุงราคาน้ำมันในประเทศ

ส่วนประชาชนในประเทศจีนแผ่นดินใหญ่ก็ยังคงจ่ายค่าน้ำมันต่ำกว่าประเทศอเมริกาถึง 33% และทำให้บริษัทโรงกลั่นน้ำมันที่เป็นรัฐวิสาหกิจประสบกับสภาวะขาดทุน ทั้งนี้จากข้อมูลของ Dragonomics บริษัทที่ปรึกษาในประเทศจีน พบว่าราคาน้ำมันดีเซลในประเทศจีนต่ำกว่าอเมริกาถึง 40% ทำให้สถานีน้ำมันหลายแห่งลดปริมาณการขายน้ำมันลงเพื่อลดผลขาดทุน ทั้งนี้ในปัจจุบันสัดส่วนของงบประมาณที่นำมาช่วยพยุงราคาน้ำมันในประเทศคิดเป็นสัดส่วนเพียง 1% ของ GDP ทำให้รัฐบาลจีนมีกำลังเหลือเพียงพอที่จะตรึงราคาขายน้ำมันในประเทศให้ต่ำอยู่ต่อไปอีกระยะ เพื่อมิให้ราคาน้ำมันส่งผลต่ออัตราเงินเฟ้อในประเทศที่พุ่งขึ้นสูงเป็นเลขสองหลัก

ดูเหมือนว่าเหล่ารัฐบาลของประเทศเกิดใหม่รวมทั้งประเทศไทย กำลังกลัวว่าราคาน้ำมันจะส่งผลกระทบต่อประชาชนในระดับล่าง และทำให้เกิดปัญหาสังคมตามมา แต่สิ่งที่รัฐบาลกำลังทำกลับกำลังจะส่งผลกระทบที่ร้ายแรงกว่าในอนาคต และผู้ที่ได้รับผลประโยชน์ที่แท้จริงกลับเป็นกลุ่มผู้มีอันจะกินที่ขับรถคันหรู และมีเงินเหลือเพราะการสนับสนุนของรัฐบาล

จากข้อมูลของกองทุนการเงินระหว่างประเทศหรือ IMF พบว่ากลุ่มคนรวยในประเทศเกิดใหม่ได้รับการสนับสนุนด้านราคาน้ำมันจากรัฐบาลถึง 42% ของค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับน้ำมัน ในขณะที่กลุ่มคนจนกลับได้รับการสนับสนุนที่แท้จริงเพียง 10% ของค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับน้ำมัน ซึ่งงบประมาณดังกล่าวน่าจะนำไปสนับสนุนกิจการอื่นๆ ของประเทศที่สำคัญกว่า เช่น ด้านสุขภาพ และการศึกษา มากกว่าการช่วยเหลือที่ทำให้ประชาชนเกิดความรู้สึกเคยชินกับการช่วยเหลือแบบนี้ และไม่ตระหนักถึงปัญหาที่แท้จริงที่กำลังจะเกิดขึ้นตามมา

----------------

เนื่องจากบทความ "ความช่วยเหลือที่กำลังจะจบลง" ตีพิมพ์วันที่ 6-12 มิถุนายน 2551 ในคอลัมน์ Global Vision เป็นบทความเขียนโดย "พรเทพ ตังคเศรณี" ประจำคอลัมน์ FINANCIAL EDGE กองบก. จึงขออภัยมา ณ ที่นี้


http://www.bangkokbizweek.com/images/biz_logo.gif

แจ้งลบกระทู้ หรือ ลบผู้ตอบกลับ ตอบกลับโดย : ป้าสุ(sukhumal) IP ADDRESS : 58.8.169.26 , ,


Posts : 262
Replies : 13490
« Reply #605 เมื่อ 21/06/2008 , 13:37:05 » Edit

http://www.bangkokbiznews.com/2008/06/19/thumb/268303__thumb3bkk.jpg


19 มิถุนายน พ.ศ. 2551 00:00:00

ทางสู้ 'เกียรตินาคิน' ในดง 'แบงก์ข้ามชาติ'

ธวัชไชย สุทธิกิจพิศาล:กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารเกียรตินาคิน ผ่าศูนย์กลางความคิด เกียรตินาคิน 'ธนาคารไซส์ S' ของตระกูลวัธนเวคิน บนวิถีเอาตัวรอดในกระแสธารการแข่งขันของ 'ทุนข้ามชาติ' ที่วันนี้ ต้องเร่งภารกิจสำคัญ เลื่อนชั้นสู้..สู่ 'ธนาคารไซส์ M'

กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ : “หลังจากนี้ไป ธนาคารเกียรตินาคิน จะต้องเป็นธนาคารพาณิชย์สมบูรณ์แบบที่ให้บริการด้านการเงินครบวงจร และมีความชำนาญเฉพาะด้าน” ธวัชไชย สุทธิกิจพิศาล กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารเกียรตินาคิน กล่าวกับกรุงเทพธุรกิจ BizWeek

ในทัศนะของนักการเงินมืออาชีพ ผู้นี้ ธนาคารพาณิชย์ขนาดเล็ก (เช่น ทิสโก้, ธนชาต และ สินเอเซีย) ต่างมีพื้นฐานมาจากบริษัทเงินทุน ที่มีพอร์ตสินเชื่อส่วนใหญ่เป็นธุรกิจเช่าซื้อ แต่ด้วยกฎเกณฑ์จากธนาคารแห่งประเทศไทยและการเปิดเสรีการเงินเต็มรูปแบบในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า บังคับให้เกียรตินาคินต้องยกระดับตัวเองขึ้นไปอีกระดับหนึ่ง

"ถ้าจะเป็นธนาคารพาณิชย์สมบูรณ์แบบ เราต้องมีธุรกิจที่หลากหลายนอกเหนือไปจากการปล่อยสินเชื่อเพียงอย่างเดียว แต่จะไปถึงจุดนั้นเราจึงต้องหันมาเน้นแผนการขยายฐานลูกค้า (ก่อน) ด้วยการเพิ่มสินทรัพย์ในส่วนที่เป็นเงินฝาก และกระจายพอร์ตสินเชื่อประเภทอื่นให้มากขึ้น"

กรรมการผู้จัดการใหญ่ วัย 48 ปี อธิบายว่า การเพิ่มฐานเงินฝากของธนาคาร ขั้นแรกจะต้องเพิ่มจำนวนสาขาอีก 10 แห่ง ในปีนี้ รวมแล้วสิ้นปีนี้ จะมีจำนวนทั้งสิ้น 37 สาขา โดยไตรมาสแรกเปิดไปแล้ว 2 สาขา เพื่อกระจายฐานเงินฝากลงในสาขาต่างจังหวัดมากขึ้น จากเดิมที่กระจุกตัวอยู่ในส่วนกลางเพียงอย่างเดียว

จากปัญหา พ.ร.บ. ประกันเงินฝากที่ให้ความคุ้มครองเงินฝากเพียงแค่บัญชีละ 1 ล้านบาท จะทำให้ธนาคารขนาดเล็กเสียเปรียบ

“งานวิจัยของเราบอกว่าลูกค้ามีความเข้าใจ พ.ร.บ. ประกันเงินฝากมากขึ้น โดยพิจารณาความมั่นคงจากตัวเลขผลประกอบการของธนาคารมากกว่าขนาดเพียงอย่างเดียว ได้ยินแบบนี้ก็สบายใจได้ว่าจะไม่มีการแห่ถอนเงินแน่นอน แถมอาจจะเป็นการดีด้วยซ้ำ เพราะลูกค้าจะกระจายเงินฝากจากแบงก์ใหญ่มาที่แบงก์ขนาดเล็กมากขึ้น”

สำหรับโครงสร้างเงินฝากของธนาคารเกียรตินาคิน 80% เป็นลูกค้าที่มีเงินฝากต่ำกว่า 30 ล้านบาท โดยตัวเลขเฉลี่ยอยู่ที่ 2-5 ล้านบาทต่อบัญชี โดยแผนงานระยะยาว 5 ปี หลังจากนี้ เกียรตินาคินจะหันมาเน้นลูกค้าที่มีเงินฝากตั้งแต่ 1 แสนบาทขึ้นไป และเน้นฐานลูกค้าที่เป็นรายย่อยและมีเงินฝากระยะสั้น 3-12 เดือน มากขึ้น แต่จะไม่ลงไปจับกลุ่มลูกค้าหลักพันถึงหมื่นบาท เนื่องจากจะแข่งกับธนาคารขนาดใหญ่ลำบาก

“สิ้นปีนี้ จำนวนบัญชีเงินฝากของเราจะต้องเพิ่มจาก 8,000 บัญชี เป็น 15,000 บัญชี หรือโตเกือบสองเท่า และสินทรัพย์ส่วนที่เป็นเงินฝากและเงินกู้ยืมเพิ่มขึ้น 20% ในจำนวนนี้ 15% ของเงินฝากใหม่จะต้องมาจากสาขาธนาคารในต่างจังหวัด” นี่คือ เป้าหมาย

ธวัชไชย บอกเหตุผลว่า การที่ธนาคารหันมาเน้นฐานลูกค้ารายย่อยและเงินฝากระยะสั้น จะช่วยลดต้นทุนการเงินลงมาได้ อีกทั้งยังเป็นการป้องกันความเสี่ยงถ้าลูกค้ารายใหญ่ถอนเงินออกไปในครั้งเดียว

ด้านแผนการขยายพอร์ตสินเชื่อ กลยุทธ์ของธนาคารยังจะมุ่งเน้นไปที่ "ธุรกิจเช่าซื้อ" เป็นหลัก โดยเน้นเจาะลูกค้าในต่างจังหวัดซึ่งคิดเป็น 79% ของจำนวนลูกค้าทั้งหมดที่มีอยู่ 187,000 ราย เนื่องจากปรากฏการณ์สินค้าเกษตรปรับตัวสูงขึ้นเมื่อช่วงต้นปี ส่งผลดีต่อรายได้ของลูกค้าธนาคารที่ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพในต่างจังหวัด คาดว่าจะปล่อยสินเชื่อใหม่ได้ 35,000 ล้านบาท คิดเป็นการเติบโต 35% และรักษาอัตรา Non-Performing Loans (gross) ไว้ที่ 2%

“สินเชื่อเช่าซื้อในปีนี้ อาจจะเติบโตเกินความคาดหมาย ส่วนจะปรับเป้าหรือไม่ขอรอดูผลประกอบการไตรมาสที่ 2 ก่อน แค่ไตรมาสแรกพอร์ตสินเชื่อเช่าซื้อของเราเติบโตถึง 51% สินเชื่ออสังหาริมทรัพย์ 13% และสินเชื่อเอสเอ็มอี 7%”

ส่วนสินเชื่อประเภทอื่น ในปีนี้ ธนาคารเกียรตินาคิน จะเพิ่มสินเชื่อเอสเอ็มอี จาก 3,400 ล้านบาท เป็น 3,900 ล้านบาท โดยเน้นปล่อยเงินกู้ให้กับดีลเลอร์รถยนต์ที่เป็นลูกค้าธนาคาร และขยายพอร์ตสินเชื่อบุคคลจาก 1,200 ล้านบาท เป็น 1,400 ล้านบาท โดยทำการตลาดต่อเนื่องให้กับลูกค้าเช่าซื้อ ส่วนสินเชื่อที่อยู่อาศัยในปีนี้ จะปล่อยกู้ให้กับโครงการอสังหาริมทรัพย์ประมาณ 60-70 โครงการ

“ปีนี้ คาดว่าสินเชื่อรวมจะขยายตัวได้ 30% ตามเป้าเดิม ถ้าดูผลประกอบการย้อนหลัง 3 ปีของเรา จะพบว่าสินเชื่อขยายตัวเร็วกว่าสินทรัพย์เสียอีก”

ธวัชไชย ยังกล่าวอีกว่า ธนาคารจะหันมาให้ความสำคัญกับรายได้จากค่าธรรมเนียมมากขึ้น เช่นเดียวกับธนาคารขนาดกลางและขนาดใหญ่ สิ้นไตรมาสแรกธนาคารมีสัดส่วนรายได้จากค่าธรรมเนียมเพียงแค่ 8% ของรายได้รวมเท่านั้น ซึ่งต่ำกว่ามาตรฐานทั่วไป โดยปีนี้ ธนาคารมีเป้าหมายทำรายได้จากค่าธรรมเนียม 1% ของสินเชื่อรวม

โดยแผนงานที่เริ่มต้นไปแล้วเมื่อไตรมาสแรก คือ การร่วมมือกับ บริษัท อเมริกาอินเตอร์เนชั่นแนลแอสชัวรันส์ หรือ เอไอเอ จัดโปรโมชั่นเงินฝากประจำหนึ่งปีพร้อมประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ และเป็นไปได้ว่าในอนาคตจะเริ่มขยายธุรกิจขายประกันชีวิตผ่านสาขาธนาคารหรือ Bank Assurance

ด้านธุรกิจหลักทรัพย์ของ บล.เกียรตินาคิน ซึ่งเป็นบริษัทลูก ในปีนี้ จะเริ่มธุรกิจตัวแทนจำหน่ายกองทุนรวม (Fund Mart) และที่ปรึกษาการลงทุน เพื่อเพิ่มรายได้จากค่าธรรมเนียมจากธุรกิจนี้ให้มากขึ้น

นอกจากนี้ ยังมีโอกาสที่จะสร้างรายได้จากการจำหน่าย “ทรัพย์สินรอการขาย” หรือ NPA เนื่องจากราคาประเมินในปัจจุบันมีอยู่ 13.4 พันล้านบาท สูงกว่าราคาตามบัญชีที่บันทึกไว้ 9.2 พันล้านบาท โดยสินทรัพย์ส่วนใหญ่เป็นที่ดินในกรุงเทพฯ ซึ่งปีที่ผ่านมา ธนาคารสามารถทำกำไรจากการปล่อยขาย NPA 482 ล้านบาท และกำไรจากการปรับมูลค่า 141 ล้านบาท โดยในไตรมาสแรกทำกำไรได้ 29 ล้านบาท

สำหรับผลประกอบการไตรมาสแรกของปีนี้ ธนาคารมีกำไรสุทธิ 453 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 50% จากงวดเดียวกันของปีก่อน ด้านสถานะการเงินล่าสุด ธนาคารเกียรตินาคิน มีเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง (BIS) ที่ 15.36% มี NPLs Gross ที่ 10.34% และ NPLs Net หลังหักสำรองที่ 7.62%

(ณ 31 มี.ค. 2551 Non-Performing Loans (gross) 7,682.96 ล้านบาท หรือ 10.27% ของเงินให้สินเชื่อรวมก่อนหักเงินสำรองค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ ขณะที่ Non-Performing Loans (net) 5,493.67 ล้านบาท หรือ 7.57% ของเงินให้สินเชื่อรวมหลังหักเงินสำรองค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญของเงินให้สินเชื่อด้อยคุณภาพ)

ผู้บริหารรายนี้ ย้ำถึงเป้าหมายสำคัญของธนาคารที่จะต้องเพิ่ม Asset แตะระดับ “แสนล้าน” ใกล้จะเป็นความจริงขึ้นมาแล้ว

“เป้าสินทรัพย์แสนล้านบาทของเราน่าจะเป็นจริงได้ในปีนี้ แน่นอน แต่จะเกิดขึ้นในไตรมาสไหนต้องดูกันอีกที”

ด้านความกังวลว่า ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย (NIM) ของธนาคารอาจปรับลดลงเป็นเพราะการแข่งขันที่รุนแรงในธุรกิจเช่าซื้อ ธวัชไชย บอกว่าไม่กังวลเท่าใดนัก ตอนนี้เกียรตินาคินมีส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิ (Spread Net) 4.4% ซึ่งถือว่าค่อนข้างสูงแล้ว

อย่างไรก็ตาม ธนาคารเกียรตินาคิน ยังมีความเสี่ยงจากการเกิด NPL ของลูกค้าซึ่งจะส่งผลต่อการรับรู้รายได้ เนื่องจาก มีสัดส่วนการตั้งสำรองต่อสินเชื่อที่ไม่เกิดรายได้สุทธิ (LLRs/Gross NPL) เพียง 39% ในขณะที่ค่าเฉลี่ยอุตสาหกรรมอยู่ที่ 64% จึงมีโอกาสที่ธนาคารจะต้องตั้งสำรองมากขึ้นถ้าเกิดหนี้เสีย

ธวัชไชย กล่าวในประเด็นนี้ว่า ธนาคารตั้งเป้าที่จะลด NPLs Gross เมื่อถึงสิ้นปีนี้ให้อยู่ที่ตัวเลข 8% และ NPLs Net ต่ำกว่า 8% โดยเวลานี้ลูกค้าอสังหาริมทรัพย์บางส่วนที่มีแนวโน้มเกิด NPL เริ่มกลับมาชำระหนี้ได้อีกครั้ง คาดว่าจะทำให้อัตรา LLRs/Gross NPL เพิ่มขึ้นเป็น 50%

ในแง่ผลตอบแทนนักลงทุน ธวัชไชย ชี้ให้เห็นว่า ตอนนี้หุ้น KK เทรดที่ พี/อี เรโช 6.45 เท่า ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยอุตสาหกรรมธนาคารพาณิชย์ ที่ส่วนใหญ่อยู่ที่ระดับ 10 เท่าขึ้นไป นอกจากนี้ยังมี P/BV หรือ ราคาหุ้นต่อมูลค่าทางบัญชีเพียง 0.8 เท่า เทียบกับแบงก์ขนาดเท่ากันแล้วถือว่ายังต่ำอยู่ โอกาสที่ราคาหุ้นจะมีอัพไซด์เกนและสร้างผลตอบแทนชนะอัตราเงินเฟ้อให้กับนักลงทุนจึงมีสูงมาก

“สิ้นปีนี้ หุ้น KK จะมี ROE เพิ่มจาก 10% ขึ้นมาที่ 15% น่าจะเป็นไปได้” กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารเกียรตินาคิน กล่าวให้ความเชื่อมั่นนักลงทุน
แจ้งลบกระทู้ หรือ ลบผู้ตอบกลับ ตอบกลับโดย : ป้าสุ(sukhumal) IP ADDRESS : 58.8.169.26 , ,


Posts : 262
Replies : 13495


« Reply #606 เมื่อ 22/06/2008 , 00:08:43 » Edit

'ริช เอเชีย สตีล' เขี้ยว เสือ ไฟ โดมิโน 'เกมผลประโยชน์' บนกระดานหุ้น

การเล่นไสยศาสตร์ (ปั้น) ราคาหุ้น ที่สุดแล้วผู้เล่นก็หลีกหนีไม่พ้น 'ของเข้าตัว' ปราสาททรายพังทลายในชั่วพริบตา ยิ่ง 'ปรารถนา' ก็ยิ่ง 'ปราศจาก' ยิ่งสร้าง 'ปริศนา' ก็ยิ่งพบ 'อุปสรรค' ยิ่งวิ่งเข้าหา 'ตัวตน' ความร่ำรวย (ทางลัด) ก็ยิ่งพบ แต่ 'ความว่าง' ที่ไร้ตัวตน

...........................................
อะไรเป็นจุดดึงดูดให้ "อดีตนักการเมือง" (คนดัง) สนใจหุ้น RICH เขาคงมองเห็น “จุดพลิกผัน” ครั้งยิ่งใหญ่ที่กำลังจะเกิดขึ้นในปี 2551
.............................................


ข่าวหุ้นในกลุ่มก๊วนคงดัง ถูก "ฟอร์ซเซล" เมื่อ 2 สัปดาห์ก่อน กลายเป็น "โดมิโน" ทำให้หุ้นเก็งกำไรอย่างน้อย 3 ตัว ถูก "ถล่มขาย" ออกมาอย่างหนัก ได้แก่ บมจ.ไทยยูนีคคอยล์เซ็นเตอร์ (TUCC) ของ ยงยุทธ งามไกวัล บมจ.เบตเตอร์ เวิลด์ กรีน (BWG) ของ สุวัฒน์ เหลืองวิริยะ และบมจ.ริช เอเชีย สตีล (RICH) ของ อังคกาญจน์ ตันติวิรุฬห์

โดยเฉพาะโครงสร้างผู้ถือหุ้น RICH และ TUCC มีเส้นใยเชื่อมโยงผลประโยชน์กันอย่างลึกซึ้ง นับความทับซ้อนของผู้ถือหุ้นใหญ่ (ถือหุ้นตั้งแต่ 0.5% ขึ้นไป) ของทั้ง 2 บริษัทนี้ ได้ถึง 13 ราย โดยมี ราณี เอื้อทวีกุล และ ยงยุทธ งามไกวัล เล่นหุ้นถึง 3 บริษัทรวด (RICH BWG และ TUCC)

ส่วน บมจ.ริช เอเชีย สตีล ก็เข้าไปถือหุ้น TUCC ของ ยงยุทธ งามไกวัล ขณะที่ บมจ.อีสเทิร์นไวร์ ของอดีตรัฐมนตรีช่วยคนดัง ก็เข้าไปถือหุ้น RICH มันช่างอีนุงตุงนัง น่าปวดหัวมั้ยล่ะ!

แม้แต่ ทวีศักดิ์ วัชรรัคคาวงศ์ ประธานกรรมการ และผู้ร่วมก่อตั้ง บมจ.ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ ก็ร่วมวงไพบูลย์ RICH และ TUCC ด้วยทั้ง 2 บริษัท ซึ่งทวีศักดิ์ก็เป็นแฟนพันธุ์แท้ "หุ้นร้อน" มาตั้งแต่ยุคหุ้น ปิคนิค โด่งดัง

ด้าน ราณี เอื้อทวีกุล เป็นภรรยา ดร.มานิต เอื้อทวีกุล เจ้าของเครือซิตี้เซ็นเตอร์กรุ๊ป (ศูนย์สรรพสินค้าเสื้อผ้าย่านประตูน้ำ) และเป็นเจ้าของ โรงแรมมณีนาราคร จ.เชียงใหม่ ซึ่งก็เป็นแฟนพันธุ์แท้ "หุ้นร้อน" มาตั้งแต่ยุคหุ้น ปิคนิค เหมือนกัน

แต่สำหรับ ยงยุทธ งามไกวัล ผู้ก่อตั้ง บมจ.ไทยยูนีคคอยล์เซ็นเตอร์ เขาสะสมทุน "ก้อนโต" มาจาก หุ้น TUCC เพราะระหว่างวันที่ 15 มีนาคม 2550 ถึง 12 มิถุนายน 2551 ยงยุทธ ขายหุ้น TUCC ออกมาทั้งหมด 60.32 ล้านหุ้น ราคาเฉลี่ย 8.29 บาท ได้เงินไปทั้งสิ้น 500.16 ล้านบาท และโอนหุ้น TUCC ออกจากพอร์ตรวม 26.75 ล้านหุ้น

ขณะเดียวกัน ระหว่างวันที่ 8-12 พฤษภาคม 2551 ยงยุทธ ซื้อหุ้น TUCC เข้าพอร์ต 19.43 ล้านหุ้น ที่ราคาเฉลี่ย 11.75 บาทต่อหุ้น เป็นเงิน 228.32 ล้านบาท แม้หักลบในแง่ "ฐานะเงินสด" แล้ว ยงยุทธ จะ "รับ" มากกว่า "จ่าย" แต่ในแง่ "กำไร-ขาดทุน" ฟันธงได้เลยว่า รอบนี้ต้อง "เข้าเนื้อ"

ทางด้านฝั่ง ผู้บริหาร และถือหุ้นใหญ่ RICH อังคกาญจน์ ตันติวิรุฬห์ ประธานกรรมการบริหาร สมเกียรติ วงศาโรจน์ กรรมการผู้จัดการ และ พิมสิริ กีรติเธียรสิริ กรรมการบริษัท บุคคลทั้ง 3 "ขายหุ้นขาเดียว" และขายได้ราคาดีซะด้วย จึงพร้อมจะมา "ช้อนราคาต่ำ" (กลับคืน) ได้ทุกเมื่อ

"พิมสิริ" น้าสาวของ อังคกาญจน์ ระหว่างวันที่ 2 เมษายน 2550 ถึง 24 เมษายน 2551 ขายหุ้น RICH ออก 50 ล้านหุ้น ที่ราคาเฉลี่ย 7.66 บาท (พาร์ 1 บาท) ได้เงินรวม 382.95 ล้านบาท "สมเกียรติ" ขาย 2 ล้านหุ้น ราคา 9.70 บาท (พาร์ 1 บาท) รับไป 19.40 ล้านบาท ส่วน "อังคกาญจน์" ระหว่างวันที่ 16 พฤษภาคม 2550 ถึง 7 พฤษภาคม 2551 ขายออกมา 7 ล้านหุ้น ที่ราคาเฉลี่ย 7.82 บาท (พาร์ 1 บาท) ได้รับ 54.75 ล้านบาท

เท่ากับว่า 3 ผู้บริหาร RICH (พิมสิริ-สมเกียรติ-อังคกาญจน์) ขายหุ้นได้รับเงินรวม 457.10 ล้านบาท เรียกว่าฝั่งนี้ "รวยขาเดียว" (ต่างจากฝั่ง TUCC)

สิ่งที่น่าสนใจ ก็คือ หุ้น RICH และ TUCC มี บล.ซีมิโก้ เป็นที่ปรึกษาทางการเงินเหมือนกัน และมีโครงสร้างผู้ถือหุ้นทับซ้อนกันอย่างมีนัยสำคัญ และก่อนที่ราคาหุ้นทั้ง 2 บริษัทจะ "วิ่งแรลลี่" สังเกตว่ามีหุ้นใหญ่มีการ "โอนหุ้น" หรือ ขายหุ้น "ราคาถูก" ก้อนใหญ่ออกไปก่อนราคาจะวิ่ง

หากย้อนกลับไปดูประวัติรายชื่อผู้ถือหุ้น RICH ตั้งแต่ต้นปี 2550 จะพบว่า มี “เซียนหุ้น” และ “นอมินี” ของขาใหญ่ ระดับ "เขี้ยว-เสือ-ไฟ" แวะเวียนมาช่วยกระตุ้นราคาหุ้นไม่ซ้ำหน้า โดยเฉพาะกลุ่มลีนะบรรจง กลุ่มลีสวัสดิ์ตระกูล กลุ่มโกลเบล็ก โกมล จึงรุ่งเรืองกิจ และที่กำลังเป็นข่าวดัง ก็คือ กลุ่มอดีตนักการเมืองที่ใช้กลยุทธ์ “ดาวกระจาย” ส่งนอมินีเข้ามาถือหุ้นจำนวนมาก โดยอาศัย "สตอรี่" การเติบโตของ RICH เป็นปัจจัยสนับสนุนราคาหุ้น

ถามเรื่องนี้กับ อังคกาญจน์ ตันติวิรุฬห์ ประธานกรรมการบริหาร บมจ.ริช เอเชีย สตีล ให้คำตอบว่า ถึงหุ้น RICH จะมีผู้ถือหุ้นหลายรายเป็นคนของ "เสี่ย" (นักการเมืองคนดัง) แต่ไม่กลัวที่จะถูก “ฮุบกิจการ” แม้ที่ผ่านมา (กลุ่ม) ตนเองจะขายหุ้นออกไปบ้างเพื่อทำกำไร แต่วันนี้กลุ่มตันติวิรุฬห์มีแนวคิดจะเข้าไปเก็บหุ้น RICH หากราคาลงมาอีกจนต่ำกว่าปัจจัยพื้นฐาน (มูลค่าหุ้นทางบัญชี 0.17 บาท) เพื่อไม่ให้ “ผู้ไม่หวังดี” มีสัดส่วนการถือหุ้นเหนือกว่า

"ผู้ถือหุ้นรายย่อย (RICH) ไม่ต้องห่วงว่าเราจะยกบริษัทนี้ไปให้คนอื่น เพราะนี่คือ “สมบัติ” ที่เราสร้างมากับมือ"

เธอกล่าวว่า ไม่รู้เหตุผลที่แท้จริงว่า เหตุใด "เสี่ย" (คนนั้น) ถึงถูก “ฟอร์ซเซล” หุ้น RICH จนราคาหุ้นร่วงลงอย่างหนัก (จาก 0.94 บาท เหลือ 0.21 บาท) และไม่รู้ว่าใครบ้างเป็นคนของ “เสี่ย” รายนี้ เพราะบริษัทมีผู้ถือหุ้นรายย่อยมากถึง 2,379 ราย ฉะนั้นคงไม่สามารถตรวจสอบได้หมด ประกอบกับที่ผ่านมาทีมผู้บริหารมุ่งมั่นสร้างความแข็งแกร่งให้กับบริษัทเพียงเดียว เพื่อตอบแทนผู้ถือหุ้นอย่างคุ้มค่า

แต่ยอมรับว่า หลังจากหุ้น RICH มีข่าวถูกฟอร์ซเซล ผู้บริหารก็รู้สึกไม่สบายใจ และได้สอบถามได้ยังตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งได้คำตอบว่า เรื่องหุ้นไม่เกี่ยวกับการบริหารงาน ฉะนั้นเดินหน้าทำงานต่อไป ซึ่งเมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2551 ที่ผ่านมา ได้ปิดสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้น ปรากฏว่ากลุ่มตันติวิรุฬห์ยังคงเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่เหมือนเดิม ขณะที่กลุ่มโกมล จึงรุ่งเรืองกิจ มีสัดส่วนลดลงจาก 9% เหลือประมาณ 7% ซึ่งไม่รู้จักกลุ่มดังกล่าวเป็นการส่วนตัว

ส่วนการทับซ้อนของโครงสร้างผู้ถือหุ้น RICH และ TUCC เธอบอกว่า ไม่รู้สึกกังวลเพราะเห็นว่าเป็นเพียงการลงทุนธรรมดาเท่านั้น แต่หากจะมีอะไรล้ำลึกกว่านั้น ในฐานะผู้ถือหุ้นใหญ่คงไม่นิ่งนอนใจแน่นอน

"อยากให้ผู้ถือหุ้นรายย่อยมั่นใจในการบริหารของเรา เพราะเราคือ ตัวจริง เสียงจริง"

อังคกาญจน์ ตอบคำถามว่า อะไรเป็นจุดดึงดูดให้ "อดีตนักการเมือง" คนดังสนใจหุ้น RICH เขาคงมองเห็น “จุดพลิกผัน” ครั้งยิ่งใหญ่ที่กำลังจะเกิดขึ้นในปี 2551 โดยคาดว่า “กำไรสุทธิ” ของบริษัทจะสูงที่สุด เพราะในช่วงไตรมาส 1/2551 สามารถทำกำไรสุทธิสูงถึง 64.22 ล้านบาท

เธอเปิดเผยถึงแนวโน้มผลการดำเนินงานในปีนี้ว่า ยังมีทิศทางที่ดีหลังจากที่ราคาเหล็กในตลาดโลกและราคาเหล็กในประเทศยังปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และยังไม่เห็นสัญญาณที่จะลดต่ำลง ประกอบกับหลังจากโรงงานแห่งใหม่สามารถผลิตเชิงพาณิชย์ได้แล้ว ทำให้มีกำลังการผลิตเพิ่มขึ้นอีก 90,000 ตันต่อปี รวมเป็น 215,000 ตันต่อปี สามารถรองรับความต้องการของลูกค้าได้อย่างคล่องตัว

นอกจากนี้ ศูนย์กระจายสินค้าของบริษัททั้ง 4 แห่ง โดยอยู่ใน จ.สมุทรปราการ 1 แห่ง จ. สมุทรสาคร 2 แห่ง และ จ.พระนครศรีอยุธยา 1 แห่ง ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพจึงทำให้ฐานลูกค้าของบริษัทขยายกว้างขึ้น ดังนั้นจึงถือเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยผลักดันให้ผลประกอบการเติบโตแบบก้าวกระโดดได้เมื่อเปรียบเทียบกับปีที่ผ่านมา

"เชื่อว่าราคาเหล็กยังมีทิศทางเป็นขาขึ้น เนื่องจากปริมาณความต้องการใช้เหล็กในตลาดโลกยังคงอยู่ในระดับสูง เพราะประเทศจีนยังจะต้องใช้เหล็กในการบูรณะซ่อมแซมประเทศ จากเหตุการณ์แผ่นดินไหว ดังนั้นคงจะลดการส่งออกลงอีก อย่างราคาเหล็กม้วนรีดร้อนเวลานี้ปีที่แล้วอยู่ที่ 480 ดอลลาร์/ตัน แต่ปีนี้ขึ้นไปอยู่ที่ 1,050 ดอลลาร์/ตัน คาดว่าปี 2552 จะไปถึง 1,200 ดอลลาร์/ตัน ขณะที่อินเดียก็ถูกห้ามส่งออก ก็ยิ่งทำให้เหล็กเข้าสู่ตลาดโลกน้อยลง จึงมีผลต่อราคาแน่นอน"

ซีอีโอ ริช เอเชีย สตีล มั่นใจว่าในช่วงที่เหลือของปี 2551 นับตั้งแต่ไตรมาสที่ 2/2551 เป็นต้นไป จะทำผลงานได้ดีไม่แพ้ไตรมาสแรก ทั้งปีน่าจะมีรายได้ 10,000 ล้านบาท ตามเป้าหมายที่ตั้งเอาไว้ จากปีก่อนที่ทำได้ 4,636 ล้านบาท

สำหรับธุรกิจใหม่ที่จะมีส่วนสำคัญทำให้รายได้เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ 10,000 ล้านบาท คือ โครงการจัดหาเศษเหล็กให้แก่ผู้ผลิตเหล็กรายใหญ่ในประเทศ โดยได้รับการสนับสนุนวงเงินสินเชื่อจากธนาคารต่างประเทศหลายแห่งในวงเงิน 50 ล้านดอลลาร์

เธอเล่าให้ฟังต่อว่า ปี 2552 บริษัทจะเดินเข้าสู่ “ปีทอง” อย่างเต็มตัว โดยคาดว่าจะมีรายได้รวมประมาณ 13,000 ล้านบาท เนื่องจากจะบันทึกรายได้จากกำลังการผลิตที่เพิ่มขึ้นเต็มจำนวนประมาณ 3,000 ล้านบาท ขณะที่ราคาเหล็กมีแนวโน้มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ในขณะเดียวกันในช่วงที่ประเทศไทยได้เดินหน้าทำ FTA กับหลายประเทศในภูมิภาคอาเซียน ทำให้บริษัทมองเห็นโอกาสในการขยายธุรกิจออกสู่ตลาดต่างประเทศ จึงได้ปรับแผนธุรกิจหันมาเป็นศูนย์กลางการค้าเหล็กของอาเซียน (Hub) เพิ่มน้ำหนักทางด้านซื้อมาขายไปมากขึ้น ควบคู่กับการผลิตเพื่อส่งออกสู่ตลาดต่างประเทศ

ทั้งนี้ เธอบอกว่า ได้เตรียมความพร้อมเรื่องเงินลงทุนไว้หมดแล้ว ส่วนใหญ่จะได้มาจากการแปลงสภาพวอร์แรนท์ 5,000 ล้านหน่วย อายุ 3 ปี ราคาใช้สิทธิ 0.40 บาทต่อหุ้น คาดว่าจะได้รับเงินทั้งหมด 2,000 ล้านบาท

"ตอนนี้ฐานะการเงินของเราเริ่มดีขึ้น แม้ว่าจะกู้เงินเพิ่ม (50 ล้านดอลลาร์) จะทำให้บริษัทมีอัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E เรโช) สูงขึ้นจากไตรมาสแรกที่ 0.84 เท่า เป็น 1.25 เท่าก็ตาม..แต่เชื่อเถอะว่า ราคาหุ้น RICH จะกลับมาสู่พื้นฐานปกติเร็วๆ นี้ หากนักลงทุนเข้าใจเนื้อหาธุรกิจอย่างถ่องแท้" อังคกาญจน์ ทิ้งปริศนา และสตอรี่ครั้งใหม่เอาไว้

แต่สำหรับนักลงทุนที่ "เจ็บตัว" กับหุ้น RICH คง "เข็ด" กับหุ้นตัวนี้ไปอีกนาน เพราะเป็นหุ้นที่ทั้ง "เขี้ยว" เต็มไปด้วย "เสือ" สิงห์กระทิงแรด และ "ไฟ" ที่พร้อมจะเผาผลาญผู้ถือหุ้นได้ทุกเมื่อ

http://www.bangkokbizweek.com/images/biz_logo.gif
แจ้งลบกระทู้ หรือ ลบผู้ตอบกลับ ตอบกลับโดย : ป้าสุ(sukhumal) IP ADDRESS : 58.8.169.26 , ,


Posts : 262
Replies : 13499
« Reply #607 เมื่อ 22/06/2008 , 00:23:24 » Edit
ทวงศักดิ์ศรี 'เอเชียซอฟท์ คอร์ปอเรชั่น' ราชา 'เกมออนไลน์' แต่เป็น 'มวยรอง' ในตลาดหุ้น

เมื่อ 5 ปีก่อน หากเอ่ยชื่อ เกม Ragnarok Online ไม่มีเด็กคนไหนไม่รู้จัก แม้จะขึ้นชื่อว่าเป็น เจ้าแห่งธุรกิจ 'เกมออนไลน์' แต่ในตลาดหุ้น 'เอเชียซอฟท์ คอร์ปอเรชั่น' เป็นได้แค่ 'มวยรอง' ติดตามแผน 'แก้เกม' ของ ปราโมทย์ สุดจิตพร กับศึกทวงศักดิ์ศรี ที่มีกำไรสุทธิ 'เลข 3' (นำหน้า) เป็นเดิมพัน!

---------------------
"ถ้าหุ้น AS ต่ำกว่าจอง (12 บาท) มากๆ ผมจะเข้าไป “ช้อน” (แน่นอน) แต่จะเก็บในราคาเท่าไรยังบอกไม่ได้ ต้องดูสถานการณ์ต่างๆ อีกครั้ง"
--------------------


นับตั้งแต่เปิดเทรดครั้งแรก เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2551 เป็นต้นมา หุ้น AS ก็ยังสร้างความน่าผิดหวังให้กับผู้ถือหุ้นมาโดยตลอด หุ้นสามารถยืนราคาจอง 12 บาท ได้เพียง 2 วัน ก็หลุดจอง แม้จะยืมมือกองทุน Lombard Asia เข้ามา "พยุงหุ้น" ก็ดึงราคาขึ้นไม่สำเร็จ

อาการ Ragnarok ฟีเวอร์ ที่เด็กๆ เคยติดกันงอมแงม จนเป็นข่าวครึกโครมไปทั่วประเทศ ไม่ได้ทำให้นักลงทุนให้ความสนใจธุรกิจของ บมจ.เอเชียซอฟท์ คอร์ปอเรชั่น เท่าใดนัก

เอเชียซอฟท์ เป็นบริษัทให้บริการด้านความบันเทิงออนไลน์ (เกมคอมพิวเตอร์ที่ใช้เล่นบนระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ต) โดย มุ่งเน้นการให้บริการเกมออนไลน์ในประเทศไทย สิงคโปร์ มาเลเซีย และเวียดนาม

รายได้ของบริษัท จะคิดค่าบริการเกมออนไลน์จากผู้เล่นเกมใน 2 ลักษณะ คือ 1.คิดค่าบริการตามระยะเวลาการเล่นเกม (Air Time Sale) โดยมีอัตราค่าบริการทั้งแบบรายชั่วโมงและรายวัน ตั้งแต่ 3.98 - 5.60 บาท/ ชั่วโมง และ 9.87 - 12.60 บาท/ วัน ขึ้นอยู่กับประเภทเกมและจำนวนเวลาที่ซื้อ

2.การขาย Item ในเกม เช่น อาวุธ เครื่องแต่งกาย และเครื่องประดับ ให้แก่ผู้เล่นเกม ทั้งนี้ ผู้เล่นเกมมีสิทธิ์ที่จะซื้อหรือไม่ซื้อ Item ก็ได้ โดย Item ที่ขายได้จะถือเป็นค่าบริการเกมของกลุ่มบริษัท

ปัจจุบัน เอเชียซอฟท์ เป็นผู้ให้บริการเกมออนไลน์ หลากหลายชนิด (ที่ส่วนใหญ่ผู้ใหญ่ไม่รู้จัก) ได้แก่ Ragnarok Online, TS Online, Yulgang, Granado Espada, Legend of 3 Kingdom, CABAL และ Ghost Online รวมทั้ง Maple Story, Audition, Pangya, GetAmped และ Grand Chase เป็นต้น

เมื่อปี 2546 บริษัทประสบความสำเร็จอย่างสูง ในฐานะผู้ถือลิขสิทธิ์เกม Ragnarok Online จาก บริษัท กราวิตี้ คอร์ปอเรชั่น ประเทศเกาหลีใต้ แล้วนำมาดัดแปลงเป็นฉบับภาษาไทย จนพ่อแม่ปวดหัวในพฤติกรรม "ติดเกม" ของลูกไปตามๆ กัน แต่สำหรับ เอเชียซอฟท์ถือเป็นความสำเร็จครั้งสำคัญ แต่ภาพความสำเร็จในตลาดเกม กลับไม่ได้ยืนยันความสำเร็จในตลาดหุ้น

ปราโมทย์ สุดจิตพร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.เอเชียซอฟท์ คอร์ปอเรชั่น โบ้ยไปที่สถานการณ์บ้านเมืองถ้าไม่ “วุ่นวาย” ราคาหุ้น AS จะต้องขึ้นไปตามพื้นฐาน 14-16 บาท ได้ไม่ยาก ถ้าพิจารณาจากค่า P/E อยู่ที่ 14 เท่า เทียบกับผลประกอบการปีนี้ (2551) จะมีเลข 3 นำหน้า เมื่อเทียบกับปีก่อน 253.64 ล้านบาท และอาจมีรายได้ขยายตัวกว่า 30% เทียบกับปีก่อน 1,547 ล้านบาท ด้วย

"ถ้าหุ้น AS ลงต่ำกว่าราคาจองมากๆ ผมในฐานะหุ้นใหญ่จะเข้าไป “ช้อน” (แน่นอน) แต่จะเก็บในราคาเท่าไรยังบอกไม่ได้ เพราะต้องดูสถานการณ์ต่างๆ อีกครั้ง"

ส่วนกองทุน Lombard Asia III ที่เข้ามาเก็บบิ๊กล็อตในวันแรก เขาอธิบายว่า ไม่ได้มีจุดประสงค์เพื่อสร้างราคาหุ้น แต่เนื่องจากกองทุนต้องการหุ้นเรามาก ทางกลุ่มก็เลยตกลงขายหุ้นส่วนตัวให้อีก 15 ล้านหุ้น (รวมเป็น 30 ล้านหุ้น หรือ 10%) และมั่นใจว่าเขาจะถือลงทุนระยะยาว

เจ้าพ่อเกมออนไลน์ อธิบายเป้าหมายธุรกิจให้ กรุงเทพธุรกิจ BizWeek ฟังว่า ภายใน 4 ปีข้างหน้า (2551-2554) บริษัทตั้งเป้ากำไรสุทธิขยายตัวเฉลี่ย ปีละ 10-20% ขึ้นไป โดยมีเป้าหมายที่ระดับ 500 ล้านบาท ส่วนปัจจัยที่จะทำให้ไปถึงจุดนั้นได้จะมาจาก 4 แนวทาง

แนวทางแรก จะมาจากธุรกิจต่างประเทศ เป้าหมาย คือ การเป็นผู้นำธุรกิจในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หลังจากประสบความสำเร็จในตลาดสิงคโปร์มาแล้ว โดยมีมาร์เก็ตแชร์ 69.8% ส่วนตลาดเมืองไทย 59.6%

"ปีนี้ เราเล็งตลาดเวียดนาม และมาเลเซีย มากขึ้น ทั้ง 2 ประเทศนี้ตลาดเกมออนไลน์มีการขยายตัวที่เร็วมาก คาดว่าในช่วง 5 ปีข้างหน้า (2550-2554) มูลค่าตลาดรวมจะเติบโตเฉลี่ย 18.7% ต่อปี เทียบกับปี 2549 ที่มีมูลค่าตลาดรวม 3,316 ล้านบาท"

ซีอีโอ เอเชียซอฟท์ ตั้งเป้าว่า ภายในปี 2552 จะมีส่วนแบ่งการตลาดของทั้ง 2 ประเทศ เป็น "อันดับหนึ่ง" จากปัจจุบันอยู่อันดับสอง โดยตลาดมาเลเซีย มีมาร์เก็ตแชร์ 21.2% และเวียดนาม 20% ซึ่งคาดว่าจะใช้เงินลงทุนอีกประมาณ 200 ล้านบาท นอกจากนี้ ในปี 2552 มีแผนจะเปิดตลาดใหม่ๆ (นอกเหนือจาก สิงคโปร์ มาเลเซีย และเวียดนาม) คาดว่าจะได้ข้อสรุปในเร็ววันนี้

"เราตั้งเป้าในปี 2552 ต้องมีรายได้ต่างประเทศ 60% เพิ่มขึ้นจากปีนี้ ที่คาดว่าจะอยู่ที่ 50% เนื่องจากมีอัตรากำไรขั้นต้นที่สูงกว่า และยังช่วยลดความเสี่ยงทางธุรกิจ ถ้ามองในแง่ของโอกาส ตลาดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ยังมีจำนวนผู้เล่นเกมออนไลน์เทียบกับจำนวนผู้ใช้อินเทอร์เน็ตอยู่ในระดับต่ำ หากเทียบกับเกาหลีใต้ และจีน"

แนวทางที่สอง จะมาจากการซื้อลิขสิทธิ์เกมเพิ่มเติม จาก 18 เกมในปัจจุบัน ซึ่งเปิดให้บริการแล้ว 12 เกม คาดว่าภายใน 3 ปีข้างหน้า (2552-2554) จะใช้เงินลงทุนส่วนนี้ประมาณ 400 ล้านบาท ล่าสุดอยู่ระหว่างเจรจากับเจ้าของลิขสิทธิ์ 5-6 ราย ในประเทศเกาหลีใต้ จีน และไต้หวัน เพื่อนำมาให้บริการแต่เพียงรายเดียว (Exclusive Distributor) คาดว่าจะได้ข้อสรุปเร็วๆ นี้ ซึ่งลิขสิทธิ์ส่วนใหญ่ จะมีอายุสัญญา 2-4 ปี เมื่อหมดสัญญาสามารถขอต่ออายุได้ในราคาและเงื่อนไขเดิม

แนวทางที่สาม บริษัทจะลงทุนเพิ่มเติมในระบบเครือข่าย และอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ มูลค่าประมาณ 100 ล้านบาท ซึ่งมีแผนจะร่วมทุนกับบริษัทผู้พัฒนาโปรแกรมชั้นนำจากต่างประเทศ เพื่อดำเนินธุรกิจจัดจำหน่ายโปรแกรมคอมพิวเตอร์ใน 3 ประเทศ ได้แก่ ไทย สิงคโปร์ และมาเลเซีย โดยเป้าหมายลูกค้าจะเป็นร้านอินเทอร์เน็ตคาเฟ่ และผู้เล่นเกม เป็นต้น

แนวทางที่สี่ ภายใน 3 ปีข้างหน้า (2552-2554) เตรียมงบลงทุนไว้ประมาณ 70 ล้านบาท เพื่อพัฒนาเกมออนไลน์อย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2551 นี้ จะเปิดให้บริการ 7 เกม ประกอบด้วย Freestyle Street Basketball, CABAL, Ghost Online, Huang Yi Online, Sudden Attack, Rich Man และ Summoner ซึ่งบริษัทได้ใช้เงินลงทุนค่าลิขสิทธิ์ไปแล้วบางส่วน

"เกมที่มียอดขายอันดับ 1 ในเมืองไทย ตอนนี้ คือ Audition คิดเป็นประมาณ 20-30% ของยอดขายทั้งหมด ส่วนยอดขายอันดับ 1 ของ 4 ประเทศ (ไทย สิงคโปร์ มาเลเซีย และเวียดนาม) คือ Maple Story คิดเป็นประมาณ 40% ของยอดขายรวม"

เจ้าพ่อเกมออนไลน์ กล่าวทิ้งท้ายว่า แผนธุรกิจที่เล่ามานี้ จะทำให้นักลงทุนรายย่อยเห็น “เนื้อทอง” ของเรามากขึ้น...ส่วนจะ "ทองบริสุทธิ์" หรือ "ทองเค" ต้องคอยดูกัน


http://www.bangkokbizweek.com/images/biz_logo.gif
แจ้งลบกระทู้ หรือ ลบผู้ตอบกลับ ตอบกลับโดย : ป้าสุ(sukhumal) IP ADDRESS : 58.8.170.55 , ,


Posts : 303
Replies : 15426
« Reply #608 เมื่อ 16/08/2008 , 10:35:26 » Edit


http://www.bangkokbiznews.com/2008/08/12/thumb/283455___copythumb3bkk.jpg

พิรุณ ชินวัตร:กรรมการผู้จัดการพัฒนาธุรกิจ บมจ.เจนเนอรัล เอนจิเนียริ่ง


12 สิงหาคม พ.ศ. 2551 01:00:00

'หุ้นเจนเนอรัลฯ' ศาลาพักเหนื่อย 'เสี่ยน้อย' หลาน 'นายใหญ่'

ในวงการหุ้นร่ำลือกันว่า ถ้า 'พายัพ ชินวัตร' มีเอี่ยวหุ้นตัวไหนให้อยู่ห่างๆ ดีกว่า เพราะช่วงหลังมานี้ เสี่ย พ.มือตกจับอะไรเป็น 'เจ็บ' จริงเท็จประการใดต้องรอ 'วัดฝีมือ' ลูกไม้ 'นิกกี้'.. พิรุณ ชินวัตร ในเจนเนอรัลฯ


กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ : การเข้ามาลงทุนหุ้น บมจ.เจนเนอรัล เอนจิเนียริ่ง ของ "นิกกี้" พิรุณ ชินวัตร เด็กหนุ่มวัย 26 ปี บุตรชายคนที่สองของพายัพ ชินวัตร ในตำแหน่งกรรมการผู้จัดการพัฒนาธุรกิจ บมจ.เจนเนอรัล เอนจิเนียริ่ง

แม้เจ้าตัวจะยืนยันว่า เป็นการเข้ามาถือหุ้นลงทุนระยะยาว 3-5 ปี โดยกำหนดผลตอบแทนจากการลงทุนไว้ที่ 25% จากราคาต้นทุนหุ้น GEN หุ้นละกว่า 2 บาท (ปัจจุบันขาดทุน)

หากมองในอีกมุมหนึ่งการถลำตัวเข้ามาของนิกกี้ ค่อนข้างต่างไปจากบุคลิกการลงทุนของเด็กหนุ่มรายนี้ จึงถูกตั้งข้อสังเกตว่า เขาอาจ "ตกกระไดพลอยโจน" ต้องปรับกลยุทธ์เข้าร่วมบริหารแบบกะทันหัน

ก่อนหน้านี้นิกกี้เคยถูกส่งเข้าไปเรียนรู้งานในฐานะกรรมการ บมจ.ซิโน-ไทย รีซอร์เซส ดีเวลลอปเม้นท์ (STRD) แต่เป็นเพียงแค่ฝังรากฝอยเท่านั้น ครู่เดียวก็ "ชิ่ง" ออกมา ก่อนจะเข้าไปคลุกฝุ่นอยู่ที่ บมจ.ไทยเกรียง กรุ๊ป (TDT) ในฐานะกรรมการและกรรมการผู้มีอำนาจ แต่หุ้น TDT วันนี้ก็ยังไม่เห็นวี่แววฟื้นกลับมาทำเงิน "ถอนทุน" ได้ในเร็ววัน

เพราะฉะนั้น เบี้ยใกล้มือจึงมาลงล็อกที่ บมจ.เจนเนอรัล เอนจิเนียริ่ง ที่มีเจ้าถิ่น วิชญา จาติกวณิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และ กิตติชัย รักตะกนิษฐ์ กรรมการผู้จัดการ (ตัวจริง) เปิดประตูบ้านต้อนรับอยู่แล้ว ในฐานะ "ศาลาพักเหนื่อย" เซียนหุ้น เพราะก่อนหน้านี้ "ญาติผู้ใหญ่" ของนิกกี้ คือ ทรงพนธ์ จันทรพันธ์ (ญาติสนิทฝั่งแม่) ก็เคยเข้ามาเช็คอินก่อนหน้านี้แล้ว แต่เลือกพักแบบชั่วคราวไม่ค้างคืนนาน

พูดไปแล้วหุ้น GEN ก็เป็นที่พักของ "ขาใหญ่" เข้ามาเช็คอิน และเช็คเอ้าท์ มาแล้วหลายราย ชยุตม์ ลี้อิสสระนุกูล ก็เป็นลูกค้าขาประจำหุ้นตัวนี้ สีฟ้า แจ่มวุฒิปรีชา (มาม่าบลู) และพี่สาว สุธิดา แจ่มวุฒิปรีชา ก็แวะมาพักเรื่อยๆ หรือแม้แต่พ่อมดน้อยวัย 27 ปี นัก "โฉบหุ้น" ฉาย บุนนาค ก็มาลงทะเบียนเข้าพัก และเคยมีชื่อเป็น "กรรมการบริษัท" ด้วย แต่นกกระจอกยังไม่ทันจะกินน้ำ ฉาย ก็ "ชิ่ง" ขายหุ้นทิ้งซะก่อน

ด้วยเหตุนี้ จึงไม่น่าแปลกใจที่นิกกี้จะเข้ามา และขอเข้าพักรักษาตัวระยะยาว แต่ในทางปฏิบัติมีหรือที่ วิชญา จาติกวณิช จะไม่รู้ว่า "เสี่ยน้อย" หลาน "นายใหญ่" ยังอ่อนประสบการณ์เกินกว่าจะวางมือยอมให้เข้ามามีอำนาจสั่งการได้ตามใจชอบ "ไม่มีทาง"

เมื่อจับ "ต้นสาย" มาชนกับ "ปลายเหตุ" ก็เดาเกมได้ไม่ยากว่า วิชญา ยังคงถือไพ่เหนือกว่า ในฐานะ "เจ้าถิ่น" ที่กุม Core Business และพนักงานเอาไว้ทั้งหมด การปล่อยให้ "เสี่ยน้อย" ในฐานะกรรมการผู้จัดการพัฒนาธุรกิจ บมจ.เจนเนอรัล เอนจิเนียริ่ง หน่วยงานที่จัดตั้งขึ้นมาใหม่ หา "สตอรี่" และ "ยืมมือ" มาช่วยเชียร์หุ้น GEN ทั้ง 2 ฝ่ายน่าจะ "วิน-วิน" ในแง่ของราคาหุ้น แต่ถ้าไม่วินพิรุณก็ "ตายเดี่ยว"

โดยเป้าหมายระยะสั้นของ วิชญา และ กิตติชัย ทำอย่างไรก็ได้ให้การเพิ่มทุนให้แก่ผู้ลงทุนโดยเฉพาะเจาะจง (PP) จำนวน 100 ล้านหุ้น ได้ราคาดีที่สุด โดยล่าสุดเพิ่งแบ่งขาย 40 ล้านหุ้น ให้กับ 2 พี่น้อง "ฟลุ๊ค" เกริกพล มัสยวาณิช และ "เบียร์" สรณัฐ มัสยวาณิช ที่หุ้นละ 1.60 บาท เป็นเงิน 64 ล้านบาท

เงินจิ๊บๆ แค่นี้ ถ้ามองอีกมุม ก็คือ "ขายเสียราคา" ไม่น่าจะใช่เป้าหมายของกลุ่มผู้บริหาร เพราะวันแถลงข่าว กิตติชัย ส่งสัญญาณผ่านหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งว่า อยากขายหุ้น PP ที่หุ้นละ 3 บาท ไม่ใช่ 1.60 บาท

แต่อย่าลืมว่า ทั้ง ฟลุ๊ค และเบียร์ เป็นลูกชาย มานิต มัสยวาณิช เพื่อนร่วมรุ่น "วปรอ.4414" รุ่นเดียวกับ พายัพ ชินวัตร ที่ผ่านมา มานิต เป็นนักลงทุนตัวยง แต่จะลงทุนผ่าน "ภรรยา" เสาวนีย์ จิระวุฒิกุล โดยรับหน้าที่ดูแลพอร์ตให้เพื่อนนักเรียน วปรอ.4414 ด้วย...มองง่ายๆ แค่นี้ก็รู้ว่า ปฏิบัติการ "ถอนทุน" ของ นิกกี้ เริ่มต้นขึ้นแล้ว

อย่างไรก็ตาม ถ้าถอดสมการนี้ สุดท้ายแล้วฝ่ายเจ้าถิ่น (วิชญา และ กิตติชัย) ยังไงก็ได้มากกว่าเสีย อย่างน้อยก็ผูกมิตรดีกว่าสร้างศัตรู โดยมีเส้นแบ่งเขตกั้นการล้ำเส้นกันไว้อย่างชัดเจน โดยให้พิรุณ ไปเวิร์ค New Business (อาทิ โรงไฟฟ้า ธุรกิจโลจิสติกส์ และธุรกิจออร์แกนไนเซอร์ เป็นต้น)

ภายใต้การเปิดทางครั้งนี้ แทนที่แรงกดดันจะตกอยู่กับฝ่ายบริหารข้างเดียว ขณะนี้ได้ถูกถ่ายน้ำหนักไปสู่นิกกี้และพันธมิตรโดยฉับพลัน จึงเป็นงานหนักของ "สองพี่เลี้ยง" สุนีย์ ศรไชยธนะสุข ประธานกรรมการ และอำนาจ ตันกุริมาน ที่ต้องช่วยกันประคับประคองเซียนหุ้นวัยละอ่อน ไม่ให้ตกม้าตาย

แม้ว่าวันนี้ Core Business ของ บมจ.เจนเนอรัล เอนจิเนียริ่ง อยู่ในงานก่อสร้าง แต่นิกกี้ กำลังจะนำพาบริษัทแห่งนี้ไปสู่ธุรกิจใหม่ทำให้ยิ่งดูเหมือนหัวมังกุท้ายมังกร ทำธุรกิจที่ไม่กลมกลืนเกื้อหนุนกับธุรกิจเดิม และไม่น่าจะใช่ทางออกที่ลงตัว จึงชัดแจ้งในตัวมันเองว่า เข้ามาเพื่อ "ถอนทุน" ชัวร์อยู่แล้ว

สำหรับเส้นทางการเข้ามาเก็บหุ้น GEN ของ พิรุณ ชินวัตร มีความเคลื่อนไหวมาตั้งแต่ช่วงเดือนมกราคม 2551 ช่วงที่ราคาหุ้นอยู่ประมาณ 1.20-1.30 บาท เป็นการจับมือ "แทคทีม" กันเข้ามาของกลุ่ม สอง วัชรศรีโรจน์ ชยุตม์ ลี้อิสสระนุกูล สีฟ้า แจ่มวุฒิปรีชา และฉาย บุนนาค ก่อนจะไล่ราคากันขึ้นไปสูงสุด 3.84 บาท

ขณะที่คนที่ขายหุ้นออกมาตลอด คือ กลุ่มเจ้าของเดิม นำทีมโดย 2 พี่น้อง อภิชาติ และ อภิรักษ์ จูตระกูล และเป็นญาติสนิทกับ วิชญา จาติกวณิช ที่คาดว่าก็กำลังจ้องมารับหุ้น GEN ราคาต่ำ "เล่นรอบ" เหมือนกัน

ที่ผ่านมากลุ่มของนิกกี้ เข้ามาในชื่อ ภูริชา วัชโรบล และ โยคิน เจริญสุข ฯลฯ แต่สุดท้ายแล้วคนที่รับหุ้นราคาแพงกลับเป็นกลุ่มนิกกี้ ที่ไล่ซื้อตั้งแต่ราคา "บาทกว่า" ขึ้นไปถึง 3 บาทกว่า และกลายเป็นกลุ่มที่ "ติดยอดดอย" มากที่สุด ซึ่งคาดว่าขณะนี้กลุ่มเสี่ยน้อยติดหุ้น GEN อยู่ในพอร์ตไม่ต่ำกว่า 100 ล้านหุ้น (น่าจะใกล้เคียง 25%)

เพราะฉะนั้น การเข้ามาสวมสิทธิขอเข้าร่วมบริหารในฐานะผู้ถือหุ้นใหญ่ บมจ.เจนเนอรัล เอนจิเนียริ่ง ของ พิรุณ ชินวัตร จึงตกอยู่ในสถานการณ์ที่ "ถอยไม่ได้" เพราะถ้าถอยก็ "เจ๊ง" แบบไม่มีลุ้น สู้เข้ามาช่วยกันบึดจั้มบึด!!! ร่วมกับกลุ่มผู้บริหารเดิม "ยังมีลุ้น..ถอนทุนคืน" แม้ว่าเส้นทางข้างหน้าโอกาสจะประสบความสำเร็จยังอีกห่างไกลเหลือเกิน
แจ้งลบกระทู้ หรือ ลบผู้ตอบกลับ ตอบกลับโดย : ป้าสุ(sukhumal) IP ADDRESS : 58.8.170.55 , ,


Posts : 303
Replies : 15427


« Reply #609 เมื่อ 16/08/2008 , 10:38:36 » Edit


http://www.bangkokbiznews.com/2008/08/11/thumb/283438__thumb3bkk.jpg


11 สิงหาคม พ.ศ. 2551 00:00:00

'อะโกรอินดัสเตรียล' ในมือนักปั้นหุ้น..สุทธิศักดิ์ โล่ห์สวัสดิ์

สุทธิศักดิ์ โล่ห์สวัสดิ์ ซีอีโอ บมจ.อะโกร อินดัสเตรียล แมชชีนเนอรี่:"ถ้าคุณเก็บหุ้นเข้าพอร์ตตอนนี้ในอนาคตใครหลายคนอาจอิจฉาคุณก็ได้"ก่อนที่ บมจ.อะโกร อินดัสเตรียล แมชชีนเนอรี่ (AMAC) จะมาอยู่ในมือ สุทธิศักดิ์ โล่ห์สวัสดิ์ และ ชำนิ จันทร์ฉาย เดิมชื่อ บมจ.ไทยเอนจิน เมนูแฟ็คเจอริ่ง (TEM) โด่งดังในฐานะผู้จัดจำหน่ายรถไถนา ยี่ห้อ "มิตซูบิชิ" (สิงห์คะนองนา)


กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ : เดิมเป็นของ ธีระศักดิ์ กาญจนศักดิ์ชัย (ปัจจุบันเป็นกรรมการ GENCO) อดีตเคยเป็นคณะกรรมการการประปานครหลวง และเคยถูกมองว่ามีความใกล้ชิดกับกลุ่ม "เจ๊แดง" เยาวภา วงศ์สวัสดิ์ มาก่อน

อีกทั้ง สุทธิศักดิ์ อดีตผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ธนาคารกรุงเทพ ก็อยู่ในฐานะ "ศิษย์เก่า" วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักรภาครัฐร่วมเอกชน รุ่นปี 2544 รุ่นเดียวกับ ธีระศักดิ์ และ พายัพ ชินวัตร (น้องชาย เยาวภา วงศ์สวัสดิ์ และ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร) มาก่อน

หรือช่วงที่เขาเข้าไป "ปั้นหุ้น" บมจ.อีเอ็มซี ก็เคยมี พายัพ เข้าไปร่วมด้วยช่วยกัน ดังนั้นการเข้ามา "ปั้น" หุ้น AMAC ครั้งนี้ จึงถูกซ้อนภาพของ พายัพ ชินวัตร และเยาวภา วงศ์สวัสดิ์ เข้าไปในฐานะ "เจ้าของตัวจริง" แต่จะด้วยความบังเอิญหรือไม่อย่างไร ที่ความขลังของพายัพ ได้มลายหายไปแล้ว พร้อมกับการดิ่งลงอย่างหนักของหุ้น AMAC สุทธิศักดิ์ และชำนิ เลยกลายเป็น "แพะ" ร้อง แบะๆๆ รับบาปไปตามระเบียบ

สำหรับความสัมพันธ์ระหว่าง สุทธิศักดิ์ และชำนิ นั้นผูกปิ่นโตกันมาเมื่อกว่า 10 ปีก่อน ครั้งที่สุทธิศักดิ์ ยังนั่งในตำแหน่งผู้อำนวยการบริหารสินเชื่อพิเศษ (หนี้มีปัญหา) ธนาคารกรุงเทพ โดยมี "นาย ช.หนวดงาม" ชำนิ จันทร์ฉาย ลูกน้องเก่าสวัสดิ์ หอรุ่งเรือง ในฐานะเจ้าของบริษัทที่ปรึกษา (ปรับโครงสร้างหนี้) ซี.เจ.มอร์แกน เป็นตัวประสานระหว่างลูกหนี้และเจ้าหนี้

ปัจจุบัน สุทธิศักดิ์ โล่ห์สวัสดิ์ ยังนั่งควบตำแหน่งประธานกรรมการ บมจ.สยามอินเตอร์มัลติมีเดีย (SMM) และยังคงถือหุ้น EMC อยู่จำนวนหนึ่ง

นับตั้งแต่หุ้น AMAC กลับเข้ามาซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ "อีกครั้ง" เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2551 เปิดตัวที่ราคา 2.40 บาท แต่วันนี้หลุด 1 บาท ไปเรียบร้อยแล้ว...หุ้นตัวนี้จะเป็น "บัวพ้นน้ำ" ได้หรือไม่ และจริงหรือไม่ที่เขาเป็น "นอมินี" ของนักการเมืองคนดัง

สุทธิศักดิ์ โล่ห์สวัสดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.อะโกร อินดัสเตรียล แมชชีนเนอรี่ เปิดใจกับ กรุงเทพธุรกิจ BizWeek ว่า รู้สึกไม่ดีทุกครั้งที่คนในแวดวงตลาดหุ้นชอบตั้งให้เป็น "นอมินี" ของคนโน้นคนนี้ มันทำให้ธุรกิจที่ตั้งใจจะ “ปั้น” ให้เจริญรุ่งเรืองมักมีอุปสรรค เห็นชัดๆ จากราคาหุ้น AMAC ที่ลงมาต่ำกว่า 1 บาทแล้ว

"ผมขอยืนยันว่า หุ้น AMAC ไม่มีเจ้ามือ ชื่อ พายัพ ชินวัตร แน่นอน ขอให้รายย่อยสบายใจได้ ถ้าท่านติดตามประวัติของผมจะรู้เลยว่าบริษัทนี้ เป็นบริษัทแรกที่ผมถือหุ้นมากที่สุด (ถือหุ้น 9.69%) อย่างน้อยก็การันตีว่าผม..คิดจริง-ทำจริง ไม่ได้พึ่งขาใหญ่"

อดีตนักปั้นหุ้นมือทอง บอกต่อว่า ถ้าให้มองใน "แง่ลบ" การที่ราคาหุ้นตก นักลงทุนอาจกังวลว่ากลุ่มตนเองจะเข้ามา "ทำหุ้น" ให้ "ขาใหญ่" ถ้าทำจริงราคาหุ้นคงไม่เคลื่อนไหวอยู่แค่นี้หรอก

"ผมมีศักดิ์ศรีมากพอที่จะไม่ทำแบบนั้น แต่เท่าที่ประเมินสาเหตุที่นักลงทุนไม่สนใจอาจเป็นเพราะธุรกิจนี้มีอัตรากำไรขั้นต้นต่ำ ในช่วงแรกที่เราสร้างแบรนด์ต้องให้ส่วนลดกับร้านค้าค่อนข้างมาก และยังมีต้นทุนค่าใช้จ่ายในส่วนของพนักงานเพิ่มขึ้น"

ถามว่าหุ้น AMAC ยังมีอนาคตอยู่อีกหรือ! เขาตอบว่า ถ้าคุณเก็บหุ้นเข้าพอร์ตตอนนี้ในอนาคตใครหลายคนอาจอิจฉาคุณก็ได้ เพราะในช่วง 3 ปีข้างหน้า (2551-2553) หลังจากที่เราพ้นสภาพการต่อสู้เพื่อให้อยู่รอดมาแล้ว เราจะเน้นสร้างแบรนด์ให้มีความแข็งแกร่ง เพื่อขยายวอลุ่มทั้งในส่วนของรถแทรกเตอร์ และเครื่องยนต์ดีเซลให้มากขึ้น

ปัจจุบันส่วนแบ่งการตลาดรถแทรกเตอร์ ISEKI จากญี่ปุ่นของเราต่ำมาก (คูโบต้า 60% ยันม่าร์ 10%) ขณะที่ เครื่องยนต์ดีเซลของ AMAC (สิงห์คะนองนา) มีส่วนแบ่งอันดับ 3 เพียง 5% เมื่อเทียบกับอันดับหนึ่ง คูโบต้า 70% และ ยันม่าร์ 20% หากเราปรับแผนการตลาดใหม่

เชื่อว่า ส่วนแบ่งการตลาดจะขยับขึ้นได้ไม่ยาก ซึ่งตามแผนถ้าภาวะเศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัว บริษัทมีแผนจะเพิ่มกำลังการผลิตเครื่องยนต์ดีเซลเป็น 80% หรือประมาณ 8,000 เครื่องต่อปี จากปัจจุบันที่ผลิตอยู่ 5,000 เครื่องต่อปี

สุทธิศักดิ์ ตั้งเป้าหมายรายได้ ในปี 2553 ไว้ว่า จะต้องมีตัวเลขแตะระดับ 800-1,000 ล้านบาท (ปี 2550 มีรายได้รวม 129 ล้านบาท) แบ่งเป็นรายได้จากรถแทรกเตอร์ ISEKI กว่า 500 ล้านบาท และรายได้จากเครื่องยนต์ดีเซลกว่า 300 ล้านบาท ที่เหลือเป็นรายได้จากการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ชิ้นส่วนอะไหล่ต่างๆ ที่ใช้กับเครื่องยนต์ดีเซลขนาดเล็ก โดยส่วนตัวเชื่อว่า ถ้าราคาน้ำมันไม่สวิงไปมากกว่านี้ เป้าหมายรายได้ไม่น่าพลาด

นอกจากนี้ ในช่วงต้นปี 2552 บริษัทจะนำเข้าเครื่องดำนา ISEKI เข้ามาจำหน่าย รวมทั้งมีแผนจะขายรถแทรกเตอร์ ISEKI เพิ่มจาก 200 คันต่อปี เป็นประมาณ 1,000 คันต่อปี (ปี 2550 คูโบต้า นำเข้ารถแทรกเตอร์ประมาณ 26,000 คัน) เชื่อว่าบริษัทมีโอกาสที่จะเพิ่มส่วนแบ่งทางการตลาดได้มากขึ้น อีกทั้งอยู่ระหว่างร่วมกันทำการศึกษาการทำการตลาดในกลุ่มประเทศอินโดจีนด้วย

“ถ้าเราสามารถสร้างแบรนด์ ISEKI ให้ติดตลาดได้ภายใน 3 ปี เราจะพิจารณาจัดตั้งบริษัทลิสซิ่งของตัวเอง โดยอาจร่วมมือกับ ISEKI ถ้าเขาตัดสินใจย้ายฐานการผลิตมาประเทศไทย ล่าสุดอยู่ระหว่างเจรจา แต่จะได้ข้อสรุปเมื่อไรคงยังตอบไม่ได้"

ส่วนเงินลงทุนจะนำมาจากไหน สุทธิศักดิ์ ยังบอกแหล่งที่มาไม่ได้ ระบุเพียงว่า อาจกู้เงิน หรือขายหุ้นเพิ่มทุน และจะเป็นจำนวนเงินเท่าไรคงต้องขึ้นอยู่กับขนาดของธุรกิจลิสซิ่ง ส่วนสาเหตุที่หันมาปั้นหุ้นเครื่องจักรด้านการเกษตรที่ดูเหมือนๆ จะไม่ค่อยมีอนาคต เขาเปรียบเทียบว่า...

"อดข้าวก็ตาย...อดน้ำมันก็ลำบาก ผมมองว่าในอนาคตประเทศไทยจะต้องหันมาทำการเกษตรแผนใหม่ที่ต้องอาศัยเครื่องจักรมากกว่าแรงงาน เพื่อเพิ่มผลผลิตมากขึ้น ดังนั้นผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับการเกษตรก็จะได้รับผลดีตามไปด้วย"

เขาบอกว่า ตั้งแต่เข้ามาพื้นฟูกิจการ บมจ.อะโกร อินดัสเตรียล แมชชีนเนอรี่ เมื่อปี 2548 พบโอกาสว่าถ้าเข้ามาฟื้นฟูอย่างจริงจังธุรกิจนี้ไปต่อได้สบายๆ จึงชักชวนรุ่นน้อง และคนสนิท อย่างกลุ่มคุณชำนิ จันทร์ฉายให้เข้ามาช่วยกันกอบกู้สถานการณ์ ซึ่งตอนนั้นซื้อหุ้นสูงกว่าราคาประเมินค่อนข้างมาก (ต้นทุน 1 บาท) โดยประเมินสินทรัพย์ไว้ที่ 118 ล้านบาท

สุทธิศักดิ์ กล่าวทิ้งท้ายว่า อีก 3 ปีข้างหน้า ตนเองจะเกษียณจากบริษัทนี้ แต่ไม่ได้หมายความว่าจะ “หยุด” ปั้นหุ้นบริษัทที่มีปัญหา ซึ่งทุกวันนี้ยังมีคนนำบริษัทที่มีปัญหามาขอรับความช่วยเหลืออย่างไม่ขาดสาย และบริษัทใดจะเป็นรายต่อไปยังบอกไม่ได้เดี๋ยวจะไม่เซอร์ไพรส์

อนาคต พ่อหมอ..นักปั้นหุ้น สุทธิศักดิ์ โล่ห์สวัสดิ์ จะ "รุ่ง" หรือ "ร่วง" หุ้น AMAC จะเป็นตัวชี้ชะตา

แจ้งลบกระทู้ หรือ ลบผู้ตอบกลับ ตอบกลับโดย : ป้าสุ(sukhumal) IP ADDRESS : 58.8.170.55 , ,


Posts : 303
Replies : 15428
« Reply #610 เมื่อ 16/08/2008 , 10:42:52 » Edit


http://www.bangkokbiznews.com/2008/08/08/thumb/281741__1thumb3bkk.jpg


8 สิงหาคม พ.ศ. 2551 00:00:00

'แพรนด้า จิวเวลรี่' ปรับตัวหนีธุรกิจ "ตะวันตกดิน"

สุนันทา เตียสุวรรณ์:"สินค้ากลุ่มเครื่องประดับอัญมณี แม้อาจจะไม่หวือหวาแต่ก็ไม่เคยเกิดวัฏจักรขาลงมาก่อนในช่วง 30 ปี ที่ผ่านมา"แรงกดดันจากค่าเงินบาทที่แข็งค่า และปัญหาซับไพร์มในสหรัฐอเมริกา รวมถึงการถูกจับตามองว่าเป็นธุรกิจตะวันตกดิน (Sunset Business)

กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ : ทำให้ บมจ.แพรนด้า จิวเวลรี่ ผู้ส่งออกอัญมณีอันดับหนึ่ง ที่มีรายได้หลักมาจากการส่งออก 85% ต้องดิ้นปรับตัวครั้งใหญ่ ก่อนจะสูญเสียจุดเด่นในการเป็น "หุ้นปันผล" ชั้นดี


แม้ 1 ใน 4 ของระยะทางของปีนี้ บมจ.แพรนด้า จิวเวลรี่ จะออกสตาร์ทด้วยผลงานที่ไม่น่าประทับใจ ผลการดำเนินงานไตรมาสแรก มีรายได้รวม 1,010 ล้านบาท ลดลง 12% และมีกำไรสุทธิ 71.21 ล้านบาท ลดลง 25% อัน เนื่องมาจากค่าเงินบาทต่อดอลลาร์สหรัฐที่แข็งค่าขึ้นถึง 9% และการชะลอตัวของตลาดสหรัฐอเมริกา เนื่องจากวิกฤติซับไพรม์

“ผลกระทบจากค่าเงินบาทที่แข็งค่า และเศรษฐกิจสหรัฐที่กำลังมีปัญหาน่าจะส่งผลกระทบต่อเราเพียงแค่ไตรมาสเดียวเท่านั้น” สุนันทา เตียสุวรรณ์ ประธานกรรมการบริหารการเงินกลุ่มบริษัท แพรนด้า จิวเวลรี่ บอกผ่าน กรุงเทพธุรกิจ BizWeek

เธอแย้มว่า แต่พอไตรมาสสอง ค่าเงินบาทเริ่มอ่อนตัวลง ทำให้กำไรของแพรนด้าจะไม่หายไปเท่ากับไตรมาสแรก และคาดว่าทั้งปีไม่น่าจะแข็งค่าไปมากกว่านี้แล้ว นอกจากนี้บริษัทได้มีการปรับตัวจำหน่ายสินค้าไปยังภูมิภาคอื่นที่ไม่ใช่สหรัฐอเมริกามากขึ้น เพื่อกระจายความเสี่ยง โดยเฉพาะทวีปเอเชียที่มีสัดส่วนเพิ่มจาก 10% เป็น 25% และอีก 35% อยู่ในทวีปยุโรป และ 40% เป็นตลาดสหรัฐอเมริกา

สำหรับแผนงาน และเป้าหมายในปีนี้ แพรนด้า จิวเวลรี่ ยังคงเป้าเดิมที่จะมียอดขายเติบโต “ขั้นต่ำ” 8% (ปี 2550 มีรายได้รวม 4,445 ล้านบาท) แม้ว่าเศรษฐกิจในสหรัฐอเมริกาซึ่งเป็นตลาดหลักจะยังไม่ฟื้นตัว แต่ยอดการสั่งซื้อสินค้ากลับเพิ่มขึ้น 10% ด้วยซ้ำ รวมทั้งรายได้ส่วนใหญ่ 60% อยู่ในช่วงครึ่งปีหลังซึ่งเป็นช่วงไฮ ซีซัน

โดยมาร์จินในปีนี้ สุนันทา มั่นใจว่า จะยังรักษาอัตรากำไรขั้นต้นไว้ที่ 32-35% และรักษาอัตรากำไรสุทธิ 10% ไว้ได้ แม้ว่าราคาทองคำ ซึ่งเป็นต้นทุนหลัก 60% จะปรับตัวสูงขึ้นมาก เพราะลูกค้าจะเป็นผู้รับภาระในส่วนนี้ รวมทั้งบริษัทได้ปรับกลยุทธ์โดยหันมาใช้ “เงิน” (Silver) เป็นวัตถุดิบมากขึ้น (ปัจจุบันอยู่ที่บาทละ 200 บาท) เป็นไปตามเทรนด์ของผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อลดลงจนหันมาซื้อสินค้าที่ราคาถูกลง

นอกจากนี้ แผนงานช่วงที่เหลือของปี 2551 แพรนด้าจะโฟกัสไปที่ตลาด จีน และอินเดีย มากขึ้น จากการเข้าไปบุกเบิกตลาดไว้เมื่อหลายปีก่อน จะเริ่มเห็นผลที่ชัดเจนในครึ่งหลังปีนี้ โดยตั้งเป้ายอดขายที่ประเทศจีนเพิ่มจากปีที่แล้ว 4 ล้านเหรียญ เป็น 6 ล้านเหรียญ และตลาดอินเดีย คาดว่าจะมียอดขาย 6 ล้านเหรียญ โดยสองประเทศนี้จะเป็นตลาดใหม่ที่เข้ามาเสริมตลาดเก่าที่ขายไปได้เรื่อยๆ ไม่หวือหวา

เธอกล่าวต่อว่า ตอนนี้บริษัทลดสัดส่วนการผลิตสินค้าในรูปแบบรับจ้างผลิต (OEM) เหลือเพียงแค่ 10% ของรายได้รวม และเพิ่มสัดส่วนการผลิตเครื่องประดับอัญมณีที่มีตราสินค้าของลูกค้ารายสำคัญของโลก (Original Design & Brand Manufacturing) หรือ ODM เป็น 73% รวมถึงการพัฒนาตราสินค้าของตนเอง 17% (เช่น Prima Gold, Prima Diamond เป็นต้น) เนื่องจากมีอัตรากำไรขั้นต้นที่สูงกว่า

ด้านแผนงานระยะยาว ในช่วง 5 ปีข้างหน้านี้ บริษัทอยากที่จะเพิ่มสัดส่วนการขายในชื่อแบรนด์ของตัวเองที่มีอยู่ 10 แบรนด์ ให้มีสัดส่วนเป็น 50% ของรายได้รวม

ปัจจุบัน แพรนด้า จิวเวลรี่มีกำลังการผลิตไม่ต่ำกว่า 800 ล้านชิ้นต่อปี ถ้าเทียบกับผู้ผลิตระดับเดียวกันที่เป็นระดับ Mass (ราคาขาย 6-250 เหรียญ) ในตลาดโลก ถือเป็นผู้ประกอบการรายใหญ่ แม้ว่าจะมีแชร์ในตลาดโลกเพียง 2-3% แต่ในอุตสาหกรรมนี้ไม่มีใครที่เป็นรายใหญ่ที่สุดและต่างมีมาร์เกตแชร์ในระดับนี้ทั้งนั้น

อาซ้อผู้ดูแลด้านการเงินของทั้งเครือ ให้ความเห็นว่า การที่ แพรนด้ามียอดขายและกำไรที่มั่นคงมาตลอดหลายปี ทำให้มีนักลงทุนต่างชาติเข้ามาถือหุ้นสัดส่วนรวมถึง 112 ล้านหุ้น คิดเป็น 28.36% และส่วนใหญ่จะลงทุนระยะยาว "บุคลิกภาพของหุ้น PRANDA เราเป็นหุ้นปันผลแน่นอน เราจ่ายเงินปันผลสูง และสม่ำเสมอมาตลอดหลายปี"

ส่วนสาเหตุที่หุ้น PRANDA ไม่ค่อยมีความเคลื่อนไหว เป็นเพราะว่าบริษัทถูกจัดให้อยู่ในหมวดสินค้าแฟชั่นรวมกับธุรกิจเสื้อผ้า รองเท้า และเครื่องหนัง ซึ่งเป็นกลุ่มหุ้นที่โบรกเกอร์ไม่ค่อยเชียร์ ทั้งยังถูกมองว่าเป็นธุรกิจที่อยู่ในช่วง "ขาลง" (Sunset Business) ทำให้หุ้นเราไม่ได้อยู่ในสายตาของนักลงทุนเท่าที่ควร

“ถ้านักลงทุนมองให้ละเอียดจะพบว่าหุ้นเรา ยังมี Hidden Value (สินทรัพย์ซ่อนเร้น) อีกมาก และมีหนี้สินน้อยมาก (D/E 0.56 เท่า) ไม่เช่นนั้นคงไม่มีนักลงทุนรายย่อยจำนวนมาก (1,875 ราย) และนักลงทุนสถาบัน 10 ราย เข้ามาลงทุนหรอก ส่วนใหญ่คนกลุ่มนี้จะซื้อแล้วแช่ยาว”

พร้อมทั้งระบุด้วยว่า ที่ผ่านมาเคยมีนักลงทุนสถาบัน และกองทุนต่างชาติสนใจจะเข้ามาร่วมถือหุ้นใหญ่ แต่ทางครอบครัวเตียสุวรรณ์ ยังตั้งใจจะเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ต่อไป จึงขอให้เข้าไปซื้อ(เก็บ)ในกระดานแทน

เมื่อสอบถามว่า ธุรกิจจิวเวลรี่ มีอนาคตเป็นอย่างไร สุนันทา ตอบว่า อุตสาหกรรมนี้พ้นยุคที่เติบโตแบบ “พรวดพราด” ไปแล้ว แต่ถ้าดูตัวเลขสถิติจะพบว่า ในตลาดโลกยังมีความต้องการสินค้าเครื่องประดับเติบโต 20-30% ทุกปี และประเทศไทยยังไม่เคยสูญเสียมาร์เก็ตแชร์มาก่อน ปีที่แล้วติด 1 ใน 3 ผู้ส่งออกรายใหญ่ในตลาดโลก

“สินค้ากลุ่มนี้แม้ยอดขายจะขึ้นกับภาวะเศรษฐกิจบ้างแต่ก็ไม่ใช่ทั้งหมด เพราะทุกปีจะมีผู้บริโภคหน้าใหม่ในตลาดเกิดใหม่เพิ่มขึ้นตลอดเวลา อาจจะไม่หวือหวาแต่ก็ไม่เคยเกิดวัฏจักรขาลงมาก่อนในช่วง 30 ปี ที่ผ่านมา”

ด้านสถานการณ์ ราคาหุ้น PRANDA ที่ปรับลดลงในช่วงที่ผ่านมา จนหล่นอยู่ที่ระดับ 7 บาท สุนันทา ยังมั่นใจว่า นักลงทุนสถาบันยังไม่ทิ้ง(หุ้น)หนีไปไหน แต่น่าจะเป็นนักลงทุนรายย่อยที่กังวลกับภาวะเศรษฐกิจจนขายหุ้นออกไปมากกว่า ถึงอย่างไร พี/อี เรโช ปัจจุบันที่ 7.3 เท่า ยังถือว่าน่าลงทุน

“เรื่องราคาหุ้นเราไม่กังวลเท่าไร เพราะธรรมชาติของหุ้น PRANDA แรงซื้อจะเข้ามาหนาแน่นตอนที่ใกล้จะจ่ายเงินปันผล เป็นแบบนี้ทุกปีอยู่แล้ว”


แจ้งลบกระทู้ หรือ ลบผู้ตอบกลับ ตอบกลับโดย : ป้าสุ(sukhumal) IP ADDRESS : 58.8.170.55 , ,


Posts : 303
Replies : 15429
« Reply #611 เมื่อ 16/08/2008 , 10:44:31 » Edit


http://www.bangkokbiznews.com/2008/08/07/thumb/281747__1thumb3bkk.jpg


7 สิงหาคม พ.ศ. 2551 00:00:00

'มังกรฮ่องกง' ทวงคืนความยิ่งใหญ่..คีรี กาญจนพาสน์

คีรี กาญจนพาสน์:ประธานกรรมการบริหาร บมจ.ธนายง และ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร11 ปีที่ต้องสูญเสีย 'สมบัติ' ชิ้นสำคัญ จากวิกฤติต้มยำกุ้ง แต่วันนี้..มังกรฮ่องกง 'คีรี กาญจนพาสน์' พร้อมแล้วที่จะทวงคืน 'รถไฟฟ้าบีทีเอส' สู่อ้อมกอด


กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ : ก่อนจับผนึกกำลังกับ 'ธนายง' ทวงคืนความยิ่งใหญ่อีกคำรบ บนเครื่องหมายคำถาม (?) เกมนี้อาจไม่ "วิน-วิน" สำหรับทุกคน

ยุครุ่งเรืองสุดขีด บมจ.ธนายง ของ "มังกรฮ่องกง" คีรี กาญจนพาสน์ เกิดขึ้นเมื่อปี 2534 ยุคฟองสบู่อสังหาริมทรัพย์ และเป็นปีแรกที่หุ้น TYONG เข้ามาโลดแล่นในตลาดหุ้น ราคาหุ้นเคยขึ้นไป 500-600 บาท แต่เป็นเพียงแค่ "แว้บเดียว" เท่านั้น ถัดมาถึงวันนี้ 18 ปีแล้วที่หุ้นธนายง เป็น "ขาลง" มาตลอด และไม่เคยโงหัวไปไหนได้ไกลเลย

หลังจากย่ำแย่มานานกว่า 1 ทศวรรษ มังกรฮ่องกงก็เริ่มมี "มูฟเมนท์" ครั้งสำคัญออกมา นับตั้งแต่ผลักดันให้บุตรชาย กวิน กาญจนพาสน์ ขึ้นมามีบทบาทในดำรงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการ

และนำโครงการ "ธนาซิตี้" อาณาจักรธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ "หลายหมื่นล้านบาท" บนถนนบางนา-ตราด กม.14 วันนี้เริ่มถูกนำมาปัดฝุ่นใหม่ โครงการนูเวล คอนโดมิเนียม และธนาเพลส กิ่งแก้ว คอนโดมิเนียม ลดราคาขายแบบสุดๆ เริ่มต้นที่ 7.9 แสนบาท

เหตุการณ์ล่าสุด คีรี ประกาศจับมือกับหุ้นส่วนใหม่ กลุ่มดูไบ อินเวสเม้นท์ และ กลุ่มนิวเวิลด์ จากฮ่องกง เตรียมเงิน 2.4 หมื่นล้านบาท จ่ายคืนเจ้าหนี้ภายใน 2 สัปดาห์ เพื่อถอด รถไฟฟ้า BTS (บมจ.ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ) ออกจากแผนฟื้นฟูกิจการเดินหน้าเข้าตลาดหลักทรัพย์ และประกาศผนึกกำลังกับ บมจ.ธนายง รุกใหญ่ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในทำเลรถไฟฟ้า และเตรียมลงทุนใหญ่ทั้งโรงแรม คอนโดมิเนียม และเซอร์วิสอพาร์ตเมนต์

แต่วิธีการของมังกรฮ่องกง ยังคงไม่เปลี่ยน คือ ใช้แม่ไม้เดิม "เพิ่มทุนก้อนโต" โดยเตรียมหุ้นไว้ขายผู้ถือหุ้นเดิมจำนวน 968.88 ล้านหุ้น ในอัตรา 6 หุ้นเดิม ต่อ 1 หุ้นใหม่ ราคาไม่ต่ำกว่า 0.60 บาท และเตรียมหุ้นอีก 1,274.70 ล้านหุ้น เสนอขายให้แก่บุคคลในวงจำกัด (PP) ในราคาไม่ต่ำกว่า 0.60 บาท เช่นเดียวกัน

หลังเพิ่มทุนรอบนี้ ธนายงจะมีหุ้นจำนวนมหาศาล ถึง 8,056.92 ล้านหุ้น (จากปัจจุบัน 5,813.33 ล้านหุ้น) กับเงินสดในกระเป๋าอีกไม่ต่ำกว่า 1,346 ล้านบาท เพราะฉะนั้นลึกๆ แล้ว เกมนี้อาจไม่ "วิน-วิน" สำหรับทุกคน

ผู้ถือหุ้นเดิมที่ "ติดหุ้น" ราคาแพงต้นทุนเฉลี่ยจะไม่ได้ลดต่ำลง ขณะที่พันธมิตรใหม่ (PP) ได้หุ้นในราคาต่ำที่ไม่มีต้นทุนเดิม(ที่ขาดทุน)อยู่ในกระเป๋า อีกทั้งมีจำนวนหุ้นเพิ่มขึ้นมาแชร์กำไรอีก 38% นอกจากนี้ หุ้นในพอร์ต บริษัท เค ทู เจ โฮลดิ้ง จำกัด ผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับ 1 ของ ธนายง ในสัดส่วน 34.40% ก็ได้มาจากการปรับโครงสร้างหนี้

นอกจากนั้นแล้ว เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2549 ธนายงเคยออกหุ้น PP จำนวน 2,266.66 ล้านหุ้น หรือ 42.50% ขายให้กับ Crossventure Holdings Limited (ฮ่องกง) ในราคาหุ้นละ 0.50 บาท หลังจากนั้น Crossventure Holdings ก็โอนขายหุ้นออกไปหลายครั้ง จนกระทั่งล่าสุดเหลืออยู่เพียง 35.39 ล้านหุ้น หรือ 0.61% เท่านั้น

ด้วยเหตุนี้ ค่อนข้างแน่ชัดว่ากลุ่มผู้ถือหุ้นใหญ่มีหุ้นราคาถูก 0.50 บาท อยู่ในมือค่อนข้างมาก และที่กำลังจะออก PP ล็อตใหม่ที่ราคา 0.60 บาท อีก 1,274.70 ล้านหุ้น เท่ากับว่าต้นทุนเฉลี่ยจะต่ำเพียง 0.50-0.60 บาท (ต่ำกว่าราคาตลาดในขณะนี้) ด้วยเหตุนี้ การรุกครั้งใหญ่ของ คีรี ถ้าเป้าหมายอยู่ที่ "ราคาหุ้น TYONG" ในท้ายที่สุดแล้วคนที่ "วิน" คือ ใคร..? น่าจะเดาได้ไม่ยาก

การที่ คีรี กำลังจะจับ "ธนายง" มาผนึกกำลังกับ "บีทีเอส" เป้าหมายแท้จริงของเขา คือ อะไร..?

“จุดเริ่มต้นของ BTS มาจากผู้เป็นแม่ คือ ธนายง และอีกไม่นานสองบริษัทนี้ก็จะกลับมารวมกันอีกครั้งหนึ่ง” คีรี กาญจนพาสน์ ประธานกรรมการบริหาร บมจ.ธนายง และ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ เปิดเผยในที่ประชุมผู้ถือหุ้น

โดยขั้นตอนการทวงสมบัติคืน คาดว่าจะเสร็จภายใน 2-3 สัปดาห์นี้ ตามแผนที่วางไว้ คีรี จะดึง “ผู้ถือหุ้น” รายใหม่เข้ามาเพื่อชำระหนี้ก้อนสุดท้าย จำนวน 2.4 หมื่นล้านบาท และจะกระจายหุ้นไอพีโอ เพื่อนำรถไฟฟ้า BTS เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ให้เร็วที่สุด

เดิมธนายงเคยเป็นผู้ถือหุ้น BTS ทั้ง 100% แต่ปัจจุบันเหลือหุ้นเพียง 1.86% เท่านั้น คีรี บอกว่า ถ้าจะเข้าซื้อหุ้นบีทีเอสอีกครั้ง ก็จะใช้ชื่อของธนายงไม่ซื้อในชื่อส่วนตัว “ขอยืนยันว่าที่ผ่านมาผมและครอบครัวไม่มีหุ้น BTS เลยสักหุ้นเดียว ถือผ่านนอมินีก็ไม่มี เพราะตอนนั้นผมลงทุนโดยใช้ชื่อของธนายง ไม่ได้ใช้ชื่อตัวเอง”

มังกรฮ่องกง บอกต่อว่า อยากให้ธนายง ถือหุ้นบีทีเอสให้ได้มากที่สุดเท่าที่ทุนจะเพียงพอ และเจ้าหนี้จะเป็นผู้ตัดสินใจ (ธ.กรุงเทพ, ธ.ไทยพาณิชย์, บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย, ดอยช์แบงก์ ฯลฯ) แต่ถ้าจะมีบทบาทในการบริหารคงจะต้องมีหุ้นขั้นต่ำ 25% ขึ้นไป

สำหรับอนาคตของธนายง คีรี วางแผนในระยะ 5 ปีข้างหน้านี้ไว้ว่า จะลงทุน 2.3 หมื่นล้านบาท ผ่าน 4 โปรเจคใหญ่ ได้แก่ ธุรกิจโรงแรม และร้านอาหาร ได้ร่วมทุนกับ บริษัท แอ๊บโซลูท โฮเต็ล เซอร์วิส จำกัด (ถือหุ้น 50%) เพื่อบริหารเชนโรงแรม “ยู โฮเทล” ปัจจุบันเปิดให้บริการแล้วที่จังหวัดเชียงใหม่ และเตรียมแผนลงทุนอีกสามแห่งที่จังหวัดกาญจนบุรี ชะอำ และ เขาใหญ่

โปรเจคที่สอง คือ ธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ได้แก่ โครงการธนาซิตี้ ปัจจุบันสามารถขายโครงการไปได้กว่า 80% แล้ว ส่วนโปรเจครับบริหารอสังหาริมทรัพย์

ประกอบด้วย โรงแรมติดสถานี BTS สุรศักดิ์ 1 แห่ง และกำลังเจรจากับเชนโรงแรมแห่งหนึ่งอยู่ รวมถึง การรับงานก่อสร้างโครงการบ้านเอื้ออาทร 4 ทำเล ที่จอมเทียน และหัวหินได้ดำเนินการสร้างไปแล้ว 70-80% มีกำหนดส่งมอบให้กับการเคหะแห่งชาติ ในเดือนกุมภาพันธ์ปี 2552 ส่วนที่บางบ่อ และโคกแย้ม กำลังอยู่ในขั้นตอนดำเนินงาน

ในส่วนของแผนลงทุนที่เชื่อมโยงกันระหว่างบีทีเอส และธนายง คีรี บอกว่า ความพร้อมล่าสุดมีที่ดินทำเลดีที่ติดกับเส้นทางรถไฟฟ้า อยู่ 6 ทำเลด้วยกัน รวมกว่า 20 ไร่ ในจำนวนนี้ มีติดกับสถานีรถไฟฟ้าบีทีเอส สถานีหลัก 4 แห่ง ซึ่งพร้อมนำมาพัฒนาเพิ่มมูลค่า ปัจจุบันราคาเฉพาะที่ดินเปล่าอยู่ที่ 1.5-2.5 แสนบาท/ตารางวา ส่วนแผนพัฒนาเบื้องต้น จะมีทั้งคอนโดมิเนียมพักอาศัย โรงแรม และเซอร์วิสอพาร์ตเมนต์

"บางแห่งเริ่มพัฒนาไปบ้างแล้ว ลงเข็มทยอยสร้างไปบ้าง แต่ยังเปิดเผยรายละเอียดไม่ได้ ต้องรอสรุปการประชุมกับผู้ถือหุ้นก่อน" สำหรับข่าวที่ว่า ธนายง กำลังจับมือกับ บลจ.แห่งหนึ่งเพื่อจัดตั้ง Property Fund คีรีนิ่งไปพักหนึ่ง ก่อนตอบว่า "เรื่องนี้อย่าเพิ่งพูดดีกว่า"

แม้ว่าตอนนี้ ธนายงกับบีทีเอส จะเป็นคนละบริษัทซึ่งแยกจากกันอย่างสิ้นเชิง แต่คีรี และผู้ถือหุ้นต่างมองว่า บีทีเอส คือ Asset หลักของธนายงมาตลอด 11 ปีที่ผ่านมา

“คำกล่าวนั้นไม่ผิด แต่อาจไม่ถูกทั้งหมด เพราะธนายงทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์แต่บีทีเอสทำรถไฟฟ้า ซึ่งมันก็เกี่ยวเนื่องกันได้” คีรี ตอบ

พร้อมระบุว่า ในอนาคตถ้า ธนายงกับบีทีเอส ได้ทำงานร่วมกัน เรามีสิทธิได้เปรียบ Developer รายอื่นที่ทำโครงการอยู่รอบรถไฟฟ้าซะอีก แต่ยุทธศาสตร์(สตอรี่)จากนี้จะเป็นเช่นไร "ผมจะ(ค่อยๆ)เปิดเผยในภายหลัง”

คีรี ย้ำว่า แม้ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ตนเองต้องถอยออกจากบทบาท “เจ้าของ” มาเป็นเพียง “ผู้บริหาร” แต่เจ้าหนี้ทั้งหมดยังให้ความไว้วางใจบริหารบีทีเอสจนประสบความสำเร็จมีผู้โดยสาร 4-5 แสนเที่ยวต่อวัน ส่วนหลังออกจากแผนฟื้นฟูกิจการ ตนเองอาจไม่ใช่ผู้ถือหุ้นใหญ่ที่สุด แต่ก็เป็นผู้บริหารรถไฟฟ้าได้ดีที่สุด

“ผมพูดได้เต็มปากว่าบีทีเอสเป็นของผม และเจ้าของตัวจริงเสียงจริงกำลังจะกลับมาแล้ว” มังกรฮ่องกง ทิ้งลายไว้ให้ติดตามตอนต่อไป


แจ้งลบกระทู้ หรือ ลบผู้ตอบกลับ ตอบกลับโดย : ป้าสุ(sukhumal) IP ADDRESS : 58.8.170.55 , ,


Posts : 303
Replies : 15431


« Reply #612 เมื่อ 16/08/2008 , 10:57:11 » Edit


http://www.bangkokbiznews.com/2008/07/29/thumb/279501__md_1thumb3bkk.jpg


29 กรกฎาคม พ.ศ. 2551 00:00:00

หุ้นเล็ก..ใจใหญ่ 'เด็มโก้' 4 ปีรายได้ 'หมื่นล้าน' ??

ประเดช กิตติอิสรานนท์:"ถ้ามีโอกาสผมก็จะเข้าไปเก็บ DEMCO-W1 เรื่อยๆ เพราะรู้อยู่แล้วว่าธุรกิจกำลังไปได้สวย และไม่คิดจะขายหุ้นออกไปด้วย" ท่ามกลางปัจจัยแวดล้อมทางเศรษฐกิจ และการเมือง ที่ยังไม่นิ่ง แต่ "คนตัวเล็ก" อย่าง บมจ.เด็มโก้ กลับกล้าออกมาประกาศเป้าหมายอย่างสุดท้าทาย ภายใน 4 ปี (2555) จะมีรายได้แตะระดับ "หมื่นล้าน" มีความเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหน จะไปถึงได้อย่างไร ??


กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ : เด็มโก้ เป็นบริษัทที่รวมตัวกันของอดีตวิศวกรของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ซึ่งนำโดย ประเดช กิตติอิสรานนท์ จดทะเบียนจัดตั้งบริษัท เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2535 ประกอบธุรกิจหลักให้บริการออกแบบ จัดหา ก่อสร้างและติดตั้งแบบครบวงจรในงานระบบจำหน่ายไฟฟ้า ระบบสายส่งไฟฟ้าแรงสูง และงานก่อสร้างเสาโทรคมนาคม เป็นต้น

;โดยกลุ่มลูกค้าหลักในปี 2550 ที่ผ่านมา ได้แก่ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) มีรายได้ 823 ล้านบาท บริษัท โรจนะพาวเวอร์ จำกัด 310 ล้านบาท บริษัท พีทีที ยูทิลิตี้ จำกัด (ในเครือปตท.) 216 ล้านบาท การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) 98 ล้านบาท และบริษัท ยูไนเต็ด เทเลคอม เซลส์ แอนด์ เซอร์วิส จำกัด 233 ล้านบาท ฯลฯ

หุ้น DEMCO ขายไอพีโอ 3.05 บาท เข้าตลาดหุ้นครั้งแรกเมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2549 ราคาหุ้นเคยตกลงไป 2 บาท ก่อนจะทะยานขึ้นไปเหนือ 6 บาท จากนั้นราคาหุ้นเริ่มอ่อนตัวตามภาวะงานก่อสร้างภาครัฐที่ชะลอตัวลง

ประเดช กิตติอิสรานนท์ กรรมการผู้จัดการ บมจ.เด็มโก้ ยอมรับว่า ช่วง 2 ปีที่ผ่านมา การเมืองไทยอยู่ในภาวะ “สุญญากาศ” ทำให้โครงการลงทุนไฟฟ้าของภาครัฐ “ติดค้าง” อยู่กว่า 6,000 - 7,000 ล้านบาท และถ้าการเมืองมีความชัดเจนมากขึ้น งานจำนวนนี้ก็จะเริ่มทยอยออกมาให้ภาคเอกชนได้ประมูล โดยมีคู่แข่งในตลาด 5-6 ราย

“แม้ว่าเศรษฐกิจและการเมืองจะยังไม่แน่นอน แต่รายได้ของเราในปีนี้ น่าจะยังเติบโตได้ขั้นต่ำ 10% แน่นอน ไม่น่าพลาด (ปี 2550 ทำไว้ 2,177 ล้านบาท)” ประเดช ยืนยันกับ กรุงเทพธุรกิจ BizWeek

ผู้บริหารเด็มโก้ เปิดเผยว่า ในปีนี้ บริษัทจะใช้กลยุทธ์เพิ่มสัดส่วนรายได้ของธุรกิจเทรดดิ้ง (อุปกรณ์ และวัสดุด้านวิศวกรรม) ให้เป็น 40% ของรายได้รวม จากปีที่แล้วที่มีสัดส่วนเพียง 20% เพื่อลดความเสี่ยงจากธุรกิจรับเหมา ซึ่งผูกติดกับ “การเมือง” มากเกินไป ให้เหลือสัดส่วนเพียง 60%

โดยในปีนี้ คาดว่าจะมีรายได้จากการขายอุปกรณ์ 800 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วซึ่งมียอดขาย 358 ล้านบาท ส่วนในปี 2552 ตั้งเป้าที่จะโตอีก "เท่าตัว" หรือมีรายได้ 1,600 ล้านบาท

ด้านธุรกิจรับเหมาก่อสร้างและบริการด้านวิศวกรรม ปัจจุบันเด็มโก้มี Backlog อยู่ประมาณ 1,900 ล้านบาท แต่จะทยอยรับรู้รายได้ในปีนี้ก่อน 1,600 ล้านบาท โดยในครึ่งหลังของปีนี้จะเริ่มทราบผลการประมูลที่ยื่นไว้รวมทั้งสิ้น 4,694 ล้านบาท

ส่วนภาระด้านต้นทุน ประเดช บอกว่า ราคาวัตถุดิบหลักที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น เช่น เหล็ก อุปกรณ์ไฟฟ้า เด็มโก้ได้ทำการสต็อกไว้ 100% ตั้งแต่ปีที่แล้ว ส่วนวัตถุดิบอื่นในงานด้านโยธา เช่น ปูนซีเมนต์ ลูกค้าเป็นผู้จ่าย จึงไม่ได้รับผลกระทบมากนัก

ด้านอัตรากำไรขั้นต้นในปีนี้ เขาคาดว่า น่าจะมากกว่าค่าเฉลี่ยของปี 2550 ที่ 16% โดยครึ่งปีแรกทำได้เฉลี่ยอยู่ที่ 17% รวมทั้งจะหันไปรับงานภาคเอกชนมากขึ้น เพิ่มสัดส่วนเป็น 70% จากเดิมอยู่ที่ 50%

“สถานการณ์เศรษฐกิจแบบนี้งานเล็กหรือใหญ่เราก็เข้าไปประมูลหมด แม้แต่งาน 10-20 ล้าน เราก็ทำ”

แผนงานใหญ่ของเด็มโก้ในระยะปานกลางที่ ประเดช หมายมั่นมาก คือ ภายใน 4 ปีหลังจากนี้ เด็มโก้จะแตกไลน์ธุรกิจไปสู่ฐานรายได้ใหม่ เริ่มจากโรงไฟฟ้าพลังงานลมขนาด 500 เมกะวัตต์ (5 โครงการ) ในพื้นที่จังหวัดเพชรบูรณ์ โดยร่วมทุนกับ บริษัท รีนิวเอเบิล เอเนอยี คอร์ปอเรชั่น จำกัด (ถือหุ้นใหญ่โดย นพพร ศุภพิพัฒน์) และนักลงทุนต่างประเทศจำนวนหนึ่ง คาดว่าจะเซ็น MOU ภายในไตรมาส 3 ปีนี้ และเริ่มก่อสร้างได้ช่วงกลางปี 2552

โดยมูลค่าเงินลงทุนทั้งหมด 5 โครงการ จะอยู่ที่ 30,000 ล้านบาท ซึ่งเด็มโก้จะลงทุน 1,500 ล้านบาท เป็นผู้ก่อสร้างและรับรู้รายได้ตามสัดส่วนการถือหุ้น 15% คาดว่าจะมีรายได้จากธุรกิจนี้ ปีละ 1,500-2,000 ล้านบาท ต่อหนึ่งโครงการ

นอกจากนี้ ยังจะมีรายได้มาจาก บริษัท เจ พี เอ็ม อินเตอร์ จำกัด (ถือหุ้น 45%) ซึ่งดำเนินธุรกิจรับจ้างผลิตและติดตั้งภาชนะแรงดันสูง ระบบท่อรับแรง และบริษัทยังเป็น 1 ใน 2 บริษัทในประเทศไทยที่มีความสามารถในการวางสายเคเบิ้ลใยแก้วแบบวิธีใช้ลมอัด (Blowing Method)

ส่วนแผนงานใหม่ในอนาคต ได้แก่ โครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานแกลบ ที่จังหวัดร้อยเอ็ด มูลค่าลงทุน 330 ล้านบาท คาดว่าจะก่อสร้างเสร็จและรับรู้รายได้ตั้งแต่กลางปี 2552 เป็นต้นไป รวมถึงแผนการยื่นประมูลงานวางระบบท่อน้ำชลประทาน งานก่อสร้างระบบรถไฟรางคู่ ส่วนธุรกิจเทรดดิ้ง จะขยายตลาดส่งออกเสาไฟฟ้าและเสาโทรคมนาคมไปยังประเทศกัมพูชา และตะวันออกกลาง

ประเดช ตั้งธงว่าทุกธุรกิจใหม่และเก่าของเด็มโก้ที่เข้าไปหลังจากนี้จะต้องสร้างรายได้ตั้งแต่ 1,000-1,500 ล้านบาทต่อปี ถึงจะบรรลุเป้าหมายสูงสุด

“ความตั้งใจของผมภายใน 4 ปีหลังจากนี้ ต้องทำให้เด็มโก้มีรายได้เติบโตปีละ 20% ทุกปี และภายในปี 2555 รายได้รวมเราจะสามารถแตะระดับ 10,000 ล้านบาทได้” เขาตั้งเป้าหมายอย่างสุดท้าทาย

อย่างไรก็ตามก็เริ่มมีคำถามว่า ทั้งหมดที่กล่าวมาเป็นการลงทุนที่ "เกินตัว" หรือไม่

“มีผู้ถือหุ้นกังวลว่าเรามีแผนงานเยอะแบบนี้เทียบกับไซส์ธุรกิจแค่นี้ (สินทรัพย์รวม 1,289 ล้านบาท) จะไหวหรือเปล่า ผมขอยืนยันว่าสภาพคล่องการเงินเราเพียงพอแน่นอน และขณะนี้ยังไม่มีความคิดที่จะเพิ่มทุนด้วย ส่วนสาเหตุที่กระแสเงินสดปีที่แล้วติดลบ เพราะเรานำเงินไปซื้อเหล็กและอุปกรณ์มาสต็อกไว้ใช้ในปีนี้"

ประเดช หวังว่า การออกวอร์แรนท์ DEMCO-W1 จำนวน 88.52 ล้านหุ้น (แปลงสภาพ 4.50 บาท) ที่จะหมดอายุในอีก 2 ปีข้างหน้า จะทำให้บริษัทมีกระแสเงินสดเข้ามาอีก 400 ล้านบาท

พร้อมทั้งยืนยันว่า 3 กลุ่มผู้ถือหุ้นใหญ่ ได้แก่ กลุ่มประพีร์ ปุ้ยพันธวงศ์ กลุ่มกิตติอิสรานนท์ และกลุ่มสุวัฒน์ จรดล คุยกันแล้วว่าจะไม่ลดสัดส่วนการถือหุ้น DEMCO ลงจากปัจจุบันที่ถือหุ้นอยู่รวมกัน 60% เพราะมองว่าในอนาคตยังมีโอกาสจะได้รับผลตอบแทนที่ดีกว่าในปัจจุบัน

“ถ้ามีโอกาสผมเองก็จะเข้าไปซื้อวอร์แรนท์ (DEMCO-W1) เก็บอีกเรื่อยๆ เพราะรู้อยู่แล้วว่าธุรกิจกำลังไปได้สวย ROE ตั้งแต่เข้าตลาดหุ้นมาของเราก็อยู่ในระดับ 30% มาตลอด ถ้ามองราคาหุ้นในปัจจุบันที่ 3.82 บาท เทียบเท่ากับพี/อี เรโช 6 เท่า ถือว่าไม่แพงเลย"

ทั้งหมดนี้ เป็นมุมมองด้านบวก ของ ประเดช กิตติอิสรานนท์ นี่คือ โอกาสการลงทุนที่ดีที่สุด (ถ้าคุณเป็นเขา) ขณะที่นักลงทุนมือฉมังอาจมองอีกมุมว่า ในช่วงของการลงทุนขนาดใหญ่ไม่ว่าบริษัทใดก็ตาม คือ ช่วงอ่อนแอที่สุดในการรักษาความสามารถในการทำกำไรเอาไว้








http://www.bangkokbiznews.com/2008/07/30/thumb/279489__11thumb3bkk.jpg


28 กรกฎาคม พ.ศ. 2551 00:00:00

'เทิร์นอะราวด์' ครั้งใหญ่ 'อีเอ็มซี' ต้องอดใจรอ

กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ : "ชนะชัย ลีนะบรรจง" ฉายแผนธุรกิจของ บมจ.อีเอ็มซี ในปี 2551 ให้ฟังว่า ความจริงปีนี้ต้องเป็นปีที่ “เทิร์นอะราวด์” ครั้งใหญ่ หลังจากเทิร์นอะราวด์ครั้งเล็กไปแล้ว เมื่อปี 2550 ด้วยการจ่ายเงินปันผล 2 ครั้ง


แบ่งเป็นเดือนมิถุนายน 0.05 บาท และ 0.10 บาท ในเดือนกรกฎาคม แต่เนื่องจากปีนี้ ปัญหาเศรษฐกิจ และการเมืองรุมเร้า ขณะที่ธนาคารเข้มงวดสินเชื่อ ทำให้อุตสาหกรรมก่อสร้างได้รับผลกระทบอย่างแรง

ฉะนั้นในแง่ของกำไรสุทธิ และอัตรากำไรสุทธิ ในปี 2551 อาจไม่หวือหวาเหมือนดั่งใจหวัง ในส่วนของอัตรากำไรขั้นต้นก็จะลดลงจาก 8.29% เหลือประมาณ 7.5% เนื่องจากกำไรขั้นต้นในส่วนงานระบบจะลดลงประมาณ 2% หลังราคาวัตถุดิบปรับตัวขึ้นค่อนข้างมาก โดยเฉพาะเหล็กที่ปรับขึ้นจาก 28-29 บาทต่อกิโลกรัม เป็น 42 บาทต่อกิโลกรัม


"อยากให้ผู้ถือหุ้นอดใจรอหน่อย อีกไม่นานตัวเลขการเงินจะสวยขึ้นกว่านี้มาก”

เขาระบุว่า ปีนี้ อีเอ็มซีอาจมีรายได้ขั้นต่ำ 3,300 ล้านบาท เมื่อเทียบกับปี 2550 ที่มีรายได้ 2,999 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 146 ล้านบาท เพราะยังมี Backlog อยู่ในมือ 5,200 ล้านบาท"

คาดว่าจะบันทึกในปีนี้ ราว 2,000 ล้านบาท และยังจะรับรู้รายได้จากโครงการใหม่ที่ชนะการประมูลแล้วประมาณ 1,300 ล้านบาท ขณะเดียวกันช่วงครึ่งปีหลังมีแผนเข้าประมูลงานใหม่อีก 7,000-8,000 ล้านบาท คาดว่าอาจชนะการประมูล 20% ของมูลค่างานทั้งหมด

“กำไรขั้นต้นของงานระบบจะดีกว่างานก่อสร้าง โดยงานระบบจะอยู่ที่ 12-15% งานก่อสร้างอยู่ที่ 8-10% ปัจจุบันเรามีรายได้จากงานระบบ 70% ที่เหลืออีก 30% เป็นงานก่อสร้าง แบ่งเป็นงานของภาคเอกชน 90% และงานของภาครัฐ 10% หากรัฐบาลเริ่มเปิดประมูลงานมากขึ้น เราก็จะขยับมารับงานรัฐมากขึ้น”

ชนะชัย เปิดเผยแผนธุรกิจในช่วง 3 ปีข้างหน้า (นับปี 2550-2552) ด้วยว่า ต้องบอกก่อนว่าวันแรกที่เข้ามานั่งตำแหน่งประธานกรรมการบริหาร ก็พูดมาตลอดว่า ภายใน 3 ปี อีเอ็มซีต้องคว้าตำแหน่ง Leader Construction Company มาครอบครองให้ได้ และต้องมีรายได้แตะ 4,000 ล้านบาท มาวันนี้ก็ยังมั่นใจว่าจะทำได้อย่างที่ประกาศไว้ แม้ปัจจุบันจะมีอุปสรรคขัดขวางมากมายก็ตาม

เนื่องจากตอนนี้ บริษัทกำลังรุกงานต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง เพราะเห็นว่ามีกำไรขั้นต้นสูงกว่างานในประเทศประมาณ 1-2% และหากถามว่าในอนาคต อีเอ็มซีมีแผนแตกไลน์ไปทำธุรกิจประเภทอื่นๆ อีกหรือไม่ คำตอบคือ “ไม่”

"แต่เรามีแผนจะหันมารับงานก่อสร้างประเภทใหม่ๆ เช่น งานด้านสิ่งแวดล้อม โรงไฟฟ้า โรงงานเอทานอล เป็นต้น ล่าสุดอยู่ระหว่างเจรจากับลูกค้า คาดว่าจะได้ข้อสรุปเร็วๆ นี้ แต่จะเป็นช่วงไหนคงไม่สามารถบอกได้"

นักเลงหุ้นพันล้านที่หันมาเอาดีในฐานะผู้ถือหุ้นใหญ่ และผู้บริหาร บมจ.อีเอ็มซี ฝากคำยืนยันอีกครั้งว่า...

"ผมตั้งใจเข้ามาทำธุรกิจจริงๆ ไม่ได้เข้ามาแสวงหาประโยชน์ (จากราคาหุ้น) ใครไม่เชื่อไม่เป็นไร เพราะเวลาจะเป็นเครื่องพิสูจน์ทุกๆ อย่างเอง" และวันนี้คนที่ "ยังไม่เชื่อ" ก็คือ สอง วัชรศรีโรจน์ ผู้ที่เปลี่ยน "สัจธรรมชีวิต" ชนะชัย ลีนะบรรจง จนเบื่อที่จะชิมน้ำหวานบนปลายมีดอีกแล้ว



แจ้งลบกระทู้ หรือ ลบผู้ตอบกลับ ตอบกลับโดย : ป้าสุ(sukhumal) IP ADDRESS : 58.8.170.55 , ,


Posts : 303
Replies : 15432
« Reply #613 เมื่อ 16/08/2008 , 10:58:49 » Edit


http://www.bangkokbiznews.com/2008/07/30/thumb/279489__11thumb3bkk.jpg


30 กรกฎาคม พ.ศ. 2551 00:00:00

'เสี่ยสอง' ผู้เปลี่ยน 'สัจธรรมชีวิต'..ชนะชัย ลีนะบรรจง

ชนะชัย ลีนะบรรจง:"ผมมีความสัมพันธ์แนบแน่นกับ สอง วัชรศรีโรจน์ จริง! แต่ไม่เคยเล่นหุ้นพอร์ตเดียวกัน แค่มีการพูดคุยกันว่าช่วงนี้หุ้นตัวไหนน่าสนใจ" จู่ๆ พญาเสือก็คิดอยากจะ ถอดเขี้ยว' เบื่อหน่ายชีวิตการเป็น 'เซียนหุ้น'


กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ : แม้จะเชื่อยากสักหน่อยที่เสือจะ 'จำศีล-กินเจ' แต่เขาล่ะ..'ชนะชัย ลีนะบรรจง' พญาเสือผู้ที่กำลังคิดจะกลับใจ

หลังเหตุการณ์โศกนาฏกรรม "สังหารหมู่" ผู้ถือหุ้น บมจ.อีเอ็มซี เมื่อต้นเดือนกรกฎาคม 2551 ที่ผ่านมา หุ้น EMC ถูกถล่มขาย (ฟอร์ซเซล) ออกมาอย่างหนัก จากกลุ่มสอง วัชรศรีโรจน์ อาทิ ฉัตร์สุดา เบ็ญจนิรัตน์ ชยุตม์ ลี้อิสสระนุกูล และสีฟ้า แจ่มวุฒิปรีชา (มาม่าบลู) ฯลฯ

ความสัมพันธ์ระหว่าง 2 พญาเสือ ชนะชัย ลีนะบรรจง กับสอง วัชรศรีโรจน์ ก็มาถึง "จุดอับปาง" เสียงก่นด่า ชนะชัย ในฐานะผู้ถือหุ้นใหญ่ และผู้ดูแลกิจการอีเอ็มซี ดังลั่นเข้าถึงหูสื่อมวลชนหลายแขนง "มรึง!! นั่นแหละขายหุ้น (ตั้งแต่บาทกว่า) ออกมา..ถ้าไม่ใช่มรึง! แล้วจะเป็นใคร"

ข้อตกลงด้วยวาจาที่ทั้ง 2 ฝ่ายต้องช่วยเหลือกันประคับประคองราคาหุ้น เส้นเยื่อใย Networking ที่ถูกดึงจนตึงด้วยภาวะเศรษฐกิจที่สุกงอม จึงเต็มไปด้วยความหวาดระแวง กลัวอีกฝ่ายจะลั่นไกก่อน นี่เอง..ที่ทำให้สายใยของทั้งชนะชัย และสอง ต้องขาดผึง ด้วยโทษว่าอีกฝ่ายไม่ทำตามสัญญา ราวกับว่าบุฟเฟ่ต์ธุรกิจที่เคยร่วมรับประทานอย่างเอร็ดอร่อย เมื่อ 2-3 เดือนที่แล้ว วันนี้เป็นมื้ออาหารที่ไร้รสชาติสิ้นดี

ในเมื่อเพื่อนร่วมอุดมการณ์เลือกที่จะใส่คอนเวิร์ส "ทางใคร-ทางมัน" ราคาหุ้น EMC จึงเคว้งคว้างจากความคับแค้นที่ยังไม่เจือจาง ขณะเดียวกันก็มี "มือที่สาม" อย่าง "จอร์จ ตัน" เอกยุทธ อัญชันบุตร สอดแทรกเข้ามาราวกับพระเอกขี่ม้าขาว ป่าวประกาศจะ "เทคโอเวอร์" อีเอ็มซี แน่นอน ใครๆ ก็ย่อมต้องมองว่า เป็นหมากที่ ชนะชัย ใช้แก้เกมฝั่งตรงข้าม เพราะถ้าจะเทคโอเวอร์จริงๆ มีคนบ้าที่ไหนจะมาพูดให้ทุกคนฟัง แล้วต้องมาซื้อหุ้นราคาแพง

...เจตนานี้แน่ชัดว่า ต้องการ "พยุงราคาหุ้น" ด้วยการสร้างกระแส ไม่ได้ต้องการซื้อหุ้นจริงๆ หรอก! และทั้งหมดนี้ก็น่าจะเป็น "แค่เกม" เพื่อต้านพายุความเงียบแต่รุนแรงของอีกฝ่ายเท่านั้น

ย้อนกลับไปเมื่อ 2-3 ปีก่อน ชนะชัย ลีนะบรรจง หรือ เสี่ยชัยชนะ (ชื่อเรียกในวงการหุ้น) เป็นนักลงทุน "รายใหญ่" (มาก) คนหนึ่งในตลาดหลักทรัพย์ หนุ่มใหญ่วัย 51 ปี รายนี้จบวิศวะฯ จุฬา เป็นรุ่นน้อง สีฟ้า แจ่มวุฒิปรีชา (มาม่าบลู) 1 รุ่น ซึ่งจบจากคณะวิทยาศาสตร์จุฬาฯ

ก่อนจะเข้ามาถือหุ้นใหญ่อีเอ็มซี เขาเป็นเจ้าของบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์หลายแห่ง ได้แก่ บริษัท พรรณสิริ พร๊อพเพอร์ตี้ จำกัด บริษัท เฟดเดอรัล ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด บริษัท โฮบิส จำกัด และบริษัท เมเปิล เรียลตี้ จำกัด เป็นต้น ก่อนหน้านี้ใครหลายคนต่างมองว่าชนะชัยเป็น “นอมินี” ของ สอง วัชรศรีโรจน์ ไม่เพียงมีสไตล์การลงทุนที่ค่อนข้างหวือหวาแล้ว ยังมักจะซื้อขายหุ้นตามก๊วนสองอย่างสม่ำเสมอ

ต่อมาเมื่อกลางปี 2550 ชื่อของชนะชัย โดดเด่นขึ้นมา เมื่อเขาร่วมกับกลุ่มสอง เข้ายึดอีเอ็มซีแล้วล้มกระดานผู้บริหารชุดเก่า ก่อนจะเข้าไปนั่งควบตำแหน่ง ประธานกรรมการ และประธานกรรมการบริหาร บมจ.อีเอ็มซี โดยขณะนั้น สีฟ้า เคยการันตีว่า ชนะชัย คนนี้ "ตัวจริง-รวยจริง" ไม่ใช่นอมินีของใครแน่!

หลังจากชนะชัย เข้าไปบริหารอีเอ็มซี ภาพลักษณ์ของเขากับกลุ่มของสอง เริ่มดูเหินห่างราวกับต้องการแยกตัวเป็นอิสระ สังเกตได้ชัดจากทิศทางการลงทุนในตลาดหุ้นที่ต่างคนต่างเดิน ต่างคนต่างสร้างอาณาจักรของตัวเอง จนมาเกิดเรื่อง "เพื่อนรักหักเหลี่ยมโหด" ขึ้นอย่างที่เกริ่นไว้ในตอนแรก

เมื่อหน้ากากความเป็นมิตรแท้ถูกถอดออก ต้นทุนความน่าเชื่อถือระหว่างกันต่ำกว่าพาร์ แน่นอนว่า ชนะชัยต้องรับศึกหลายด้านพร้อมๆ กัน เขาจะแก้เกมนี้อย่างไร

กลอนหัวใจของ ชนะชัย ลีนะบรรจง เปิดออกเป็นครั้งแรก เขายอมรับด้วยอาการ "สุดเซ็ง" กับ กรุงเทพธุรกิจ BizWeek ว่า วันนี้ “ทัศนคติ” เกี่ยวกับการลงทุนในตลาดหุ้นเปลี่ยนแปลงไปจากหน้ามือเป็นหลังมือ เพราะขนาดเปลี่ยนแนวทางการลงทุนจากหุ้นเก็งกำไร (หวือหวา) มาเป็นหุ้นบลูชิพในเครือ ปตท. รวมถึงหุ้น โทรีเซนไทย เอเยนต์ซีส์ (TTA) และ ท่าอากาศยานไทย (AOT) แต่ผลสุดท้ายก็ยังขาดทุนอยู่ดี

"ตอนนี้ ผมรู้สึกเบื่อหน่าย ไม่อยากลงทุนผ่านตลาดหุ้นอีกแล้ว เพราะลำพัง SET Index ขึ้นตัวแดงผมก็ขาดทุนแบบสุดๆ แล้วยิ่งมาเจอเหตุการณ์ “ช็อก” ความรู้สึก ราคาหุ้น EMC ตกลงมากว่า 70% ยิ่งทำให้ความอยากเล่นหุ้นมันหายไปเลย"

ชนะชัย ยอมรับว่า ส่วนตัวมีความสัมพันธ์แนบแน่นกับ สอง วัชรศรีโรจน์ จริง แต่ไม่เคยเล่นหุ้นพอร์ตเดียวกัน แค่มีการพูดคุยกันว่าช่วงนี้หุ้นตัวไหนน่าสนใจ ซึ่งเขาเป็นรายใหญ่ในตลาดหุ้นใครหน้าไหนจะไม่รู้จัก แต่เมื่อเกิดเหตุการณ์นี้ขึ้นก็ยังไม่รู้ว่าความสัมพันธ์เราจะยังคงเดิมหรือไม่ เพราะตั้งแต่มีฟอร์ซเซลก็ยังไม่มีการ (เคลียร์) ต่อสายตรงถึงกัน ตอนนี้ยังรู้สึกงงๆ จับต้นชนปลายไม่ถูก ที่สำคัญไม่เข้าใจว่าเหตุใด สีฟ้า (มาม่าบูล) ถึงออกมาพูดว่า "เมื่อความจริงปรากฏทุกอย่างก็จะกระจ่าง"

"เท่าที่เข้าใจได้ตอนนี้ สาเหตุที่เขาจับมือกันทำฟอร์ซเซล เป็นเพราะเข้าใจผิดว่า ผมเป็นต้นเหตุที่ทำให้ราคาหุ้น EMC หลุด 1 บาท ขอยืนยันผ่าน กรุงเทพธุรกิจ BizWeek เลยว่า ไม่เคยขายหุ้นออกแม้แต่หุ้นเดียว ถ้าไม่เชื่อไปขอดูรายชื่อผู้ถือหุ้นกับทางตลาดหลักทรัพย์ได้เลย แล้วคุณก็จะเห็นว่าตั้งแต่เดือนมีนาคม-กรกฎาคม 2551 ผมยังคงสัดส่วนการถือหุ้นไว้ที่ 516 ล้านหุ้นเหมือนเดิมทุกประการ แม้กระทั่งตอนนี้ที่ราคาลงต่ำมากๆ ผมก็ยังไม่ขายออก"

ชนะชัย บอกว่า ถ้ามีโอกาสคงจะปรับความเข้าใจ (กับสอง) แต่อาจไม่ใช่ในช่วงที่จิตใจรุ่มร้อนแบบนี้ เข้าใจว่าทุกคนลงทุนก็หวังจะมีกำไรด้วยกันทั้งนั้น พอไม่ได้ดั่งใจหวังก็ต้องทำอะไรสักอย่าง "กระชาก-ลาก-ทุบ แล้วโกยกำไรเข้ากระเป๋า บอกเลยว่า ไม่ใช่วิธีการของผมแน่นอน"

เขาระบายความรู้สึกว่า วัตถุประสงค์หลักที่เข้ามาอีเอ็มซี เพราะอยากมีธุรกิจ (ในตลาดหุ้น) เป็นของตัวเอง ไม่ได้เข้ามาเพื่อทำลายมิตร แล้วสร้างศัตรูกับใคร

"อย่างตอนที่กลุ่มผมเข้าไปถือหุ้น อีสเทิร์นไวร์ (EWC) วัตถุประสงค์หลักก็เพราะมีผู้ถือหุ้นเดิมขอร้องให้เข้าไปช่วย เพราะปัจจุบันนี้คณะกรรมการเกือบทุกคนไม่มีความรู้ก่อสร้างดีเท่าผม ซึ่งผมเห็นว่าหากเข้าไปแล้วอาจทำให้อะไรๆ ดีขึ้น"

เมื่อถามว่าราคาหุ้น EMC ลงมากขนาดนี้ จะเข้าไปช้อนเก็บหรือไม่!!

"ก็มีความเป็นไปได้ แต่จะเข้าไปในจังหวะไหนยังไม่รู้ ตอนนี้อยู่ในช่วงของการตั้งสติ เพื่อประเมินสถานการณ์ต่างๆ คาดว่าไม่เกินสิ้นเดือนกรกฎาคม จะได้ข้อสรุปว่า สมควรเข้าไปสะสมเพิ่มหรือไม่ แต่หากพูดถึงความเป็นจริงพวกคุณก็รู้ การที่ราคาหุ้นลงต่ำแบบนี้ ผมเสียหายเยอะ เพราะต้นทุนเฉลี่ยอยู่ที่ 0.33 บาท หากคิดจากพาร์ 0.10 บาท แล้วจะให้ควักเงินไปพยุงราคาแบบนี้ มันแฟร์แล้วหรือ"

ชนะชัย บอกว่า ที่จริงแล้วกลุ่มตนเองอยากอยู่นิ่งๆ แต่ถ้าไม่ทำอะไรเลยแล้วปล่อยให้ราคาลงลึกแบบนี้ ก็อาจจะเสียของรักได้ง่ายๆ ยิ่งมีข่าวว่านักลงทุนรายใหญ่ เอกยุทธ อัญชันบุตร สนใจจะเทกโอเวอร์อีเอ็มซี หากราคาต่ำกว่า 0.25 บาท "ความรู้สึกหวงแหนมันก็กำเริบทันที เพราะผมลงทั้งแรงกาย แรงใจไปมาก เพื่อดันกำไรขั้นต้นให้สูงขึ้นจากระดับ 4.92% เป็น 8%"

เขาย้อนอดีตให้ฟังว่า เข้ามาเหยียบตลาดหุ้นครั้งแรก เมื่อปี 2540 โดยมีมูลค่าการลงทุนไม่มากนัก (ไม่ยอมเปิดเผย) ด้วยเหตุผลที่ว่าต้องการได้รับดอกเบี้ยต่อเดือนเทียบเท่ากับตั๋วสัญญาใช้เงิน (พี/เอ็น) เนื่องจากช่วงนั้นประเทศไทยประสบปัญหาลดค่าเงินบาท ทำให้ดอกเบี้ยจองตั๋วสัญญาใช้เงินลดลงอย่างมาก จึงตัดสินใจโยกเงินมาลงทุนในตลาดหุ้น เพราะเชื่อมั่นว่าจะได้รับดอกเบี้ยเหมือนเดิม

"ตอนนี้พอร์ตการลงทุนส่วนตัวของผม (คนเดียว) มีมูลค่าราว 1,000 ล้านบาท แต่ถ้ารวมกับของน้องๆ และเครือญาติ (เช่น กรวุฒิ-วุฒิชัย-วรวิทย์-ธานินทร์ ลีนะบรรจง) ก็คงมากกว่านี้เยอะ"

ในช่วงแรกๆ ของการฝึกฝีมือ ชนะชัย บอกว่า เน้นลงทุนหุ้นบูลชิพเกือบ 100% ในกลุ่มพลังงาน และธนาคารพาณิชย์ เคยควักเงินซื้อหุ้น ปตท. (PTT) ไปประมาณ 300-400 ล้านบาท จนมีรายชื่อซื้อหุ้น IPO สูงสุดเป็นอันดับ 8 เหตุผลที่ช่วงนั้นชื่นชอบหุ้นขนาดใหญ่ คิดว่าไม่เสี่ยง และน่าจะได้กำไรเยอะ

"ผมใช้เวลาเล่นหุ้นบูลชิพนานเกือบ 7 ปี ก่อนจะ “หลง” มาซื้อหุ้นหวือหวา อย่างหุ้น บล.แอ๊ดคินซัน (ASL) ปิคนิค คอร์ปอเรชั่น (PICNI) อินเตอร์แนชั่นเนิลเอนจีเนียริง (IEC) อกริเพียว โฮลดิ้งส์” (APURE) ริช เอเชีย สตีล (RICH) ไมด้า-เมดดาลิสท์ เอ็นเธอร์เทนเมนท์ (MME) เมโทรสตาร์ พร็อพเพอร์ตี้ (METRO) ฯลฯ ซึ่งช่วงนั้นยอมรับว่าตกอยู่ในอาการหลงระเริงสีสัน และความตื่นเต้น โดยจะเล่นแบบหนักหน่วง จนคนในแวดวงหุ้นตั้งฉายาให้เป็น..เซียนหุ้นใหญ่"

เขาบอกว่า ทุกครั้งที่เล่นหุ้นหวือหวาก็มักจะได้กำไรจำนวนมาก จนวาดฝันไปว่าตัวเองเก่ง แต่บทสรุป ก็คือ ความเจ็บปวด เคยขาดทุนแบบย่อยยับสูงสุดถึง 200-300 ล้านบาท ต่ำสุดประมาณ 10 ล้านบาท เมื่อเกิดเหตุการณ์ลักษณะนี้ ทำให้ต้องย้อนกลับมาดูตัวเองว่า "เราไม่ใช่นักเล่นหุ้นมืออาชีพ แต่แก่นแท้เราเป็นวิศวกร ทำให้ผมตัดสินใจถอดตัวออกจากแวดวงหุ้นหวือหวา"

ส่วนสไตล์การลงทุน ชนะชัย บอกว่า มีแนวทางชัดเจน คือ เน้นซื้อ-ขายคราวละมากๆ ไม่ว่าจะเป็นหุ้นบูลชิพ หรือหุ้นที่สวิงสูง เพราะถือว่าการลงทุนในลักษณะนี้จะได้กำไรครั้งละมากๆ ขณะเดียวกันก็เจ็บตัวได้ง่ายๆ เหมือนกัน แต่ไม่เคยมีวิธีเข้าออกแบบตายตัวจะใช้ลักษณะความพึงพอใจมากกว่า

ตั้งแต่เล่นหุ้นขาดทุน ทุกวันนี้แทบไม่กล้าโผล่หน้าไปแนะนำใคร เพราะลำพังตัวเองยังแทบจะไม่รอด แล้วจะให้นำเทคนิคอะไรไปสอนเขา ประเดี๋ยวจะเข้าข่าย “คนหูหนวกจูงคนตาบอด” ถึงแม้ที่ผ่านมาจะเคยประสบความสำเร็จในตลาดหุ้นมาแล้ว แต่นั่นเป็นเพียงช่วงเวลาหนึ่งเท่านั้น

"ทุกวันนี้ผมแทบไม่เคยอ้าปากชวนใครเล่นหุ้น น้องชายแท้ๆ ก็ไม่เคย กลัวเขาเจ็บตัวเหมือนเราได้กำไรก็โชคดีไป ถ้าขาดทุน (เดี๋ยวโทษกัน) มีหวังต้องนั่งฟังเสียงสวดยาว ที่มีชื่อ วุฒิชัย ลีนะบรรจง (น้องชายวัย 44 ปี) และวรวิทย์ ลีนะบรรจง เพราะเขาต้องการลงทุนจริงๆ อย่างที่วุฒิชัย ซื้อหุ้น EWC เขามีความรู้เรื่องก่อสร้างเป็นอย่างดี ส่วนวรวิทย์ ที่ถือหุ้น TKS เพราะเขาจบไอทีมาโดยตรง"

เซียนหุ้นกลับใจรายนี้ กล่าวทิ้งท้ายไว้อย่างน่าสนใจ คนเราต้องมีความภาคภูมิใจในชีวิต ซึ่งการมี บมจ.อีเอ็มซี เป็นสมบัติของครอบครัวลีนะบรรจง ถือเป็นที่สุดของความภูมิใจ

"ฉะนั้นผมจะมุ่งหน้าสร้างความเจริญรุ่งเรืองต่อไป และจะนั่งบริหารไปจนกว่าจะทำงานไม่ไหว หรือมีคนมาขับไล่ เพราะขุมทรัพย์ชิ้นนี้เป็นความฝันอันสูงสุดของผม"


แจ้งลบกระทู้ หรือ ลบผู้ตอบกลับ ตอบกลับโดย : ป้าสุ(sukhumal) IP ADDRESS : 58.8.170.55 , ,


Posts : 303
Replies : 15433
« Reply #614 เมื่อ 16/08/2008 , 11:01:08 » Edit


http://www.bangkokbiznews.com/2008/07/24/thumb/278258_thumb3bkk.jpg


24 กรกฎาคม พ.ศ. 2551 00:00:00

"ซาบีน่า" หุ้นชุดชั้นในมหัศจรรย์!!!

บุญชัย ปัณฑุรอัมพร:"ที่จริงผมไม่อยากเล่าแผนงานลึกๆ ของซาบีน่าให้ฟังมาก เพราะกลัวราคาหุ้นจะสูงกว่านี้"พาร์ 5 บาท เปิดจอง 32 บาท ผ่านมา 2 เดือน ราคาวิ่งขึ้นมา 64-65 บาท ไม่ยี่หระต่อภาวะเศรษฐกิจ


กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ : อะไร คือ 'ความงาม' ของซาบีน่า มาฟังคำตอบชัดๆ และสุดคม จากตัวแทนกลุ่มธนาลงกรณ์ เจ้าของหุ้น 'ชุดชั้นในมหัศจรรย์'

ถ้าเอ่ยถึงชุดชั้นใน "Sabina" และ "Sabinie" ก่อตั้งมาตั้งแต่ ปี 2520 แตกเหล่ากอมาจาก ห้างหุ้นส่วนจำกัด "ห้างยกทรงจินตนา" ภายใต้การบุกเบิกของ จินตนา-อดุลย์ ธนาลงกรณ์ ซึ่งเป็นมารดาและบิดาของ วิโรจน์ ธนาลงกรณ์ เจ้าของ บมจ.ซาบีน่า และกว่า 13 ปีแล้วที่พี่น้องตระกูลธนาลงกรณ์ ได้แยกการบริหารงานจากกันอย่างเด็ดขาด โดย วิโรจน์ ออกมาบุกเบิกสร้างอาณาจักรของตัวเอง

หลังจากหุ้น SABINA เข้ามาเป็นสมาชิกตลาดหลักทรัพย์ เริ่มทำการซื้อขายวันที่ 15 พฤษภาคม 2551 เป็นต้นมา ก็สร้างความแปลกใจให้กับใครหลายคนที่ไม่เชื่อสายตาตัวเองว่า บมจ.ซาบีน่า จะมีมาร์เก็ตแคป "แซงหน้า" เจ้าตลาดอย่าง บมจ.ไทยวาโก้ (WACOAL) ของเครือสหพัฒนพิบูลได้อย่างไร

ถ้าเทียบกันแบบหมัดต่อหมัด ไตรมาส 1/2551 ซาบีน่า มีรายได้รวม 480 ล้านบาท มีกำไรสุทธิ 55 ล้านบาท ขณะที่ ไทยวาโก้ ทำได้ 922 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 95 ล้านบาท แต่มาร์เก็ตแคปหุ้น SABINA ทะลุ 4,300 ล้านบาท ผิดกับมาร์เก็ตแคปหุ้น WACOAL ยังแกร่วอยู่แถว 3,800 ล้านบาท

หุ้น SABINA ต้องมีอะไรดีหรือ! แต่ที่ชัวร์ๆ วิโรจน์ ธนาลงกรณ์ เจ้าของหุ้นตัวนี้ "ไม่ใช่มือใหม่" ในตลาดหุ้น

ที่จริง วิโรจน์ เป็นนักลงทุนรายใหญ่คนหนึ่งในตลาดหุ้น มีประวัติการเข้าไปถือหุ้นอยู่หลายบริษัท อาทิ เอ็น. ซี. เฮ้าส์ซิ่ง (NCH) อารียา พรอพเพอร์ตี้ (A) เหมราชพัฒนาที่ดิน (HEMRAJ) และสิงห์ พาราเทค (SINGHA) เป็นต้น

คนในวงการหุ้นเล่ากันว่า วิโรจน์ เคยอยู่เบื้องหลังความสำเร็จของหุ้น SINGHA ของ สมจิตร โบว์เสรีวงศ์ อยู่ช่วงหนึ่ง ก่อนที่จะมีการขายหุ้น 12.5% มูลค่า 580 ล้านบาท ให้กับกลุ่มเวสต์โคสท์ อินเตอร์เนชั่นแนล ซึ่งเป็นนักลงทุน "โนเนม" ที่ไม่มีใครรู้จักหัวนอนปลายเท้า

การฉายแวว "ดารา" บนแคทวอกค์ ของหุ้น SABINA คนในวงการหุ้นจึงไม่รู้สึก "แปลกใจ" แต่อย่างใด เพราะอย่างน้อยก็รู้ที่มาที่ไปว่า เจ้าของหุ้นตัวนี้ไม่ใช่ "มือใหม่หัดขับ" แน่นอน

ความงามที่ “ซ่อน” ไว้ ภายใต้ชุดชั้นใน "คัพ C" ตั้งแต่วันแรก ด้วยการเปิดตลาดที่ระดับ 39 บาท จากนั้นผ่านมาเพียง 15 วัน ราคาก็ “พุ่ง” มาแตะ 50 บาท แบบไม่รู้เนื้อรู้ตัว แม้กระทั่งนักบริหารมืออาชีพอย่าง.. บุญชัย ปัณฑุรอัมพร กรรมการผู้จัดการ บมจ.ซาบีน่า ยัง “งง” เป็นไก่ตาแตก ถึงขนาดออกปากกลางร้านอาหารย่านมาบุญครองว่า “สงสัยจะมีเซียนหุ้น หรือกองทุนต่างชาติแห่มาเก็บหุ้นเข้าพอร์ตมั้ง!”

ถามเรื่องนี้กับ บุญชัย เขาเล่านิทานอีสปเรื่อง “สุนัขจิ้งจอกกับราชสีห์” ให้ กรุงเทพธุรกิจ BizWeek ฟัง

เขาเล่าว่า “ราชสีห์” ถามแกะว่า “ฉันปากเหม็นหรือเปล่า“ ด้วยความซื่อแกะจึงตอบว่า “เหม็น” เมื่อเจ้าป่าได้ยินเช่นนั้นก็เกิดความโมโหจึงกระโดดกินแกะตัวนั้น

จากนั้น “ราชสีห์” ก็เดินไปถาม “หมาป่า” ในประโยคเดิม ด้วยความกลัวหมาป่าจึงตอบว่า “ไม่เหม็น” แต่ราชสีห์ก็ยังกินอยู่ดี เพราะโกรธที่หมาป่าพูดโกหก สุดท้าย “ราชสีห์” ไปถาม “สุนัขจิ้งจอก” และได้คำตอบว่า “ฉันไม่รู้ฉันเป็นหวัด” (จมูกไม่ได้กลิ่น) ทำให้สุนัขจิ้งจอกไม่โดนกิน

บุญชัย สรุปว่า เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า ถึงจะตอบคำถามว่าใช่หรือไม่ (มีเจ้ามือดูแลหุ้น SABINA) สุดท้ายก็โดนกินอยู่ดี ฉะนั้นควรหาเหตุผลอื่นมาตอบคำถามดีกว่า

ผู้บริหารหนุ่มใหญ่รายนี้ จึงตอบว่า ไม่รู้จริงๆว่า มี “บุคคลลึกลับ” เข้ามาสร้างราคาหุ้นหรือไม่ แต่หากถามความเห็นส่วนตัวเรื่องราคาหุ้นกับปัจจัยพื้นฐาน ยอมรับว่า "ราคาหุ้น(ขณะนี้)ไปไกลกว่าพื้นฐานมากแล้ว"

แต่หากมองจากยุทธศาสตร์ 3 ปีข้างหน้า (2551-2553) ที่กลุ่มผู้ถือหุ้นใหญ่ (วิโรจน์ ธนาลงกรณ์) ตั้งธงเอาไว้ เขาบอกว่า อาจมีโอกาสไปต่อได้ แต่จะไปถึง 100 บาทต่อหุ้น เหมือนที่ใครหลายคนพยากรณ์ไว้หรือไม่!

"ข้อนี้ผมไม่รู้ เพราะไม่เคยเข้าไปสอดส่องราคา แต่ต้องการให้ทุกอย่างเป็นไปตามกลไกของตลาดดีที่สุด"

บุญชัย เริ่มทำตัวเป็นบุคคลที่เก็บงำความลับ และทิ้งรอยสงสัยเอาไว้

"ที่จริงผมไม่อยากเล่าแผนงานลึกๆ ของซาบีน่าให้ฟังมาก เพราะกลัวราคาหุ้นจะสูงกว่านี้ อีกอย่างไม่อยากทำให้ตัวเองรู้สึกกดดันกับความคาดหวังที่นักลงทุนหยิบยื่นให้"

เขาสันนิษฐานว่า สาเหตุที่หุ้นได้รับความนิยม คงเป็นเพราะนักลงทุนเห็นว่าบริษัทอยู่ในธุรกิจชุดชั้นในมานานถึง 40 ปี แล้วทำไมอีก 20 ปีจะอยู่ต่อไม่ได้ ขณะที่ ฐานะการเงินหลังเข้าตลาดหลักทรัพย์กำลังจะเข้า “ขั้นเทพ” ถ้าภาวะเศรษฐกิจและการเมืองไม่แย่ไปมากกว่านี้ (นะ)

บุญชัย เผยว่า ซาบีน่ากำลังก้าวไปสู่ "จุดเติบโต" ครั้งสำคัญ ภายหลังปรับกลยุทธ์การตลาดทั้งในและต่างประเทศใหม่หมด โดยตั้งเป้าไว้ว่า ภายใน 3 ปีข้างหน้า บริษัทจะมีกำไรสุทธิทะลุ 200 ล้านบาท และมีรายได้มากกว่า 2,500 ล้านบาท (ปี 2550 มีรายได้รวม 2,094 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 122 ล้านบาท)

"ผมเชื่อว่านักลงทุนมองว่าเราทำได้ เงินที่ได้จากการขายไอพีโอ 300 ล้านบาท (จำนวน 10.50 ล้านหุ้นๆละ 32 บาท) จะช่วยสร้างจุดแข็งให้เราสามารถออกผลิตภัณฑ์ใหม่ได้ถี่ขึ้น จากเดิมจะออกเพียง 3-4 รุ่น ในทุกๆ 4 เดือนเท่านั้น และเพิ่มสต็อกสินค้าให้สูงขึ้นได้ที่ระดับ 40%"

นอกจากนี้ จะปรับกลยุทธ์หันมาผลิตสินค้าภายใต้แบรนด์ของตัวเองเน้นตลาดในประเทศมากขึ้น และต้องการมีส่วนแบ่งการตลาดแซงหน้า Triumph ที่เป็นอันดับ 2 รองจาก “วาโก้" หลังปล่อยให้ทั้ง 2 แบรนด์นี้เป็นเจ้าตลาดมานานหลายสิบปี โดยในปี 2551 นี้ ซาบีน่ามีแผนจะผลิตสินค้าภายใต้แบรนด์ของตัวเองเพิ่มขึ้นจาก 40% เป็น 60% และจะลดการสั่งผลิตในแบรนด์ของลูกค้า (OEM) ลงจาก 60% เหลือ 40%

ที่ผ่านมา ซาบีน่าได้ลดการผลิตสินค้าให้กับลูกค้าในตลาดสหรัฐอเมริกาลงอย่างมาก ภายหลังการแข็งค่าขึ้นของค่าเงินบาท และมีอัตรากำไรขั้นต้นค่อนข้างต่ำ ขณะที่ผลิตสินค้าในแบรนด์ตัวเองมีกำไรขั้นต้นค่อนข้างสูง แต่จะสูงกี่เปอร์เซ็นต์ไม่สามารถบอกรายละเอียดเดี๋ยวคู่แข่งรู้ทัน

“ไม่ใช่เรื่องยากที่ชุดชั้นใน Sabina จะแซงหน้า Triumph เพราะทุกวันนี้ก็หายใจลดต้นคอ(เขา)อยู่แล้ว แต่ที่เรายังห่างเขาอยู่หนึ่งก้าว เนื่องจากไม่ได้ผลิตชุดว่ายน้ำ ขณะที่ชุดชั้นในสำหรับผู้ใหญ่เราก็ยังไม่แข็งแกร่งเท่ากับแบรนด์อื่น ซึ่งในปีนี้ มีแผนจะใช้งบทำตลาดราว 40 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจาก 10 ล้านบาทในปีก่อน”

บุญชัย ผู้บริหารหนุ่มใหญ่วัย 43 ปี เปิดเผยอีกว่า ตั้งแต่ปี 2551 นี้เป็นต้นไป ซาบีน่าจะมุ่งเน้นรักษาค่าใช้จ่ายไม่ให้สูงไปกว่า 2,000 ล้านบาทต่อปี หลังจากได้ซื้อเครื่องปั้มโมลด์ผ้า และเครื่องปั้มฟองโมลด์จำนวน 4 เครื่อง เพื่อรองรับการขยายงาน รวมทั้งมีแผนจะจำกัดการสั่งซื้อวัตถุดิบจากซัพพลายเออร์เพียง 2 ราย เพื่อให้เกิดการประหยัดต่อขนาดมากที่สุด

สำหรับแนวทางขยายตลาดต่างประเทศภายใต้แบรนด์ Sabina และ Sabinie ปีนี้ คาดว่าจะทำได้ประมาณ 45 ล้านบาท ล่าสุดเพิ่งไปเปิดตลาดประเทศอินเดีย เพิ่มขึ้นจากสิงคโปร์ พม่า บูรไน และตุรกี พร้อมทั้งตั้งเป้าไว้ว่า ภายใน 3 ปีจะเปิดร้านค้าภายใต้แบรนด์ของตัวเอง 5 สาขา ซึ่งเปิดไปแล้ว 3 แห่งที่แฟชั่นไอร์แลนด์ มาบุญครอง และหัวหิน

เมื่อสอบถามถึงตัวเลขคาดการณ์รายได้ และกำไรสุทธิในปี 2551 บุญชัย ยังเชื่อมั่นว่า รายได้รวมปีนี้จะทำได้ประมาณ 2,200 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจาก 2,094 ล้านบาทเมื่อปีที่แล้ว และคาดว่าจะมีกำไรสุทธิแตะ 147 ล้านบาท ดีขึ้นจาก 122 ล้านบาท ภายหลังหันมาเน้นตลาดภายในประเทศมากขึ้น

“เราเชื่อมั่นว่าปีนี้ อัตรากำไรสุทธิจะสูงกว่าปีก่อนที่ 5.86% ค่อนข้างมาก โดยมีอัตรากำไรขั้นต้นเฉลี่ยประมาณ 30% ปีก่อนอยู่ 26.03% แต่ในปีหน้า (2552) ยังไม่สามารถคาดการณ์อะไรได้"

ตัวแทน วิโรจน์ ธนาลงกรณ์ เจ้าของ บมจ.ซาบีน่า กล่าวปิดท้ายว่า ราคาหุ้น SABINA ที่ไปไกลได้ เป็นเพราะ "ความพลิ้วของเรา" ที่สามารถปรับสัดส่วนการขายสินค้าทั้งในประเทศและต่างประเทศได้ตามสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป โดยไม่เสียลูกค้าไปเลยสักราย

...และความพลิ้วนี่เองที่ทำให้หุ้น SABINA ดูน่ากลัว!!! บริษัทมีหุ้นจดทะเบียน 69.50 ล้านหุ้น แต่บางวันมีหุ้นออกมาหมุนเวียน 2-3 ล้านหุ้น และเทรดกันวันละกว่า 100 ล้านบาท ทั้งๆ ที่ลักษณะของอุตสาหกรรมไม่เอื้อ และมี Growth ต่ำ

ขณะที่หุ้น WACOAL เจ้าตลาดชุดชั้นใน มีซื้อ-ขายวันละไม่กี่หมื่นบาท ค่าพี/อี เรโชต่ำกว่า เงินสดเยอะมาก หนี้สินก็ไม่มี (เลย) การที่หุ้น SABINA ออกมาหมุนในตลาดจำนวนมาก สงสัยมั๊ย! ฝีมือใคร-หุ้นของใคร?



แจ้งลบกระทู้ หรือ ลบผู้ตอบกลับ ตอบกลับโดย : ป้าสุ(sukhumal) IP ADDRESS : 58.8.170.55 , ,


Posts : 303
Replies : 15434


« Reply #615 เมื่อ 16/08/2008 , 11:02:54 » Edit


http://www.bangkokbiznews.com/2008/07/23/thumb/278251__22thumb3bkk.jpg


23 กรกฎาคม พ.ศ. 2551 00:00:00


'จุฑานาวี' จากใกล้ 'เจ๊ง' สู่ (ใกล้) 'แจ๋ว' จริงหรือ!!!


ชเนศร์ เพ็ญชาติ:"2 ปีก่อนใครๆ ก็บอกว่า "เจ๊ง" แน่! แต่เราก็ผ่านมาได้ อนาคตข้างหน้าเรามั่นใจว่า "สดใส" แน่! วัฎจักรธุรกิจเดินเรือรอบนี้ยังไม่ลงเร็วๆ นี้"นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ต่างออกมาให้ทัศนะหุ้นกลุ่ม “เดินเรือ” ว่า กำลังอยู่ในทิศทาง “ขาลง” ในเร็วๆนี้


กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ : แต่มุมมองของ ผู้บริหารจุฑานาวี บริษัทเดินเรือสัญชาติไทยแท้ กลับมองตรงข้ามว่าวัฎจักรธุรกิจรอบนี้ ยังทรงตัวอยู่ได้อีก 4-5 ปี เป็นอย่างน้อย

“ผมคิดว่าจุฑานาวีกำลังเดิน(เรือ)มาถูกทางแล้ว และขอให้นักลงทุนเชื่อมั่นในบริษัทของเรา” ชเนศร์ เพ็ญชาติ กรรมการผู้จัดการ บมจ.จุฑานาวี บอกผ่าน กรุงเทพธุรกิจ BizWeek

แม้ว่าผลประกอบการไตรมาสแรกของจุฑานาวี จะออกมา “ไม่สวย” เท่าที่ควร มีรายได้รวม 177.18 ล้านบาท ลดลง 23.25% และมีกำไรสุทธิ 49.65 ล้านบาท ลดลง 48.95% เป็นผลมาจากการนำเรือเข้าอู่ต่อเนื่องมาจากปีที่แล้ว ชเนศร์ บอกว่า ตั้งแต่ไตรมาสสองเป็นต้นไป กองเรือของบริษัทจะกลับมาวิ่งเต็มรอบอีกครั้ง และผลประกอบการน่าจะอยู่ในระดับปกติ

กองเรือจุฑานาวี เป็นกองเรืออเนกประสงค์ ขนาด Small Handysize จำนวน 6 ลำ กองเรือมีขนาด 65,436 เดทเวทตัน เรือมีอายุเฉลี่ย 17 ปี โดยให้บริการในเขตประเทศญี่ปุ่น และเกาหลี 1 ลำ จากทวีปเอเชียไปยุโรป 2 ลำ จากยุโรปไปแอฟริกา 1 ลำ และแอฟริกาใต้ไปแอฟริกาตะวันตก 2 ลำ

ในปี 2552 จุฑานาวีจะมีเรือลำใหม่เข้ามาในช่วงเดือนมีนาคม จะเริ่มรับรู้รายได้ตั้งแต่ไตรมาสสองเป็นต้นไป โดยบริษัทได้ล็อคราคาไว้ล่วงหน้าก่อนที่ราคาเหล็กจะปรับตัวสูงขึ้นทำให้มูลค่าของเรือลำใหม่เพิ่มขึ้นจากตอนแรกที่ 600 ล้านบาท เป็น 900 ล้านบาท จะมีผลทำให้สินทรัพย์ของบริษัทเพิ่มขึ้นด้วย (ปี 2550 ได้สั่งต่อเรือใหม่ 1 ลำจากอู่ต่อเรือในประเทศญี่ปุ่นราคา 1,980 ล้านเยน)

ชเนศร์ พยายามชี้ให้เห็นว่าตอนนี้สถานะการเงินของจุฑานาวีอยู่ในระดับที่ปลอดภัยแล้ว และไม่มีภาระหนี้สินระยะยาวต้องจ่ายอีก ทำให้หลังจากนี้บริษัทจะสามารถจ่ายเงินปันผลได้ทุกปี

“2 ปีก่อนสัดส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E) เราเคยพุ่งขึ้นไปถึง 11 เท่าใครๆ ก็บอกว่าเจ๊งแน่ แต่เราก็ผ่านมาได้ ปัจจุบันนี้เรามีหนี้สินต่อทุนแค่ 2 เท่า และมีกระแสเงินสดอยู่ในระดับที่ปกติแล้ว”

เขาบอกอีกว่า ปีที่แล้ว จุฑานาวีต้องกู้เงินมาเพื่อนำเรือเข้าอู่ทำให้มีภาระค่าใช้จ่ายถึง 200 ล้านบาท ประกอบกับมีการจ่ายปันผลจำนวน 70 ล้านบาท เป็นครั้งแรกในรอบ 6 ปี ส่วนเป้าหมายที่วางไว้ อยากจะเห็น D/E ลงมาเหลือ 1.5 เท่า ในเร็วๆนี้ แม้ว่าสถาบันการเงินจะสามารถปล่อยกู้ให้ธุรกิจเดินเรือได้ถึง 3 เท่าก็ตาม

ผู้บริหารรายนี้ ตอกย้ำถึงความมั่นคงของบริษัทว่า ปัจจุบันมูลค่าของเรือที่มีอยู่ทั้ง 6 ลำ ถือว่าได้ผ่านจุดคุ้มทุนไปแล้ว และมีมูลค่าต่ำกว่าราคาตลาดค่อนข้างมาก ซึ่งถ้ามีการคำนวณราคาใหม่ คาดว่าอาจทำให้ส่วนของทุนเพิ่มขึ้นอีกเป็น “เท่าตัว”

“มีสำนักงานบัญชีแนะนำเราว่า น่าจะตีมูลค่าของเรือที่มีอยู่ใหม่ เพื่อสามารถคำนวนเป็นหลักทรัพย์ที่จะนำไปค้ำประกันเงินกู้จากแบงก์ได้มากขึ้น แต่ตอนนี้เรายังไม่ตัดสินใจ เพราะถ้าทำก็ต้องทำทุก 3 ปี ซึ่งมีโอกาสที่จะขึ้นลงได้ อีกอย่างเรายังไม่จำเป็นต้องกู้เงินมากนัก”

ด้านแนวโน้มผลประกอบการในปีนี้ ชเนศร์ ประเมินว่า รายได้จากการให้บริการน่าจะอยู่ที่ 620 ล้านบาท และตั้งแต่ปี 2552 ที่มีเรือลำใหม่เข้ามา รายได้ของจุฑานาวีจะมีโอกาสเติบโตขึ้นอีก 15% พร้อมทั้งพยากรณ์ทิศทางธุรกิจเดินเรือหลังจากนี้ให้ฟังว่า ยังไม่ถึงจังหวะขาลงในเร็วๆนี้แน่ หรืออย่างแย่ที่สุดก็ทรงตัวในระดับสูง ดังนั้นถ้านักลงทุนสนใจหุ้นกลุ่มเดินเรือก็ยังไม่สายเกินไป

ที่ผ่านมา ค่าระวางเรือ Net T/C per day Charter (เรือให้เช่า) สิ้นสุดไตรมาสแรกอยู่ที่ 7,305 เหรียญต่อวัน ปรับตัวเพิ่มขึ้น 15% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้น 9% จากไตรมาสสุดท้ายของปีที่แล้ว

“ผมทำธุรกิจนี้มา 20 ปี ผ่านวัฎจักรขาขึ้น-ขาลง มาแล้ว 3 รอบ ส่วนตัวเชื่อว่าหุ้นกลุ่มเดินเรือรอบนี้ยังไม่ถึงวัฎจักรขาลงในอีก 4-5 ปีข้างหน้านี้แน่นอน”

โดยเขาขยายความว่า ในอดีตธุรกิจเดินเรือมักจะบูมหรือได้รับความนิยมเพียงกองเรือบางประเภทเท่านั้น จนผู้ประกอบการต่างเทน้ำหนักไปยังเรือที่มีดีมานด์ในช่วงเวลานั้น ทำให้ออเดอร์ไปกระจุกตัวกัน และเกิด Over Supply แต่ในช่วงหลายปีมานี้ ความต้องการกองเรือกระจายไปในทุกประเภท และจำนวนเรือเกิดใหม่สร้างได้ไม่ทันต่อความต้องการ

ทั้งนี้ มองว่าการทำสัญญาเขตการค้าเสรี (FTA) ในทุกภูมิภาค และในปี 2010 เขตการค้าในอาเซียนจะเปิดเสรีทั้งหมด รวมถึงการขนส่งอาหารระหว่างประเทศและการการขยายตัวทางเศรษฐกิจของจีน ทั้งหมดนี้จะเป็นปัจจัยหนุนให้อุตสาหกรรมเดินเรือน่าจะขยายตัวได้ต่อเนื่องทุกปี

“ค่าระวางเรือจึงน่าจะทรงตัวอยู่ในระดับสูงต่อไป เพราะจำนวนเรือที่เข้ามาใหม่ยังน้อยกว่าจำนวนเรือที่กำลังจะหมดอายุไปอีก 25% ในปีนี้”

ส่วนทิศทางราคาหุ้น JUTHA หลังจากนี้ ชเนศร์ มองว่า ราคาไม่น่าจะสวิงตัวเหมือนกับหุ้นเดินเรือตัวอื่นๆ เพราะจุฑานาวีมีสัดส่วนการลงทุนของต่างชาติไม่สูงนัก รวมถึงค่าระวางเรือที่บริษัทอ้างอิงอยู่ก็ไม่ขึ้นลงหวือหวา ซึ่งนักลงทุนจะสามารถจับทิศทางได้โดยดูจากผลประกอบการของแต่ละไตรมาสหลังจากนี้ ที่น่าจะออกมาในทิศทาง “บวก”

“ผมเชื่อว่าเรากำลังเข้าสู่ช่วงขาขึ้นในแง่ของธุรกิจ และผลประกอบการ ส่วนราคาหุ้น นักลงทุนจะเป็นผู้ตัดสินใจเอง” ชเนศร์ กล่าว


แจ้งลบกระทู้ หรือ ลบผู้ตอบกลับ ตอบกลับโดย : ป้าสุ(sukhumal) IP ADDRESS : 58.8.170.55 , ,


Posts : 303
Replies : 15435
« Reply #616 เมื่อ 16/08/2008 , 11:04:44 » Edit


http://www.bangkokbiznews.com/2008/07/16/thumb/275926__11thumb3bkk.jpg


16 กรกฎาคม พ.ศ. 2551 00:00:00

เจ้าสัวธนินท์-ซีพี ออลล์' ปิดจุดอ่อน ล้อมพื้นที่ 'ยึดกระดาน'

เจ้าสัวธนินท์ เจียรวนนท์: ประธานกรรมการ บมจ.ซีพี ออลล์เจาะกลยุทธ์ 'ซีพี ออลล์' ของ 'เจ้าสัวธนินท์ เจียรวนนท์' วาง 'หมากล้อม' สร้างเครือข่ายทั่วประเทศ พร้อมตัดภาระ 'โลตัสเมืองจีน' ไปซ่อนใต้ปีกเครือซีพี เพื่อต่อยอดราคาหุ้น CPALL และสร้าง Wealth เครือเจริญโภคภัณฑ์


กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ วันนี้ไม่เพียงมูลค่าเงินลงทุน ของ ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร ในหุ้น CPALL (ตัวเดียว) ที่ถือผ่าน "ภรรยา" เพาพิลาส เหมวชิรวรากร จำนวน 22,500,000 หุ้น จะมีมูลค่าเฉียด 250 ล้านบาทแล้ว

การที่ราคาหุ้น ซีพี ออลล์ ย่ำฐานอย่างแข็งแกร่งไม่สะทกสะท้านภาวะเงินเฟ้อ ราคาน้ำมัน และการเมือง ก็เป็นคำยืนยันได้แล้วว่า การวางหมากของ เจ้าสัวธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานกรรมการ บมจ.ซีพี ออลล์ เป็นการเดินกลยุทธ์ที่เหนือชั้นอย่างยิ่ง

ซีพี ออลล์ มีฐานธุรกิจหลักอยู่ที่เครือข่ายร้านสะดวกซื้อ 7-Eleven ณ 31 มีนาคม 2551 มีสาขาทั่วประเทศ 4,402 สาขา (มากเป็นอันดับ 4 ของโลกรองจากญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา และไต้หวัน) และเป็นธุรกิจ Cash Cows ที่ทำกำไรให้จำนวนมากในแต่ละปี

แต่ขณะที่อีกฝากหนึ่ง "ห้างโลตัส" ในประเทศจีน ที่บริษัทลงทุนถือหุ้นทางอ้อม 29.7% ในบริษัท Shanghai Lotus Supermarket Chain Store (SLS) ณ สิ้นปี 2550 มีสาขารวม 42 แห่ง อยู่ในมหานครเซี่ยงไฮ้ และเมืองต่างๆ บริเวณลุ่มแม่น้ำแยงซีเกียง กลับมีผลประกอบการขาดทุนต่อเนื่องในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา และฉุดให้หุ้น CPALL อยู่ในภาวะอึมครึมมาโดยตลอด

เป็นแรงกดดันให้ เจ้าสัวธนินท์ เลือกที่จะเดินหมาก “ตัดขาย” ธุรกิจที่ขาดทุนให้กับกลุ่มบริษัทเจียไต๋ (CTEI) ก่อนที่ “ห่านทองคำ” (หุ้น CPALL) ในมือกว่า 45% จะเสื่อมค่าลง และน่าจะเป็นเหตุผลหนึ่งทำให้ ดร.นิเวศน์ กูรูด้านแวลู อินเวสเตอร์ ของเมืองไทย เพิ่มน้ำหนักการลงทุนในหุ้น CPALL มากขึ้น

“เครือซีพี ยังให้ความสำคัญกับธุรกิจค้าปลีกในประเทศจีนอยู่ จึงยังคงเก็บห้างโลตัสเอาไว้ แต่โอนขายไปให้บริษัทอื่นในกลุ่มแทน เพื่อรักษาธุรกิจที่ยังมีกำไรดี (ซีพี ออลล์) เอาไว้” เกรียงชัย บุญโพธิ์อภิชาติ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ-การเงินและลงทุนสัมพันธ์ รับหน้าที่ถ่ายทอดมุมคิดของท่านเจ้าสัว ผ่านกรุงเทพธุรกิจ BizWeek

สำหรับผลประกอบการของห้างโลตัสประเทศจีน 2 ปีหลังสุด (2549-2550) มีผลการดำเนินงานขาดทุนสุทธิ 3,321 และ 3,242 ล้านบาท ตามลำดับ

เขาคาดว่า ดีลการขายหุ้นห้างโลตัส จะเสร็จสิ้นได้ภายในเดือนกรกฎาคม นี้ และหลังจากนั้น ซีพี ออลล์จะไม่ต้องแบกรับตัวเลขขาดทุนปีละ 1,000 ล้านบาท (ตามสัดส่วนการถือหุ้น 29.7%) อีกต่อไป ส่วนผลประกอบการของซีพี ออลล์ในปี 2551 คาดว่าจะยังรับรู้งบการเงินห้างโลตัสไว้ 7 เดือน (มกราคม-กรกฎาคม)

ในไตรมาสแรก ปีนี้ หลังธุรกิจค้าปลีกในประเทศจีนมีผลขาดทุนลดลงมาก ขณะที่รายได้รวมของบริษัทเพิ่มขึ้น 17.3% เป็น 32,806 ล้านบาท ส่งผลให้ผลการดำเนินงานในไตรมาส 1 มีกำไรสุทธิ 1,084 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 86% โดยเป็นกำไรมาจากธุรกิจร้านสะดวก 7-Eleven ไตรมาสเดียวสูงถึง 990 ล้านบาท

เกรียงชัย บอกว่า ตัวเลขงบการเงินของซีพี ออลล์ สิ้นปีนี้ น่าจะสวย (มาก) ถ้ารายได้จากธุรกิจหลักในประเทศไม่ตกลงไปมากนัก ทั้งนี้ ในไตรมาสแรก บริษัทมีการขยายสาขาร้าน 7-Eleven เพิ่มอีก 10% หรือ 123 สาขา ขณะที่ยอดขายร้านค้าเดิมโตขึ้น 7.7% มีจำนวนลูกค้าเดินเข้าร้าน (Traffic) เฉลี่ย 1,186 รายต่อสาขาต่อวัน เพิ่มขึ้น 5.7% จากปีที่แล้ว

เขาระบุว่า กลยุทธ์ธุรกิจยังคงเน้นขายสินค้าหมวดอาหารเช่นเดิม เพราะมีกำไรขั้นต้น 28% สูงกว่าสินค้าของชำที่ 24% และสามารถดึงดูดคนให้เข้าร้านได้มากกว่า ปัจจุบันสัดส่วนการขายอาหารกับของใช้ทั่วไปอยู่ที่ 72% ต่อ 28% และก็มีแผนจะเพิ่มรายได้จากสินค้าหมวดอาหารให้มากขึ้นอีก รวมทั้งไม่มีแผนส่งเสริมการขายด้วยวิธีลดราคาสินค้า เพราะไม่ได้ช่วยให้กำไรของบริษัทดีขึ้น

ส่วนธุรกิจเสริมอื่นๆ เช่น ร้านหนังสือ Book Smile เป็นโมเดลธุรกิจเพื่อให้เกิดการ Cross Selling และเกิดความแตกต่าง ส่วนธุรกิจเสริมที่ทำกำไรดีที่สุด คือ บริการ "เคาน์เตอร์เซอร์วิส" โดยมีสัดส่วน 10% ของกำไรจากการดำเนินงาน เพราะเป็นธุรกิจ "กินเปล่า" ลงทุนเพียงครั้งเดียว เหมือนน้ำซึมบ่อทราย

สำหรับเรื่องต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นนั้น เกรียงชัย บอกว่า ไม่กระทบกับรายได้มากนัก เพราะมีการบริหารจำกัดเที่ยวการขนส่งให้เหลือน้อยที่สุด ขณะเดียวกันก็มีการควบคุมระบบเครื่องปรับอากาศ และเครื่องใช้ไฟฟ้าให้มีประสิทธิภาพ แต่ต้นทุนที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญกลับเป็นเรื่องของ “คน” มากกว่า

“เรามีพนักงานกว่า 45,000 คน และต้องปรับค่าครองชีพให้สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจ ซึ่งเครือซีพีให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มาก ถึงอย่างไรก็กระทบไม่เยอะเท่าไร”

สำหรับทิศทางผลประกอบการในปีนี้ ผู้บริหารซีพี ออลล์ ยังคงตั้งเป้าหมายอย่างอนุรักษ์นิยมตามแนวทางของเครือซีพี โดยคาดการณ์ว่า รายได้จะเติบโตขั้นต่ำ 2-3% (ปี 2550 เท่ากับ 115,358 ล้านบาท) และอัตราการเติบโตของยอดขายสาขาเดิม 3-5%

“เรายังมี Growth Story อยู่ แต่จะค่อยๆ โตตามแนวทางที่วางไว้ คือ เปิดสาขาใหม่ 400 สาขาทุกปี (แบ่งเป็นร้านในทำเลปกติ 3 ใน 4 และร้านในปั๊มปตท. 1 ใน 4) ผมว่านักลงทุนเข้าใจธรรมชาติของอุตสาหกรรมค้าปลีกดีอยู่แล้วว่าไม่โตหวือหวาแต่โตไปเรื่อยๆ”

ส่วน "อัตรากำไรสุทธิ" ของบริษัทยังมีโอกาสเพิ่มขึ้นได้อีก (ปี 2550 เท่ากับ 1.27% และไตรมาส 1 เท่ากับ 3.3%) จากการคุมต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ และการขยาย Economy of Scale ด้วยการเปิดสาขาใหม่ต่อเนื่อง โดยมีเป้าหมาย 5,000 สาขา ภายในปี 2553

เมื่อถามว่า ราคาหุ้น CPALL ที่ทรงตัวในระดับสูงจะไปต่อได้อย่างไร..."ผมไม่มีความเห็น (ชี้นำ) แต่เอาเป็นว่า ค่าพี/อี เรโช เราตอนนี้ประมาณ 18 เท่า แต่ค่าเฉลี่ยอุตสาหกรรมค้าปลีกในเอเชีย อยู่ที่ 20 เท่า บวกกับการเติบโตปีละ 5% ที่เหลือนักลงทุนไปตัดสินใจเอาเอง” เกรียงชัย กล่าวปิดท้าย



แจ้งลบกระทู้ หรือ ลบผู้ตอบกลับ ตอบกลับโดย : จะเด็จจอมโจรไร้ใจไร้กระบี่(admin) IP ADDRESS : 124.121.4.24 , ,


Posts : 207
Replies : 6719
« Reply #617 เมื่อ 16/08/2008 , 12:39:26 » Edit
Loading...
กราฟเดือนคับ ประกอบคำบรรยาย
แจ้งลบกระทู้ หรือ ลบผู้ตอบกลับ ตอบกลับโดย : ป้าสุ(sukhumal) IP ADDRESS : 58.8.172.209 , ,


Posts : 305
Replies : 15498


« Reply #618 เมื่อ 18/08/2008 , 18:37:14 » Edit




จับเท็จ..."หุ้นอสังหาฯ" 4 วิธี "เลี่ยงหลุมพราง" ทางบัญชี

จะเล่นหุ้นอสังหาฯ ให้มีกำไรต้องทำอย่างไร นักวิเคราะห์แนะนำว่า มีกลเกมทางบัญชี 4 วิธีที่ผู้ลงทุนต้องรู้ทุน คือ การบันทึกรายได้ กำไรขั้นต้น ค่าใช้จ่าย และการไหลของกระแสเงินสด


กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ : กลุ่มพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในตลาดหุ้นไทยมีมากถึง 68 บริษัท แยกเป็น 5 กลุ่ม ทั้งรับเหมาก่อสร้าง ที่อยู่อาศัย พัฒนาโครงการให้เช่า โรงงานอุตสาหกรรม และน้องใหม่กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ ทั้งที่เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ และสิทธิการเช่า ซึ่งกลุ่มหลังสุดนี้โตขึ้นเรื่อยๆ เพราะมีกองทุนเข้ามาจดทะเบียนต่อเนื่อง

ทั้ง 5 ธุรกิจในเซคเตอร์อสังหาฯ รวมๆ กันแล้วมีมาร์เก็ตแคปประมาณ 10% ของตลาด แต่กระจายกันถึง 68 หลักทรัพย์ แค่เลือกว่าจะลงทุนตัวไหนก็ละลานตาพอแล้ว แต่นักวิเคราะห์ยังเตือนไว้ด้วยว่า "เล่นหุ้นอสังหาฯ ไม่ง่าย" เพราะแต่ละบริษัทมีกลวิธีทางบัญชีที่แตกต่างกัน

ฉะนั้นจะเล่นหุ้นกลุ่มนี้ ต้องตาดีเป็นพิเศษ ไม่เช่นนั้นอาจตกหลุมพรางทางบัญชีที่ถูก "ขุดล่อ" ไว้

เทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย บล.เอเซีย พลัส บอกว่า ก่อนจะตัดสินใจลงทุน หรือไม่ลงทุนในหุ้นอสังหาฯ นอกจากต้องเข้าใจกลไกและผลกระทบของปัจจัยต่างๆ ในธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นดอกเบี้ย ความเชื่อมั่น มาตรการต่างๆ แล้ว

สิ่งสำคัญที่สุด ต้องเข้าใจโครงสร้างรายได้ วิธีบันทึกรายได้ และการทำประมาณการผลการดำเนินงาน

เพราะหุ้นกลุ่มนี้ “แตกต่าง” จากกลุ่มอื่นๆ หรือแม้แต่ในกลุ่มอสังหาฯ เหมือนกัน ก็ยังมีวิธีบันทึกรายได้และประมาณการแตกต่างกัน

“สินค้าทั่วไป ถ้าขายแล้วได้เงินมา ก็จะบันทึกราคาเลย แต่บริษัทอสังหาฯ ไม่ใช่ จะบันทึกรายได้เฉพาะส่วนที่ "สร้างเสร็จ" แล้วเท่านั้น”

ไม่ใช่เท่านั้น เพราะการบันทึกรายได้ของธุรกิจบ้านเดี่ยว ทาวน์เฮ้าส์ หรือที่เรียกว่า ”โครงการแนวราบ” กับโครงการคอนโดมิเนียมก็ "แตกต่าง"
กันอีก

เทิดศักดิ์อธิบายว่า การบันทึกรายได้ในบัญชีมี 3 เงื่อนไข คือ บริษัทต้องได้รับเงินจากลูกค้าอย่างน้อย 20% ของราคาขาย งานก่อสร้างต้องคืบหน้าเกิน 10% และลูกค้าผ่อนดาวน์ต้องไม่ขาดผ่อนต่อเนื่องเกิน 3 งวด

ส่วนกรณีคอนโดมิเนียม จะเพิ่มเงื่อนไขอีกข้อว่า โครงการนั้นต้องมียอดขายพื้นที่ "เกิน 40%" ของพื้นที่ขาย

“โครงการคอนโดมิเนียมจะแบกรับความเสี่ยงมากกว่าบ้านเ ดี่ยวหรือ ทาว์นเฮ้าส์ จึงต้องการยอดขายและกำไรขั้นต้นที่สูงกว่า”

ผู้ลงทุนที่จะซื้อหุ้นของกิจการคอนโดมิเนียมจึงต้องพ ิจารณาให้ดี

อีกเรื่องที่ต้องดูคือการคาดการณ์ “กำไรขั้นต้น” หรือ "Gross Margin" ซึ่งจะเป็นตัวบ่งชี้ถึง "ฝีมือ" ผู้บริหาร

ถ้า Gross Margin สูงๆ โดยปกติก็บ่งชี้ว่า จัดการเก่ง มีประสิทธิภาพ บริหารจัดการเป็นเยี่ยม แต่บางกรณี Gross Margin ก็อาจถูก ”หมกเม็ด” ได้เช่นกัน

ที่เห็นกันบ่อยๆ คือ กำไรขั้นต้นสูง แต่ไม่ได้เกิดจากการบริหารจัดการที่ดี แต่มาจากการเล่นกลทางบัญชี

เทิดศักดิ์ตั้งข้อสังเกตว่า บางบริษัทที่มี Gross Margin สูง เพราะมีการปรับปรุงทาง ”บัญชี” เช่น ปรับลดมูลค่าสินทรัพย์ในอดีต ทำให้เมื่อนำสินทรัพย์ชิ้นที่ถูกปรับลดมูลค่ามาพัฒนา เพื่อขาย จึงมีต้นทุนต่ำกว่าปกติ ส่งผลให้กำไรขั้นต้นสูงกว่าปกติ

กำไรขั้นต้น หรือ Gross Margin สูง ยังอาจมาจากกลยุทธ์พัฒนาที่ดินของผู้บริหาร เช่นสะสมที่ดินแปลงใหญ่มาหลายปี แต่ทยอยพัฒนา เช่น มีที่ดินสะสม 100 ไร่ ซึ่งในการพัฒนาที่ดินเฟสแรกๆ กำไรขั้นต้นจะต่ำเพราะมีต้นทุนสูง แต่หลังจากนั้นมูลค่าที่ดินสูงขึ้น และตั้งราคาสินค้าได้สูงกว่าเฟสแรก กำไรขั้นต้นก็สูงขึ้นในช่วงเฟสท้ายๆ

“กำไรขั้นต้นของกลุ่มอสังหาฯ เคยขึ้นไปสูงสุดถึง 41% ในปี 2546 ซึ่งเป็นช่วงที่บ้านสร้างไม่พอขาย ทำให้การสต็อกสินค้าต่ำมากๆ และตลาดเป็นของผู้ขาย แต่จากนั้น Gross Margin ก็ถอยลงมาเรื่อยๆ จนเหลือ 32-34% สะท้อนว่าตอนนี้ตลาดเป็นของผู้ซื้อ"

กรณีแบบนี้เคยเกิดขึ้นมาแล้ว เทิดศักดิ์ยกตัวอย่างบริษัทสัมมากร" ซึ่งซื้อที่ดินแปลงใหญ่และพัฒนาโครงการ โดยใช้เวลาถึง 10 ปี ตอนนั้นโครงการหมู่บ้านที่บางกะปิ เคยมีกำไรขั้นต้นสูงถึง 70% แต่พอที่ดินหมด กำไรขั้นต้นก็ลดลง

ฉะนั้นในการพิจารณา Gross Margin หากเห็นว่าสูงผิดปกติ ต้องเจาะลึกด้วยว่าเป็นข้อมูลจริงหรือไม่ และจะอยู่อย่างนั้นตลอดไปหรือไม่

"ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร" ก็เป็นอีกรายการหนึ่งที่ต้องดูอย่างละเอียด และเป็นอีกหนึ่งประเด็นที่ผู้ลงทุนต้องระวัง..

โดยทั่วไปค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารของธุรกิจอสังห าฯ จะมี 4 ส่วน คือ ค่าจ้างเงินเดือน และค่าใช้จ่ายเบ็ดเตล็ดในการจัดการต่างๆ ภาษีธุรกิจเฉพาะ 3.3% ของราคาประเมิน ค่าธรรมเนียมการโอน 2% และค่าใช้จ่ายส่งเสริมการขายส่วนใหญ่จะคิดราว 3% ของยอดจอง รวมเป็น 7.3%

สิ่งที่ควรระวังก็คือ ในบางกรณีการบันทึกบัญชี จะมีค่าใช้จ่ายการขายแปลกๆ เกิดขึ้น เช่น โปรโมชั่นแปลกๆ ให้ของแลกแจกแถม ดอกเบี้ยจ่าย ซึ่งถ้าเห็นความผิดปกติ ต้องสอบถามผู้บริหารด้วย

สิ่งที่ต้องจับตาอีกอย่างคือ โครงสร้างการเงินและแนวโน้มการก่อหนี้

“ในช่วงวิกฤติ บริษัทอสังหาฯ ส่วนใหญ่จะเติบโตด้วยการก่อหนี้ โดยไปกู้ยืมเงินนอกประเทศ เพราะได้อัตราดอกเบี้ยถูก แต่หลังการปล่อยค่าเงินลอยตัว ทำให้มีหนี้เพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว โดยในปี 2543 สัดส่วนหนี้สิน (Net Gearing) สูงถึง 11% จากนั้นจึงทำการ "แฮร์คัต" หรือปรับโครงสร้างหนี้ ทำให้ Net Gearing ปัจจุบันเหลือเพียง 0.7% ช่วงนี้จึงถือว่าฐานเงินทุนบริษัทอสังหาฯ แข็งแรง เพราะเป็นการเติบโตจากเงินของผู้ถือหุ้นเป็นส่วนใหญ่ ”

วิธีดูกระแสเงินสดจากการดำเนินงาน ก็เป็นเครื่องบ่งชี้ "สถานะ" (Position) ของกิจการได้ทางหนึ่ง

"ในช่วงเริ่มฟื้นตัวของกิจการ หรือช่วงขยายกิจการ ส่วนใหญ่จะมีกระแสเงินสดจากการดำเนินงานติดลบ แต่เมื่อผ่านช่วงการลงทุนไปแล้ว ฐานธุรกิจใหญ่ขึ้น กระแสเงินสดจะเป็นบวก"

"ดูวิธีบันทึกบัญชี เกาะติด Gross Margin พิจารณาค่าใช้จ่ายในการขาย และปรายตาดูกระแสเงินสด" นี่คือแนวทางหลักๆ ในการค้นหาความจริงของหุ้นอสังหาริมทรัพย์ ที่นักวิเคราะห์แนะนำไว้

หากทำได้ครบ รับรองว่าได้หุ้นถูกตัว ถูกใจ มีกำไรได้ไม่ยาก..


แจ้งลบกระทู้ หรือ ลบผู้ตอบกลับ ตอบกลับโดย : DoneHiliori IP ADDRESS : 94.181.149.189 , ,



« Reply #619 เมื่อ 11/06/2011 , 18:43:32 » Edit
<a href=http://comprar-levitra-barata.bligoo.es>Comprar levitra barata</a>
sobre
<a href=http://comprar-levitra-en-espana.bligoo.es>levitra sin receta</a>
en
<a href=http://levitra20mg-generico.bligoo.es>levitra precio farmacia</a>
en
<a href=http://comprar-levitra-generico-espana.bligoo.es>precio levitra con receta</a>
hasta
<a href=http://comprar-levitra-original.bligoo.es/>Comprar levitra generico en espana</a>
en
<a href=http://cuanto-cuesta-levitra.bligoo.es/>pastilla levitra</a>
segun
<a href=http://cuanto-cuesta-levitra-enmexico.bligoo.es/>comprar levitra generico en espana</a>
hasta
<a href=http://donde-comprar-levitra.bligoo.es>Cuanto cuesta levitra en mexico</a>
desde
<a href=http://comprar-levitra-enmexico.bligoo.es>Donde comprar levitra</a>
en
<a href=http://comprar-levitragenerico.bligoo.es>levitra 20 mg generico</a>
hasta
<a href=http://levitra10mg.bligoo.es>que es levitra y para que sirve</a>
que es levitra 20 mg
<a href=http://levitra10mg-bucodispersable.bligoo.es/>levitra precio</a>
que es levitra y para que sirve
<a href=http://levitra10mg-generico.bligoo.es>levitra duracion</a>
precio levitra 10 mg
<a href=http://levitra10mg-precio.bligoo.es>precio levitra 20 mg</a>
que es levitra 20 mg
<a href=http://levitra20mg-levitraventa.bligoo.es>Levitra 10 mg precio</a>
donde comprar levitra en mexico
<a href=http://levitra20mgbayer.over-blog.es/>prospecto levitra</a>
que es levitra 10 mg
<a href=http://levitra20mg-generico.over-blog.es/>que es levitra 20 mg</a>
precio levitra 10
<a href=http://levitra20mg-precio.over-blog.es>comprar levitra original</a>
en
<a href=http://levitra-bayer-comprar.over-blog.es>precio levitra 20 mg</a>
precio levitra 20 mg
<a href=http://levitra-dosis-recomendada.over-blog.es/>Levitra bayer comprar</a>
desde
<a href=http://levitra-farmacia2011.over-blog.es/>levitra indicaciones</a>
levitra 10 mg bucodispersable
<a href=http://levitra-farmacias-delahorro.over-blog.es/>comprar levitra generico en espana</a>
hasta
<a href=http://levitra-medicamento2011.over-blog.es/>precio levitra con receta</a>
precio levitra 20 mg
<a href=http://levitra-precio-2011.over-blog.es/>foro levitra</a>
pero
<a href=http://levitra-precio-bayer.over-blog.es/>precio levitra</a>
que es levitra 10 mg
<a href=http://levitra-precio-en-argentina.over-blog.es/>comprar levitra generico en espana</a>
en
<a href=http://levitra-precio-en-farmacia.over-blog.es/>donde comprar levitra en mexico</a>
levitra venta en mexico
<a href=http://levitra-precio-farmacia.over-blog.es/>comprar levitra</a>
pro
<a href=http://levitra-precio-mexico.over-blog.es/>comprar levitra en espana</a>
que es levitra y para que sirve
<a href=http://levitra-precios.over-blog.es>levitra vademecum</a>
Comprar levitra generico en espana
<a href=http://levitra-sin-receta.over-blog.es/>precio levitra 20 mg</a>
en
<a href=http://levitra-vademecum.over-blog.es/>Levitra precios</a>
que es levitra 20 mg
<a href=http://www.levitra-venta-en-mexico.350.com/>precio levitra 10</a>
que es levitra 20 mg
<a href=http://www.medicamento-levitra.350.com/>precio levitra 10 mg</a>
donde comprar levitra en mexico
<a href=http://www.medicamento-levitra20mg.350.com/>levitra contraindicaciones</a>
con
<a href=http://www.pastillas-levitra.350.com/>dosis levitra</a>
que es levitra y para que sirve
<a href=http://www.precio-levitra-10mg.350.com/>comprar levitra original</a>
precio levitra con receta
<a href=http://precio-levitra20mg.over-blog.es/>precio levitra en farmacia</a>
que es levitra y para que sirve
<a href=http://precio-levitra-conreceta.over-blog.es/>levitra duracion</a>
que es levitra y para que sirve
<a href=http://precio-levitra-en-farmacia.over-blog.es/>precio levitra en farmacia</a>
precio levitra en farmacia
<a href=http://que-es-levitra-10mg.over-blog.es>levitra 20 mg bayer</a>
precio levitra con receta
<a href=http://que-es-levitra20mg.over-blog.es/>comprar levitra generico</a>
levitra venta en mexico
<a href=http://quees-levitra-rx.over-blog.es/>Que es levitra 10 mg</a>
precio levitra con receta
<a href=http://vendo-levitra.over-blog.es>donde comprar levitra generico</a>
que es levitra 10 mg
<a href=http://venta-levitra.over-blog.es>levitra informacion</a>
o.m.n.a.dren19.87@gmail.com
<< 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15 16 17 18 19 20 21 22 23 24 25 26 27 28 29 30 31 >>
สมาชิกเท่านั้นที่สามารถโต้ตอบในกระทู้นี้ได้