สวัสดีคับ ที่นี่บ้านเมียน้อยคร้าบบบบ
บ้านเมียใหม่ ชั้น 2 ไปอัพเดทเซตที่นี่คับ
ตลาดเอเชีย ดัชนีฮั่งเส็ง ดัชนีดาวโจร กราฟดาวโจร ดาวโจรรายนาที
น้ำมัน ค่าระวางเรือ BDI
ปฏิทินหุ้น ข้อมูลบริษัท พีอีหุ้น ตลาดหลักทรัพย์ TFEX
เว็บฝากรูป

ติดต่อลงโฆษณา ในเวปบอร์ดนี้

Abuse/แจ้งลบ
ABUSE / แจ้งลบ
Your Email :
Why? !
Security Code

เบื้องหน้าเบื้องหลังเบื้องลึก....แวะอ่านนิ๊ดค่ะ

- กลับไปยังหมวดหลักของกระทู้นี้
  - เบื้องหน้าเบื้องหลังเบื้องลึก....แวะอ่านนิ๊ดค่ะ
แจ้งลบกระทู้ หรือ ลบผู้ตอบกลับ กระทู้โดย : ป้าสุ(sukhumal) IP ADDRESS : 58.8.169.219 , ,

Posts : 10
Replies : 722


« เมื่อ 05/05/2007 , 12:55:01 » Send Topic Set to Print Page Edit


ลี้น้อย..แห่งอาณาจักรมีดบิน "สอง วัชรศรีโรจน์" คืนยุทธจักร

15 ปีเต็มๆ ที่ชายหนุ่มแซ่ลี้..นาม "หลี่เหวินซ่ง" ได้หายตัวไปจากยุทธจักรนักเล่นหุ้นรายใหญ่..ของเมืองไทย เขาหลบหนี "คดีปั่นหุ้น KMC" ซ่อนกายในเงาเมฆ แต่วันนี้ "ลี้น้อย" แห่งอาณาจักรมีดบิน หวนคืนวงการหุ้นอย่างเต็มตัว..ในนาม "เสี่ยโทนี่"

ชื่อของ "สอง วัชรศรีโรจน์" หรือ "เสี่ยสอง" โผล่ขึ้นใน "ยุทธภพ" ครั้งใหม่..กำลังสร้างความหวาดระแวงไปทั่วทั้งวงการ

เป้าสายตา..ถูกจับจ้องไปที่ "หุ้นร้อน" หลายตัวในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งถูกทางการจับตามอง เพราะมีชื่อสอง และพันธมิตร เข้าไปเกี่ยวข้องด้วย อาทิเช่น IEC, BLISS, LIVE, ASL, EVER, APURE, D1, NNCL, NEP และ EMC เป็นต้น

สอดรับกับพาดหัวข่าวหนังสือพิมพ์ธุรกิจหลายฉบับ ที่สื่อไปในทำนองเดียวกันว่า..."เสี่ยสอง" หวนคืนยุทธจักรแล้ว

ครั้งล่าสุด เสี่ยไมค์..สดาวุธ เตชะอุบล ผนึกกำลัง กลุ่มผิน คิ้วคชา โค่นอำนาจ..เสี่ยสอง ใน บล.แอ๊ดคินซัน ในลักษณะ "เพื่อนรัก..หักเหลี่ยมโหด"

เกมประลองยุทธครั้งนี้..เสี่ยไมค์ "เขี่ย" กรรมการที่คาดว่าจะเป็น "ตัวแทน" ของสอง ทั้งหมดถึง 4 คน ออกจากบริษัทได้สำเร็จ

ได้แก่ นันทพันธ์ มหัทธนธัญ, สัณห์จุฑา วิชชาวุธ (กรรมการ IEC, BLISS และ ASL), อัฏฐ์ อัศวานันท์ (กรรมการ ASL และ D1) และ ชาลส์ ซี หว่อง หรือชื่อเดิม ฉู ชิ หว่อง

วันเดียวกันก็มีข่าวอีกว่า ชนะชัย ลีนะบรรจง จับมือกับ ศรีฟ้า แจ่มวุฒิปรีชา หรือ มาม่าบลู คว่ำแผนเพิ่มทุน EVER กลางที่ประชุมผู้ถือหุ้น และ ชนะชัย ลีนะบรรจง ก็ขอโควตากรรมการ 2 คน ได้สำเร็จ

แต่เหตุไฉน..ทิศทางข่าวกลับพุ่งตรงไปที่ "สอง วัชรศรีโรจน์" ในฐานะ "พันธมิตร" ผู้อยู่เบื้องหลัง

ถัดมาอีกวัน พล.ท.หญิง สำอางค์ ทองปาน ผู้บริหารอีเอ็มซี ทำหนังสือขอเลื่อนการประชุมสามัญผู้ถือหุ้น โดยให้เหตุผลว่า..มีกลุ่มผู้ถือหุ้นจำนวนหนึ่งเข้ามาถือหุ้น EMC โดยไม่ทราบวัตถุประสงค์ที่ชัดเจน

...กระแสข่าวในวงการชี้เปรี้ยง! ว่า...งานนี้มี "สอง" ร่วมเอี่ยวด้วยอีกแล้ว จนต้องกลับมา "เคลียร์" เพื่อแบ่งเค้กกันใหม่ ในที่สุดก็ตั้ง..ชนะชัย ลีละบรรจง และตัวแทนอีก 3 คน เข้าไปเป็นกรรมการชุดใหม่

คนในวงการหุ้นให้ข้อมูลว่า สองกลับเข้าวงการมานานแล้ว ตั้งแต่ดัชนี 200 กว่าจุด (เมื่อหลายปีก่อน) และมาแทคทีมกับ "ไพโรจน์ เปี่ยมพงษ์สานต์" อดีตเจ้าพ่อบ้านฉาง กรุ๊ป วางแผนสร้าง "อาณาจักร IEC" ร่วมกัน

บางคนก็เล่าว่า สอง เป็นมือทำหุ้นให้กับ "อดีตนักการเมืองใหญ่" ในยุครัฐบาลพรรคไทยรักไทย รวมทั้งยังเป็นพันธมิตรกับ กลุ่มพายัพ ชินวัตร ด้วย

ขณะที่ พายัพ กับ ชนะชัย ลีนะบรรจง ก็ถือว่าเป็นกัลยาณมิตรกัน

หลังจาก สอง ปรากฏกายเข้าไป "จุดพลุ" หุ้น IEC เมื่อปลายปี 2548 ก็ส่งพี่น้องแท้ๆ สัณห์จุฑา วิชชาวุธ เข้าไปนั่งในตำแหน่ง..กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ไออีซี

จากนั้นก็อาศัย สดาวุธ เตชะอุบล โค่นกลุ่มคิ้วคชา เข้าไปยึด บล.แอ๊ดคินซัน เป็นผลสำเร็จ แล้วก็ต่อยอดไปเทคโอเวอร์ บมจ.บลิส-เทล...ยังมีข่าวด้วยว่ากลุ่มนี้ให้การช่วยเหลือ "จเรรัฐ ปิงคลาศัย" เข้าไปเทคโอเวอร์ห้างไดอาน่า ดีพาร์ทเมนท์สโตร์ แล้วเปลี่ยนมาเป็น "ดราก้อน วัน"

คนในวงการหุ้นต่างทราบกันว่า การรีเทิร์นของลี้น้อย "แซ่ลี้" ครั้งใหม่ เขากลับมาในชื่อของ "เสี่ยโทนี่" เอ่ยชื่อนี้เป็นอันว่ารู้กันว่า...คือใคร?

ตามประวัติของสอง เขามีชื่อภาษาจีนว่า "หลี่เหวินซ่ง" ซึ่งมีความหมายว่า "ผู้มีความรู้เกื้อหนุน"

สองจบปริญญาตรีคณะนิติศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์...ตั้งแต่ครั้งยังหนุ่ม สองก็เริ่มฝักใฝ่ธรรมะ และเข้าไปเป็น "ศิษย์เอก" ของวัดพระธรรมกาย เริ่มเข้าสู่วงการหุ้นเมื่อประมาณปี 2530 หลังแบล็คมันเดย์ (19 ตุลาคม 2530) เพียงไม่กี่วัน

กล่าวกันว่าสองเริ่มเปิดบัญชีเล่นหุ้นครั้งแรกที่ บล.ยูเนี่ยน (ปัจจุบัน คือ บล.เอเพกซ์) จากการแนะนำของนายทหารนอกราชการคนหนึ่ง และเข้าสู่อาชีพการเล่นหุ้นเต็มตัว ที่ บล.ร่วมเสริมกิจ และ บล.นวธนกิจ ในสมัยนั้น

สอง เข้าไปมีส่วนในการจัดตั้งบริษัทด้านพัฒนาอสังหาริมทรัพย์หลายแห่ง ที่ถูกตั้งข้อสังเกตในยุคนั้นว่าน่าจะได้ทุนมาจากวัดพระธรรมกาย เช่น บริษัทรีฟอเรสท์, บริษัทคอมมอนเวลธ์ (ประเทศไทย), บริษัทคอมมอนเวลธ์ เรียลเอสเตท และบริษัท 4 เอ็ม คอนซัลแทนท์ เป็นต้น

รวมทั้ง สอง ยังเป็นผู้บริหาร บริษัท คอมมอนเวลธ์ โฮลดิ้ง บริหารโครงการคอมมอนเวลธ์ คอนโดมิเนียม ย่านถนนจรัญสนิทวงศ์

จากประวัติที่เล่าต่อๆ กันมา สอง มาโด่งดังในวงการหุ้นได้ เพราะชีวิตโคจรไปพบกับ "เสี่ยพระ" สุวิทย์ มหาแถลง เจ้าของกลุ่มบริษัทอีซูซุฮกอันตึ๊ง (พิษณุโลก) และเจ้าของบริษัทสุโขการเคหะ โดยเป็น "มือปืนรับจ้าง" เล่นหุ้นให้กับเสี่ยพระ

สองเคยเปิดเผยคติประจำใจว่า "...ยอมให้คนเขาอิจฉาริษยา แต่อย่ายอมให้ใครเวทนาหรือสงสาร"

เพราะฉะนั้นสองจึงรักเกียรติรักศักดิ์ศรีของตัวเองมาก จนเพื่อนๆ ในวงการเปรยให้ฟังว่า สองเป็นคนที่คบด้วยยาก เพราะชอบมองคนอื่นด้อยกว่า และชอบให้คนอื่นมาเป็นลูกน้องของตนเอง

ระหว่างที่สองหลบหายในเงาทะมึนของความหวาดระแวง เขาต้องต่อสู้กับคดีความอยู่หลายเฮือก กล่าวกันว่าสองเข้าไปพึ่งใบบุญนักการเมืองใหญ่ระดับชาติ ซึ่งเป็นอดีตนายทหารระดับ "ขงเบ้ง" จนชีวิตรอดพ้น "คุก" มาได้หลายครั้ง

มีคนพยายามโยงไปว่าการเข้ามาถือหุ้นไลฟ์ อินคอร์ปอเรชั่น (LIVE) ของ "ศรพรหม มนตริวัต" บุตรชายของ พล.ต.ศรชัย มนตริวัต จำนวน 13.03 ล้านหุ้น ในราคาหุ้นละ 1.45 บาท ที่ชำระค่าหุ้นไปเมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2550 นั้น เป็นยิ่งกว่า..คำอธิบาย

สถานภาพของสอง แท้จริงแล้ว เขาคือ "บุคคลล้มละลาย" เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2548 ศาลล้มละลายกลางได้มีคำสั่งให้สองเป็นบุคคลล้มละลาย และสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด ตามคำร้องของ บล.ดีบีเอส วิคเคอร์ส

นอกจากนี้สองยังหลบหนีคดี "ปั่นหุ้น KMC" จนคดีขาดอายุความ ทั้งๆ ที่หลายคนเชื่อว่า สองไม่ได้หลบหนีไปไหน แต่เหตุไฉน..กฎหมายจึงตามหาตัวเขาไม่เจอ

สำหรับการกลับมาครั้งนี้..แหล่งข่าวในวงการหุ้นบอกว่า สองมีลีลา "ชงหุ้น" และ "ตบหุ้น" ได้หนักหน่วงไม่แพ้ในอดีต และเทคนิคในการเข้ามาเล่นหุ้นจะมีสูตรทั้งขาขึ้นและขาลง ที่สามารถทำกำไรได้ตลอดทาง

ถ้าเล่นหุ้น "ขาขึ้น" จะใช้วิธี "ซื้อดันราคา" ลากขึ้นไปด้วยสูตร "ซื้อ 2 หุ้นขาย 1 หุ้น" ไปตลอดทาง พอราคาหุ้นติดลมบน จากนั้นก็เริ่มวางขายเปลี่ยนสูตรเป็น "ซื้อ 1 หุ้น ขาย 3 หุ้น" ทุบลงมาเรื่อยๆ

"สมมติถัวเฉลี่ยขายได้ 5 บาทกว่า เหลือหุ้นนิดหน่อย พวกนี้จะขายกดราคาลงมาเลย ดันราคาลงมาเหลือ 2-3 บาท แล้วเขาก็มาเก็บข้างล่าง พอถึงจังหวะก็ไล่ขึ้นไปใหม่ แล้วทุบลงมาอีกที"

การกลับมาของสองครั้งนี้ เขามีเครือข่ายใหญ่ระดับ..หมื่นล้านบาท กลุ่มแรกเป็น "นอมินี" สายตรง กลุ่มที่สองเป็นพันธมิตรในระดับ "วงแหวนชั้นใน" กลุ่มที่สามเป็นพันธมิตรที่ "จับมือกันหลวมๆ"

คำตอบว่า..ใคร? เป็น "นอมินี" หรือ "วงแหวนชั้นใน" ให้สังเกตรายชื่อที่เข้าไปถือหุ้น (ร้อน) หลายๆ ตัว จะไปกันเป็นแพ็ค และจะมีรายชื่อซ้ำๆ กัน


edit : 05/05/2007,14:45:41 (admin)
edit : 05/05/2007,14:52:31 (admin)

<< 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15 16 17 18 19 20 21 22 23 24 25 26 27 28 29 30 31 >>
แจ้งลบกระทู้ หรือ ลบผู้ตอบกลับ ตอบกลับโดย : ป้าสุ(sukhumal) IP ADDRESS : 58.8.172.103 , ,


Posts : 17
Replies : 2018
« Reply #181 เมื่อ 08/07/2007 , 13:15:18 » Edit


(P' Prettypetite) หุ้นไทยไม่ถูก ดูจาก global sector P/E

หุ้นไทยไม่ถูก ดูจาก global sector P/E

สวัสดีค่ะ

วันนี้ หุ้นปรับฐานเล็กน้อยตามคาด และจะยังคงปรับตัว ขึ้นๆ ลงๆ ตลอดทั้งเดือน ในขณะที่จีนลงหนักมาก ใกล้จะหลุด low เดิมที่ทำไว้แล้ว คาดว่า เดือนหน้า BOJ จะประกาศขึ้นดอกเบี้ย หลังจากที่อังกฤษได้ขึ้นแล้ววันนี้ ที่จริง ธนาคารพานิชย์ที่อังกฤษ ขึ้นดอกเบี้ยเป็น 5.75% ตั้งแต่ต้นปี ปรับขึ้นมา 9 ครั้ง นับแต่ปลายปี 2006

จริงๆตั้งใจจะออกไปซื้อกองทุน Emerging markets bonds แต่พอเช็คดู เขาเปิดขายถึงวันที่ 17 ยังมีเวลาหลายวัน ดิฉันได้พิมพ์รายละเอียดกองทุนนี้ ยาวมาก แต่ไฟฟ้าเกิดดับกระทันหัน หมดเลย ไม่มีเวลาพิมพ์ใหม่ เพิ่งมาว่างตอนเที่ยงคืนนี่แหละ เอากันสั้นๆนะ

กองทุนนี้ลงทุนในตราสารหนี้ของ Emerging markets เลือกไว้ประมาณ 25 ประเทศ จาก 50 ทั่วโลก ไม่มีประเทศไทย โดยใช้ทั้ง US$ และ local currencies ส่วนใหญ่จะลงใน Government bonds และมองในภาครวมของประเทศเป็นหลัก ไม่ได้ยึด company's rating ผลตอบแทนของกองทุนแม่ที่ผ่านมา ใกล้เคียงกับกองทุนหุ้น แต่ความเสี่ยงจะต่ำกว่า

เนื่องจากตลาดหุ้นทั้งโลก ขึ้นร้อนแรงต่อเนื่องมาหลายปีแล้ว และอยู่ใน ZONE แพง ผลตอบแทนในระยะต่อไป อาจจะไม่ดีเท่าที่ผ่านมา อีกทั้ง ดอกเบี้ยในประเทศไทยต่ำมาก ซึ่งสวนทางชาวโลกเขา แต่ยังมีคนพยายาม จะให้ลดดอกเบี้ยลงอีก อ้างว่าจะทำให้บาทอ่อนค่าลง ซึ่งดิฉันเคยบอกแล้วว่า การลดดอกเบี้ยจะไม่ทำให้บาทอ่อนค่า เนื่องจากต่างชาติเขาไม่สน เรื่องดอกเบี้ยฝากเงิน เพราะเขาสามารถทำให้เกิดผลตอบแทนสูงกว่า โดยอัดเงิน ใส่เข้ามาในตลาดหุ้น ซึ่ง BOT รู้แต่ว่าใส่เข้ามาเท่าไร แต่ไม่รู้มูลค่าที่แท้จริง เป็นเงินเท่าไรแล้ว และใครคือเจ้าของเงิน

คลิกดูเวป : Aberdeen-Asset.com

หุ้นบ้านเราแพงหรือไม่ โปรดู research ล่าสุดของ JP Morgan

research ล่าสุดของ JP Morgan แสดง estimated PE ของตลาดโลกใน 12 เดือนข้างหน้า เนื่องจากเรากำลังซื้อขายกันที่ราคาปีหน้า เลยเอามาให้ดู ค่าเฉลี่ย PE 14.6 เท่า ที่สูงเนื่องจากกลุ่ม informationa technology (ซึ่งไทยเราไม่มี) มี PE 19.2 เท่า ถ้าตัดกลุ่มนี้ออก เราแพงเท่า และ แพงกว่าเกือบทุกกลุ่ม มีแต่พลังงาน และ utilities ที่ถูกกว่า (ต่างชาติเลย บ้าซื้อพลังงาน) PE กลุ่มการเงินโลกแค่ 11.8 เท่า health care แค่ 16.2 telecom 15.5


Source: Prettypetite date 06/07/2007
แจ้งลบกระทู้ หรือ ลบผู้ตอบกลับ ตอบกลับโดย : ป้าสุ(sukhumal) IP ADDRESS : 58.8.172.103 , ,


Posts : 17
Replies : 2019
« Reply #182 เมื่อ 08/07/2007 , 13:24:17 » Edit

(P' Prettypetite) การซื้อขายที่ไม่ปกติในตลาดหุ้นไทย

สวัสดีค่ะ

วันนี้ ตอนบ่าย PTT ขึ้นแรง ก็ตามที่เพิ่งบอกไปเมื่อคืนนี้เองค่ะ ว่า SET บ้านเรานั้น กลุ่มที่ยังถูกกว่าค่าเฉลี่ยตลาดหุ้นโลก คือ พลังงาน และ utilities ฝรั่งเลยบ้าซื้อพลังงาน และให้บังเอิญว่าตัวแม่ในกลุ่มนี้ มีลูกๆอีกเป็นพรวน ซึ่งล้วนแล้วแต่ เป็นหุ้นในกลุ่ม cycle commodities ที่ในช่วง 3 ปีมานี้ มีราคาพุ่งขึ้นสูง ตามความต้องการของจีน ครอบครัวนี้ทุกตัวรวมกัน กิน marketcap ตั้ง 60% และสงสัยว่าตอนนี้น่าจะเกินแล้วด้วย เพราะ PTT ขึ้นมากว่า 700%

ส่งผลให้ marketcap ทั้งตลาด อยู่ในระดับสูงที่สุด ตั้งแต่ตั้งตลาดหลักทรัพย์มา สูงกว่าตอนดัชนี 1700 จุด เกือบ 2 เท่า ทั้งที่มีหุ้นมากมายบนกระดาน ล้มหายตายจาก และที่เหลือๆนับร้อยๆตัว มี marketcap ลดลง เนื่องจากราคา ที่ร่วงลงมา จะเพราะผลประกอบการที่ย่ำแย่ out of fashion หรือ เจ้ามือเลิกเล่น

โดยปกติทั้งโลก ก็ซื้อขายหุ้นกลุ่มวัฎจักรกัน ที่ PE ต่ำๆ เพราะ ความเสี่ยงสูงมาก เมื่อครอบครัวนี้เป็นพระเอกในตลาดหุ้นไทย ด้วย marketcap สูงมาก จึงเฉลี่ยฉุดค่า PE ทั้งตลาดให้ลงมา เป็นภาพลวงตาว่า ยังต่ำอยู่ เราจึงต้องมาแยกแยะด้วยตัวเอง ไม่ใช่เห็นตัวเลขดัชนีวิ่งขึ้น ก็ฮึกเหิม ลำพองใจ ไล่ซื้อดะมันไปทั้งกระดาน ไม่ว่าจะเป็นหุ้นที่ขาดทุนบักโกรก หรือ PE สูงลิบลิ่ว เพราะรับรู้แต่ว่า หุ้นไทยถูกที่สุดในโลก

ตอนที่หุ้นพุ่งแรงในปี 1999 ต่อเนื่องถึงต้นปี 2000 ช่วงนั้นเป็นยุค Dot Com จึงไม่นิยมเล่นกลุ่มอื่นๆ และเนื่องจากหุ้นกระสวยอวกาศกลุ่มนี้ ทั้งโลกก็ซื้อขายกัน ที่ PE สูงๆเป็นเรื่องปกติ เมื่อมาเป็นพระเอกในตอนนั้น + การปั่นราคาในกลุ่มหลักทรัพย์และอหังสา ก็เลยทำให้ PE รวมของ SET สูงกว่าตอนนี้มาก ทั้งที่ราคาหุ้นเกือบทั้งกระดานราคาถูกสุดๆ Banpu ก็แค่ 17 บาท กลุ่มเรือเช่น PSL ไม่เกิน 2 บาท pttep ราคาแถว 20 บาท ATC ไม่กี่บาท รพ นนทเวช 28 บาท TNL 1.20

ดิฉันเคยบอกเมื่อปีที่แล้วว่า ต่างชาติจะช่วยกัน โจมตีค่าเงินบาท ให้แข็งถึงระดับ 32 บาทต่อ 1 US$ ซึ่งจะเป็น peak ทำกำไร ทาง BOT ก็ออกมาบอกว่า หาแหล่งที่เงินเก็บเงินบาท เพื่อเก็งกำไรของต่างชาติไม่เจอ เพราะในตราสารหนี้ก็ แค่ส่วนน้อย ดิฉันเลยออกบทความอีกฉบับว่า เขาซุกไว้ในตลาดหุ้นค่ะ คุณขา

ก็วันๆเอาเวลาไปตามล่าหาเงินอดีตนายกและครอบครัว ตอนแรกที่เขาบอกว่า จะอายัดของคุณทักษิณและภรรยาเท่านั้น ดิฉันยังบอกเพื่อนๆเลยว่า เขาจะตามล่าอายัดทั้งของลูกๆ และญาติสนิทใกล้ชิด สงสัยว่า ทนายความครอบครัวนี้ ไม่เคยผ่านคดี ตามล่าอายัดทรัพย์ก่อนยึดแน่ หรือนึกไปไม่ถึง จึงไม่รู้จักเตือนเจ้านาย ยิ่งหุ้นที่ใส่ชื่อตัวเองไว้ยิ่งแล้วใหญ่ อายัดง่ายที่สุดเลย ประมาทอะไรอย่างนี้หนอ

การไปตามอายัดกระทั่งหุ้นแบบนี้ และเผลอๆอาจจะเที่ยวสะเปะสะปะ ลามไปอายัดทรัพย์สิน คนสนิทใกล้ชิด และนี่ก็เป็นเหตุหนึ่ง ที่ทำให้เกิด "การซื้อขายที่ไม่ปกติในตลาดหุ้นไทย" และการเริ่มพาเหรดเข้ามา ของกลุ่มต่างชาติ ที่เคยเข้ามารับซื้อทรัพย์สินเลหลังราคาถูกๆ ตอนวิกฤติต้มยำกุ้ง เมื่อ 10 ปีที่แล้ว ก็เป็นเรื่อง "การเตรียมตัวเพื่อทำอะไรสักอย่าง ในอนาคตอันใกล้นี้" นี่เข้ามา 3 จ้าวแล้ว รอบนี้มาเนียนเสียด้วยสิ

และตอนนี้ BOT ก็ออกมาบอกว่า เป็นห่วงสถานะการณ์ เพราะไม่รู้ว่า จู่ๆเงินทะลักทลายเข้ามาจากไหน จากใคร?? หุ หุ จ้างก็จับไม่ได้ ไล่ไม่ทัน

เพื่อนๆคิดออกไหมคะ ว่าดิฉันหมายถึงอะไร เอาไปทำการบ้านค่ะ


Source: Prettypetite date 07/07/2007
แจ้งลบกระทู้ หรือ ลบผู้ตอบกลับ ตอบกลับโดย : ป้าสุ(sukhumal) IP ADDRESS : 58.8.170.74 , ,


Posts : 17
Replies : 2133


« Reply #183 เมื่อ 14/07/2007 , 16:09:49 » Edit

ริมถนนนักลงทุน

๐ กรุงเทพธุรกิจ BizWeek ฉบับที่ 161 ประจำวันที่ 13-19 กรกฎาคม 2550 ๐ อดีตนายแบงก์(ใบโพธิ์) รุ่นเก๋า “ประกิต ประทีปะเสน” ยังเป็นเสือไม่ทิ้งลาย ไม่ว่าจะนั่ง "บอร์ด" ไหน เป็นอันต้องมีงาน "ชิ้นโบแดง" ออกมา "โชว์กึ๋น" อยู่ตลอด..ล่าสุด ก็เป็นคนเสนอไอเดียให้ "ซัสโก้" เทคโอเวอร์ ปั๊มน้ำมัน "ทีพีไอ" 23 แห่ง (รวมเป็น 185 แห่ง) จาก "ไออาร์พีซี" เพื่อเพิ่มยอดขายอีกปีละ 2,000 ล้านบาท นี่ไง! เบื้องหลังหุ้นซัสโก้ที่ "วิ่ง" หูดับตับไหม้


๐ ด้าน "ชัยฤทธิ์ สิมะโรจน์" รีบปรับเป้ารายได้ "ใหม่" เป็น "1 หมื่นล้าน" พร้อมทั้งมั่นใจว่า ปีนี้ จะ "พลิก" กลับมาทำ "กำไร" แน่นอน! แต่ "ข่าวร้าย" คือ ตัวเลข "ไตรมาส 2" คาดว่าจะ "ยังไม่สวย"

๐ หุ้น CI ที่ "ทะยาน" ขึ้นช่วงนี้ เป็นผลพวงมาจาก “สงกรานต์ อิสสระ" บอสใหญ่ ประกาศความสำเร็จ "เกินคาด" หลังเปิดตัวโครงการคอนโดหรู "ดิ อิสสระ ลาดพร้าว" มูลค่า 2.2 พันล้านบาท (CI ถือหุ้น 60%) ทำยอดจองทะลุเป้ากว่า 500 ล้านบาท จนต้องขยายวันจองเพิ่มอีก 5 วัน (10-15 ก.ค.ที่ชั้น M สยามพารากอน) แต่อย่ารีบด่วนดีใจเกินเหตุ เพราะกว่าจะรับรู้รายได้จริงๆ ก็ประมาณปี 2552 โน่น!

๐ หลังคว้างานก่อสร้างโครงการ The Prime (สุขุมวิท 11) "ชนะชัย ลีนะบรรจง" บอสคนใหม่ "อีเอ็มซี" ทำหรูถึงขั้นเปิด "แชมเปญ" ถึง "สองขวด" ก่อนที่บอสคนใหม่..จะแอบใบ้ว่าเปิด "แชมเปญ" เที่ยวนี้ ไม่ใช่แค่ยินดีกับโครงการ The Prime เท่านั้น แต่มันยังหมายถึงการเริ่มต้นเดินทาง "ครั้งใหญ่" ของ "อีเอ็มซี" ด้วย

๐ ด้วยพิษเงินบาทที่ "แข็งโป๊กกก!!" ไม่เพียงแค่เล่นงาน "สุขภาพจิต" ของ "สุรพล ว่องวัฒนโรจน์" เถ้าแก่ "สุรพลฟู้ดส์" ที่อาจต้องหั่นเป้ารายได้ปี 2550 ลง แต่ "เถ้าแก่วัย 61" ถึงขั้นต้องเข้าไปใช้ชีวิตประจำวันอยู่ข้างใน "ห้องประชุม" เพื่อตรากตรำกับคิว "ประชุม" แบบ "ทุกวัน" และบางวันก็ทั้ง "รอบเช้า" ยัน "รอบบ่าย" เฮ้ออ..เหนื่อยแทน

๐ หลังจากขายหุ้น "โออิชิ" ไปให้กลุ่ม "เจริญ สิริวัฒนภักดี" 55% ผ่านไปแล้วกว่าปีครึ่ง "เสี่ยตัน โออิชิ" ถึงได้ยอมเปิดใจว่า จริงๆ ตอนแรก "เจ้าสัวเจริญ" พยายามขอ "ซื้อหุ้น" ทั้งหมด แต่ตนเองขอไว้ 10% "ใจจริงผมอยากขายแค่ 30-40% แต่โมเดลคุณเจริญไม่ว่าซื้อหุ้นที่ไหนเป็นที่รู้กันว่าต้อง 75% คือยึดหมดแล้วเขาตัดสินใจเพียงคนเดียว ถ้าไม่ได้ 55% ยังไงเขาไม่เอา..."

๐ ด้านเศรษฐีรวยเงียบ "ทองมา วิจิตรพงศ์พันธุ์" แห่ง "พฤกษา เรียลเอสเตท" อย่าว่าแต่คนอื่นจะงงว่า จู่ๆ ก็มีชื่อ "โผล่" ขึ้นมาติดโผ "เศรษฐีหุ้นอันดับ 2" ของเมืองไทย เมื่อปี 2549 แม้แต่ "เจ้าตัว" ยังเปิดใจว่า "รู้สึกเฉยๆ..งงๆ" แต่พอกลับไปกดเครื่องคิดเลขดู ถึงได้หายสงสัย (ว่าตัวเองรวยมากจริงๆ)

๐ แต่แทบไม่น่าเชื่อว่า "โคตรเศรษฐี" รายนี้ เพิ่งจะยอมเผย "ความลับ" เป็นครั้งแรกว่า ทุกวันนี้ใช้เงินอย่างมากสุดก็แค่ "วันละพัน" พร้อมยืนยันว่าจะ "กอดหุ้น" พฤกษา 62% (ทั้งกลุ่ม 78%) ไปนานเท่านาน ด้วยเหตุผลชิลๆ แค่ปันผลก็ "กินไม่หมด" แล้ว

๐ ช่วงนี้ เห็นหน้า "พเยาว์ มริตตนะพร" เดินสายพบปะสื่อมวลชน "บ๊อยบ่อย" ไปไหน "เจ้พเยาว์" ก็โปรโมท "หุ้นกู้" ของ บมจ.ทางด่วนกรุงเทพ (BECL) ที่จะออกกัน 3 อายุ (3 ปี 5 ปี และ 7 ปี) จำนวนไม่เกิน 7,500 ล้านบาท ๐ ล็อตแรก..อายุ 3 ปี จำนวน 3,000 ล้านบาท เคาะดอกเบี้ยที่ 4.20% ต่อปี เปิดให้ประชาชนทั่วไปจองซื้อได้ ขั้นต่ำ 100,000 บาท ตั้งแต่วันที่ 16 กรกฎาคม-1 สิงหาคม 2550 ที่ธนาคารกสิกรไทย

แจ้งลบกระทู้ หรือ ลบผู้ตอบกลับ ตอบกลับโดย : ป้าสุ(sukhumal) IP ADDRESS : 58.8.170.74 , ,


Posts : 17
Replies : 2134
« Reply #184 เมื่อ 14/07/2007 , 16:25:18 » Edit

คุณฉุยคุยเอง : SET ใกล้จะพักฐานหรือยัง?

SET ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยยังไม่มีการปรับตัวพักฐานรุนแรงแต่อย่างใด ผลจากการเคลื่อนย้ายของเงินทุนตะวันตกที่เข้ามาสู่ภูมิภาคเอเชีย แต่เงินทุนไหลเข้าจีนไม่มาก เพราะยังกังวลกับเศรษฐกิจจีนที่ยังเติบโต 10% แต่เคลื่อนไหวไปยังประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคเอเชียแทน

ขณะที่ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้น ผู้ส่งออกมีการเทขายดอลลาร์ในช่วงหลายวันที่ผ่านมา แต่ได้ลดลงแล้ว เนื่องจากผู้ส่งออกมีความเข้าใจมากขึ้น

เม็ดเงินที่ไหลเข้าในตลาดหุ้น ได้เข้าซื้อหุ้นกลุ่มพลังงาน (ก๊าซและน้ำมัน คือ PTT, PTTEP) ได้รับแรงหนุนจากราคาน้ำมันดิบยังคงทะยานขึ้น และค่าการกลั่นยังคงอยู่ในระดับสูง เพราะมีการปิดซ่อมบำรุงโรงกลั่นบางส่วน (BCP, IRPC, RRC, TOP) ธนาคารพาณิชย์ทุกบริษัท หลักทรัพย์ ทุกบริษัท เดินเรือ (PSL, TTA, RCL) สื่อสาร (ADVANC, SATTEL, JAS, JAS-W, JAS-W2, วัสดุก่อสร้าง (SCC) ปิโตรเคมี (ATC, PTTCH) อสังหาริมทรัพย์ (AP, LH, SPALI, SPALI-W3, CK, ITD, STEC, AMATA, ROJANA เป็นต้น) ผู้ซื้อหลักยังคงเป็นต่างชาติ ตามด้วยสถาบันในประเทศ ส่วนรายย่อยขายสุทธิ หากหุ้นกลุ่มนำตลาดดังกล่าวสามารถประคองตัวเองได้ (Sideway - Sideway up) ดัชนีฯ ก็จะปรับตัวลดลงได้ไม่มาก แต่ถ้าหากมีแรงขายลงมาอย่างรุนแรง ดัชนีฯ จะปรับตัวลดลงทันที ช่วงนี้

กลยุทธ์ คือ ถ้ายังถือหุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานดีๆ ต้นทุนถูกมากๆ ให้ปล่อยไปตามน้ำ (Let Profit Run or Follow the main trend) แต่ให้ดูว่า SET ไม่ควรหลุดต่ำกว่า 840-845 จุด ถ้าหลุดลงมา (อันตราย) ต้องระวังการเทขายทำกำไร เพื่อลงมาปิดช่องว่าง (Gap) บริเวณ 820-830 จุด (EMA 10 วัน) และ EMA 25 วัน (790-800 จุด) ได้ หรือพูดง่ายๆ คือ ถ้า SET หลุด 840 จุดลงมา SET อาจจะเคลื่อนไหวบริเวณในกรอบ 800-830 จุด

ต้องคอยตามดูว่าเม็ดเงินที่ไหลเข้ามาจะต่อเนื่องนานเพียงใด ซึ่งอาจจะมีเงินทุนต่างชาติที่ไหลเข้ามาในตลาดหุ้นไทยต่อได้อีก เพราะอาจจะมีการโยกย้ายเงินทุน (Assets Allocation) จากตลาดพันธบัตร หรือตลาดหุ้นกู้ในประเทศสหรัฐ ที่มีแนวโน้มอัตราผลตอบแทนลดลงจากค่าเงินดอลลาร์สหรัฐที่อ่อนตัว ซึ่งเงินจำนวนนี้มีมูลค่ามหาศาล และจะทยอยไหลมายังตลาดเอเชีย รวมถึงตลาดหุ้นไทยที่ปรับขึ้นไม่มาก P/E ค่อนข้างต่ำ เมื่อเทียบกับตลาดหุ้นอื่นในภูมิภาคเอเชีย

ปัจจัยทางเทคนิค

1.ในช่วงต้นสัปดาห์ เม็ดเงินยังคงซื้อต่อเนื่องในกลุ่มนำตลาดเดิมๆ คือ กลุ่มพลังงาน (PTT, PTTEP, BANPU, TOP, RRC) กลุ่มปิโตรเคมี (ATC) กลุ่มเดินเรือ (PSL, TTA, RCL) กลุ่มธนาคาร (BBL, KBANK, SCB, BAY, BAY-W1, KTB, SCIB) และเงินทุนหลักทรัพย์ (KEST, PHATRA, ASP, ASP-W1, BLS, ZMICO, ZMICO-W3 และทุกตัว) กลุ่มสื่อสาร เริ่มมีปริมาณการซื้อขายเข้ามา (ADVANC, SATTEL, JAS, JAS-W, JAS-W2) กลุ่ม Property (AP, LH, SPALI, SPALI-W3, CK, ITD, STEC, AMATA, ROJANA เป็นต้น) กลับมาได้รับความนิยมอีกครั้งแล้ว รวมทั้งหุ้นเก็งกำไรตัวเล็กและกลุ่ม Warrant ทำให้ SET ทะลุผ่าน 850 จุดได้ ถือว่าเป็นปัจจัยเชิงบวก แต่มีปัญหาระยะสั้น เริ่มจะยืนไม่ได้

2.SET ได้เปิด Gap ทิ้งไว้เมื่อ 6/7/2007 ที่ระดับ 830-832 จุด หาก SET หลุด 850, 840 จุด ลงมา มีโอกาสที่จะปรับตัวลดลงมาปิด Gap ที่เปิดไว้ได้

3.SET ยืนเหนือเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ EMA ทุกเส้นได้ ถือว่าตลาดเป็นขาขึ้นสมบูรณ์แบบ ช่วงนี้ต้องตามดูว่า ห้าม SET หลุดต่ำกว่า EMA 10, 25 วันลงมา (824, 792-800 จุด ตามลำดับ) เพราะคนที่ซื้อแล้วถือหุ้นโดยใช้เส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ EMA 10, 25 วัน เป็นสัญญาณซื้อขาย จะไม่ขายหุ้น ถ้าหาก SET ไม่หลุดเส้นค่าเฉลี่ย EMA 10, 25 วันลงมา

4.SET Weekly จากการลากเส้นแนวโน้มขาขึ้น (Up trend line) โดยกำหนดจุดต่ำสุด (H1) ที่ 265.68 จุด ผ่าน H2 = 323.18 จุด แล้วทำเส้นคู่ขนาน จะพบแนวต้านที่ 855-857, 884-887 จุด ตามลำดับ ซึ่ง SET ได้ปรับตัวทะลุแนวต้านที่ให้ไว้ คือ 850-857 จุด แต่ก็เริ่มจะมีแรงขายลงมาแล้ว ส่วนจะไปถึง 884-887 จุด หรือเปล่า ต้องคอยดูปริมาณการซื้อขายว่าจะมีเข้ามาในระดับ 35,000-40,000 ล้านบาท/วัน ได้อย่างต่อเนื่อง นานขนาดไหน ถ้าปริมาณการซื้อขายลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ต้องระวังแรงขายลงมา

5.จากการดู Pattern Bar chart ของ SET จะพบว่า วันที่ 11/7/2007 SET อาจจะเกิด 2 Days Reverse (ลาก SET ไปที่จุดสูงสุด, ปิดไม่ค่อยดี) ซึ่งจะเป็นสัญญาณเชิงลบ นักลงทุนที่ใช้การวิเคราะห์ทางเทคนิค จะพยายามค่อยๆ ทยอยลดหุ้นในพอร์ตลง เพื่อถือเงินสดบางส่วน รอซื้อช่วงปรับตัวลดลงมา โดยเฉพาะรอให้มาปิด Gap 820-830 จุด

สรุป นักลงทุนส่วนใหญ่ลุ้นว่า จะสามารถผ่านประชามติในการรับร่างรัฐธรรมนูญ 2550 หรือเปล่า ถ้าผ่านได้ น่าจะมีการเลือกตั้งช่วงปลายปี 2550 แต่ถ้าไม่ผ่านก็ขึ้นอยู่กับว่า คมช. จะนำรัฐธรรมนูญฉบับใดมาใช้ ซึ่งการเลือกตั้งก็จะล่าช้าไปอีก แต่ยังไรก็จะต้องมีการเลือกตั้ง ไม่ปลายปี 2550 ก็ไม่เกินไตรมาส 1/51 นักลงทุนต่างชาติส่วนใหญ่คาดว่าน่าจะมีการเลือกตั้งปลายปี ดังนั้น ถ้าไม่ผ่าน หุ้นน่าจะมีแรงเทขายทำกำไรช่วงสั้นๆ ไปก่อน

โดยช่วงนี้ มีเงินทุนไหลเข้าจากต่างประเทศ (Fund flow) ที่โยกเงินไปหาผลตอบแทนที่สูงกว่า ตลาดอเมริกา ทำให้ปริมาณการซื้อขายอยู่ในระดับ 35,000-40,000 ล้านบาท/วัน ได้ต่อเนื่อง แต่เนื่องจาก SET ได้ปรับตัวขึ้นมารุนแรงเกินไป ในช่วงสั้นๆ อาจจะมีการปรับตัวลดลงมาเพื่อมาปิด GAP 820 -830, 800 จุด ดังนั้น คนที่ยังไม่มีหุ้นในพอร์ต ควรรอซื้อที่ปิด GAP 820-830, 800 จุด ส่วนคนที่กำไรเยอะๆ อาจจะขายหุ้นออกมาบางส่วน เพื่อปรับพอร์ต ถือเงินสดบางส่วน รอซื้อเมื่ออ่อนตัว (ช่วงสั้นๆ Indicators อยู่ในเขตซื้อมากเกินไป) ถ้า SET ไม่หลุด 795-800, 820-830 จุดลงมา (ยืนเหนือ EMA 10, 25 วัน ได้) ยังคงเป็นขาขึ้นที่ดี

แนวรับที่ 795, 800-805, 810-815, 830 จุด ตามลำดับ, แนวต้านถัดไป ที่ 850, 855-857, 887-890 จุด ตามลำดับ หุ้นรายตัวดูที่ข้อ 1

ถ้าค่าเงินยังแข็งค่าต่อเนื่อง แสดงว่ามีเม็ดเงินไหลเข้าไทย ต้องระวังคือ เมื่อไหร่ค่าเงินอ่อนค่า เงินทุนจะไหลออก ต้องดูค่าเงินให้ดี

อย่าลืมสำหรับท่านที่ต้องการติดตามข้อมูลความจริงและความคืบหน้าของ N-PARK ให้ไปดูที่ www.nparkfactandinfo.com จะได้ดูเอกสารต่างๆ ด้วยตัวท่านเอง ไม่ต้องโทรมาถามคุณฉุยให้เหนื่อย

แจ้งลบกระทู้ หรือ ลบผู้ตอบกลับ ตอบกลับโดย : ป้าสุ(sukhumal) IP ADDRESS : 58.8.170.74 , ,


Posts : 17
Replies : 2143
« Reply #185 เมื่อ 14/07/2007 , 22:09:56 » Edit

Asian Discovery : ตลาดไทย Outperform

นักลงทุนต่างประเทศมีการซื้อสุทธิใน 6 ประเทศเอเชียเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว คิดเป็นมูลค่ารวม 2.8 พันล้านเหรียญ โดยไต้หวัน, ไทย, เกาหลี, อินโดนีเซีย, ฟิลิปปินส์ และอินเดีย ที่ 1.49 พันล้านเหรียญ, 590 ล้านเหรียญ, 178 ล้านเหรียญ, 151 ล้านเหรียญ, 6 ล้านเหรียญ และ 352 ล้านเหรียญ ตามลำดับ ในส่วนของไทยนั้นมีการซื้อสุทธิรวมตั้งแต่ต้นปีที่ 1.18 แสนล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 158% จากช่วงเดียวกันปีที่แล้ว


ถึงนาทีนี้เราพบว่า ตลาดหุ้นไทยในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา มีการปรับตัวขึ้นมา 38.7% แรงกว่า MSCI-Asia Ex Japan ที่ปรับขึ้นมา 23.4% และเมื่อเทียบกับในกลุ่ม SEA 5 ประเทศ แล้วจะพบว่าไทยยังมี Performance ที่แย่กว่าเล็กน้อยประมาณ 2% เพราะฉะนั้นหากดัชนีจะปรับตัวลงก็จะเกิดขึ้นจากปัจจัยต่างประเทศเป็นสำคัญ กล่าวคือ ดอกเบี้ยขึ้น หรือมีการขายทำกำไรทั้งภูมิภาค

อย่างไรก็ดี เมื่อพิจารณาย้อนหลังไป 30 เดือน ด้วยวิธีการหาความสัมพันธ์เชิงเปรียบเทียบ ก็จะพบว่าตลาดไทยยังคงมี Upside อีก 45% หรือระดับดัชนี 1230 จุด จะกลายเป็นเป้าหมายหลัก ซึ่งก็มีความเป็นไปได้สูง เนื่องจาก SET ยังมี PE ต่ำเพียง 12.3 เท่า เทียบกับทวีปเอเชียที่ 18 เท่า และ SEA ที่ 16 เท่า เราจึงเรียกได้ว่ามีการ Discount อยู่ 23-32%

ประเด็นที่น่าติดตามว่าเป้าหมายดังกล่าวจะถึงหรือไม่ อยู่ที่ 1) อัตราดอกเบี้ยสหรัฐ หากมีการปรับขึ้น จะส่งผลให้เม็ดเงินชะลอลงแล้วนั่นจะทำให้เกิดการปรับพอร์ตรอบใหญ่ 2) การที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรไทยปรับตัวขึ้นมาสูงมากจะก่อให้เกิด Earnings Gap ที่แคบลง กระตุ้นการขายทำกำไร 3) ค่าเงินบาทแข็งค่าเร็วและแรงเกินไป ซึ่งเราคาดว่าบริเวณ 33 บาท แรงซื้อน่าจะชะลอลง เนื่องจากกำไรจากค่าเงินจะเพิ่มขึ้น ขณะที่ราคาหุ้นไทยก็จะแพงขึ้นตาม

คำแนะนำเราคือ หากดัชนีไม่ต่ำกว่า 841 จุด แนะนำซื้อหรือถือต่อไป
แจ้งลบกระทู้ หรือ ลบผู้ตอบกลับ ตอบกลับโดย : ป้าสุ(sukhumal) IP ADDRESS : 58.8.174.225 , ,


Posts : 17
Replies : 2270


« Reply #186 เมื่อ 22/07/2007 , 00:00:15 » Edit

สร้าง Value-Added "มีเดีย ออฟ มีเดียส์" แผนที่ความคิด "Mrs.ชาลอต"

ยุทธศาสตร์ "โตนอกบ้าน" ของมีเดีย ออฟ มีเดียส์ ยังคงเป็น "ทางตัน" ต่อไป ตราบใดที่ยังไม่สามารถสลัดภาพ "เครือข่าย..บีบีทีวี" Mrs.ชาลอต เริ่มคิด "แผนสำรอง" เพื่อทลายกำแพง "กีดกัน" จากช่องอื่น ที่มองว่า "ช่อง 7 สี" เป็นคู่แข่งขันใน "ลู่วิ่ง" เดียวกัน


แม้ Goal!!! ในระยะยาวของ Mrs.ชาลอต ต้องการเป็น "อันดับ 1" ในธุรกิจเอ็นเตอร์เทนเมนท์ แต่หากเทียบฟอร์มกัน "ตัวต่อตัว" มีเดียส์ยังถือว่า "ห่างไกล" กับ "เวิร์คพอยท์" ของ "เสี่ยตา" อยู่หลายช่วงตัว


------------------------------------

หลังเข้ามาทำงานแบบ Full-time ได้ประมาณ 3 เดือนเศษ ชาลอต โทณวณิก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.มีเดีย ออฟ มีเดียส์ ยังคงยืนยันความตั้งใจอันดับแรกเช่นเดิมว่า...

"ปีที่ดีที่สุดของมีเดียส์ จะต้องเริ่มตั้งแต่ปีนี้ (2550 เป็นต้นไป)"

Mrs.ชาลอต ไขปริศนาโจทย์ธุรกิจที่เป็น "ธง" ในใจเธอว่า...

วิธีการ คือ "หนึ่ง" ต้องหมุนรอบรายได้จาก Content (เนื้อหารายการโทรทัศน์) ที่มีอยู่ให้มากขึ้น และ "สอง" หาช่องทางผลิตรายการเพิ่มให้กับสถานีโทรทัศน์ช่องอื่น ไม่จำกัดตัวเองอยู่กับช่อง 7 สี เพียงแห่งเดียว

ทั้งนี้ ภาพลักษณ์ของมีเดีย ออฟ มีเดียส์ ภายใต้กลุ่มผู้ถือหุ้นใหญ่ บริษัท กรุงเทพโทรทัศน์และวิทยุ หรือ "บีบีทีวี" (ของตระกูลรัตนรักษ์) เป็น "เจ้าของ" เดียวกันกับ "ช่อง 7 สี"

เพราะฉะนั้น หลังจากยุคของยุวดี บุญครอง อดีตผู้ก่อตั้งบริษัท ผ่านมาแล้ว มีเดียส์ในยุคของ Mrs.ชาลอต จึงมี "อุปสรรค" ในการขอ "เวลา" ผลิตรายการกับช่องอื่น

ขณะที่ Goal!!! ในระยะยาวของนายหญิงมีเดียส์ ต้องการเป็น "อันดับ 1" ในธุรกิจเอ็นเตอร์เทนเมนท์ แต่เมื่อเทียบกันแบบ "ตัวต่อตัว" กับคู่แข่งโดยตรง มีเดียส์ยังถือว่า "ห่างไกล" กับ บมจ.เวิร์คพอยท์ เอ็นเทอร์เทนเมนท์ ของ "เสี่ยตา" ปัญญา นิรันดร์กุล อยู่หลายช่วงตัว

วันนี้ ซีอีโอคนใหม่ของมีเดีย ออฟ มีเดียส์ เริ่มตระหนักว่า การหมุนรอบรายได้จาก Content ไม่ยากเท่ากับการขอ "แชร์เวลา" ออกอากาศจากสถานีช่องอื่น ที่มองว่า "ช่อง 7 สี" เป็นคู่แข่งขันใน "ลู่วิ่ง" เดียวกัน

"ทีแรก เราตั้งใจว่าจะเริ่มทำรายการทางโทรทัศน์ช่องอื่น ตั้งแต่ปี 2550 แต่ก็ยังไม่บรรลุเป้า อาจเพราะช่องอื่นยังไม่ได้เห็นตัวตนของมีเดียส์ว่ามีความเป็นมืออาชีพพอที่จะผลิตรายการป้อนให้กับทุกๆ ช่อง หรือแม้แต่ทีวีสาธารณะ (ทีไอทีวี) หากเกิดขึ้นจริง เราก็พร้อมจะเข้าไป" Mrs.ชาลอต เปิดเผย

จากเป้าหมายที่ตึงเครียด เธอจึงเริ่มยืดหยุ่นกับเป้าหมายโดยตั้งไว้เพียงว่า ปี 2550 รายได้หลักของ มีเดีย ออฟ มีเดียส์ จะยังคงรับรู้มาจาก "ช่อง 7 สี" เป็นแหล่งใหญ่ไปก่อน

และจากเดิมที่ตั้งเป้าการเติบโตรายได้ขั้นต่ำไว้ 20% จากปี 2549 ที่มีรายได้รวม 866 ล้านบาท ต้องปรับตัวเลขลงเล็กน้อย ด้วยเป้าหมายการเติบโตของรายได้ 15-20% จากภาวะเศรษฐกิจที่หดตัวลง จนส่งผลกระทบถึงเจ้าของสินค้าที่ต้องลดงบประมาณด้านโฆษณาลงมา

โดยล่าสุดเม็ดเงินในอุตสาหกรรมโฆษณาลดลงไปแล้วประมาณ 3%

"นโยบายการดำเนินธุรกิจในปีนี้ เราจะเน้นการบริหารรายการเดิมที่มีอยู่ให้มีศักยภาพ และคงจะไม่มุ่งเน้นการขยายจำนวนรายการมากเกินไป โดยปีนี้ ได้ตั้งเป้าผลิตรายการเอาไว้รวม 16 รายการ หรือสัปดาห์ละประมาณ 766 นาที เทียบกับปีที่ผ่านมา (2549) บริษัทมีรายการทั้งหมด 14 รายการ หรือ 653 นาทีต่อสัปดาห์"

โดยเฉพาะความคาดหวังจาก 2 รายการใหม่ "เส้นทางเศรษฐี" และอีกรายการที่จะมาแทนรายการ "มหานคร" (เริ่มเดือนสิงหาคม 2550) ซึ่ง Mrs.ชาลอต ต้องการยกเป็นไฮไลต์เพื่อแสดงผลงานของบริษัทให้ทางผู้บริหารโทรทัศน์ช่องอื่นๆ ได้เห็น จึงขอ "อุบ" ไว้ก่อน

ต่อจากนั้น ในปี 2551 มีเดียส์จะเริ่มออก "นอกบ้าน" เพื่อไปรับผลิตรายการให้กับช่องอื่นมากขึ้น โดยจะเริ่มเข้าไปเสนอรายการใหม่ๆ ไปให้โทรทัศน์ช่องต่างๆ ได้ตั้งแต่ไตรมาส 4 ปีนี้

"แต่ความสำเร็จของรายการจะต้องขึ้นอยู่กับคุณภาพ ถ้าเรทติ้งเราไม่ดี..รายได้ก็ไม่เข้า สถานีอื่นเขาก็คงไม่ให้เราเข้าไป"

Mrs.ชาลอต เชื่อว่า หากมีเดียส์เริ่มนับหนึ่งได้เมื่อไร หรือมีโอกาสแรกที่จะได้เวลามาจากช่องอื่นเพื่อทำรายการ ย่อมจะมีรายการที่สอง สาม และสี่ ตามมาโดยอัตโนมัติ เพราะ ณ จุดนั้น ถือเป็นเครื่องพิสูจน์ และยืนยันความเป็นมืออาชีพของมีเดีย ออฟ มีเดียส์ แล้ว

อย่างไรก็ตาม หากยุทธศาสตร์ "โตนอกบ้าน" ในปี 2551 มีแนวโน้มว่าอาจจะผิดไปจากแผนที่ตั้งไว้ ซีอีโอมีเดียส์ก็พร้อมนำบริษัทขยับเข้าสู่ "แผนสำรอง" ผ่านวิธีลัด โดยเข้าไปร่วมลงทุนกับผู้ผลิตรายการเดิม..ที่ได้เวลาออกอากาศจากสถานีอื่นอยู่แล้ว

"ตอนนี้ เราอยู่ระหว่างการศึกษาแผนการลงทุน โดยอาจเข้าไปในรูปแบบถือหุ้น หรือร่วมทุนกับพันธมิตรในธุรกิจเดียวกันหรือใกล้เคียง และแนวทางนี้ ถือเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการนำมีเดียส์ออกจากมุมแคบ หรือผู้ผลิตเฉพาะรายการโทรทัศน์ เพื่อไปสู่การเป็นผู้ดำเนินธุรกิจเอ็นเตอร์เทนเมนท์ครบวงจร" Mrs.ชาลอต แย้มแผนธุรกิจให้ฟัง

แต่ที่ผ่านมา การก้าวรุกของ มีเดีย ออฟ มีเดียส์ มักต้องอาศัย "กำลังหนุน" (ทุน) จากบริษัท กรุงเทพโทรทัศน์และวิทยุ หรือบีบีทีวี ซึ่งมีความพร้อมครบทุกด้านที่จะเปิดทางสู่การขึ้นเป็น "อันดับ 1" ให้แก่มีเดียส์

เมื่อถามว่า วิธีการหาพันธมิตรในวงการจะอาศัยทุนของกลุ่มบีบีทีวีเข้าไปเหมือนเช่น "แม็ทชิ่ง สตูดิโอ" ใช่หรือไม่

"ตอนนี้ยังไม่มีข้อสรุปอะไรออกมา แต่คาดว่าอีกประมาณ 2 เดือน น่าจะเห็นความชัดเจนของแผนออกมา ซึ่งตอนนี้ถือว่าฐานะของบริษัทแข็งแกร่งมาก บริษัทเองก็มีเงินสดถึงกว่า 900 ล้านบาท และยังมีแหล่งเงินทุนมากเพียงพอที่จะขยายงานได้เอง"

ขณะเดียวกันมีการตั้งข้อสังเกตว่า การถอดรายการ "มหานคร" ซึ่งมีเดียส์ร่วมกันผลิตรายการกับ "เวิร์คพอยท์" ของ "เสี่ยตา" (ออกอากาศทางช่อง 7) เป็นรายการที่ "ไม่เวิร์ค" ทางด้านเรทติ้ง และถือว่า "ไม่เวิร์ค" กับการจับมือกับ "เวิร์คพอยท์" เป็นครั้งแรก

"รายการที่จะมาแทนมหานคร ทางมีเดียส์จะเป็นผู้ผลิตรายการเองทั้งหมด โดยรูปแบบของรายการจะเป็นวาไรตี้ ที่เน้นการโชว์และการแสดงเป็นหลัก ส่วนอนาคตที่อาจมีความร่วมมือ (ร่วมทุน)กับ "เวิร์คพอยท์" ต่อไปนั้น คงต้องรอดูทั้งจังหวะและโอกาส ถ้ามีโอกาสก็คงได้ร่วมงานกันอีกครั้ง" Mrs.ชาลอต กล่าวปิดท้าย

แจ้งลบกระทู้ หรือ ลบผู้ตอบกลับ ตอบกลับโดย : ป้าสุ(sukhumal) IP ADDRESS : 58.8.166.109 , ,


Posts : 17
Replies : 2282
« Reply #187 เมื่อ 23/07/2007 , 13:37:44 » Edit

คอลัมน์ พลวัต

โมหะคติว่าด้วยดอลลาร์


เมื่อบาทแข็งเทียบกับดอลลาร์ ความพยายามที่จะบอกว่า ค่าบาทไม่ได้แข็ง แต่ดอลลาร์มันอ่อน ย่อมไม่มีใครอยากฟัง

เหตุผลก็เพราะว่า คนไม่ได้สนใจว่าบาทแข็งหรือดอลลาร์อ่อน แต่อยากรู้ว่าคำตอบเกี่ยวกับแสงสว่างปลายอุโมงค์ว่าด้วยทางออกจากปัญหาวิกฤตค่าเงินตอนนี้ ควรทำอย่างไร

ผู้รู้ในแวดวงเศรษฐศาสตร์ ที่ยังคงเชื่อว่าตัวเองมีอิทธิพลต่อประเด็นสาธารณะ ก็ได้ออกโรงกันมาถ้วนทั่วแล้ว แต่ทางออกสำเร็จรูป และมีประสิทธิผล ยังไม่เกิดขึ้น จะบอกว่าผู้บริหารแบงก์ชาติดื้อ หรือเพราะรัฐบาลขิงแก่ ไม่เอาไหน ก็ถูกต้องทั้งนั้น แต่ก็ยังไม่ใช่ทางออกอยู่ดี

รากเหง้าของปัญหาวิกฤตค่าเงินระดับโลกยามนี้ น่าจะอยู่ที่ประเด็นค่าดอลลาร์เป็นสำคัญ เพราะค่าดอลลาร์ ที่ตอนนี้กลายเป็น"เงินเลว"ที่กำลังไล่ล่า"เงินดี"ได้ส่งผลให้มีคำถามลูกโซ่ตามมาหลายประการว่า จะลงเอยที่จุดไหนที่ไม่ใช่วิกฤต

คำตอบอยู่ที่การถอดรหัส และทำความเข้าใจเกี่ยวกับโมหะคติของมนุษย์ทั่วไปเกี่ยวกับค่าดอลลาร์โดยตรง

ฐานะของดอลลาร์ในบทบาทเงินตราสากลของโลก แทนที่เงินปอนด์สเตอร์ลิงของอังกฤษหลังสงครามโลกครั้งที่สอง โดดเด่นยิ่งนักภายใต้ข้อตกลงเบรตันวูดแต่หลังจากมีการล้มข้อตกลงดังกล่าวโดยรัฐบาลนิกสัน เพื่อปล่อยให้ดอลลาร์ลอยตัวกลายเป็นเงินเลว ค่าดอลลาร์ก็ถดถอยลงเรื่อยเป็นสาละวันเตี้ยลงๆๆๆ

ค่าที่ถดถอยลงดังกล่าว ไม่ได้ลบล้างโมหะคติที่เกิดขึ้นกับคนทั่วไปที่มีความช่ำชองทางด้านการค้าระหว่างประเทศ หรือ คนที่มองไม่เห็นความสัมพันธ์ระหว่างตลาดเงิน กับตลาดทุนหรือตลาดหนี้ หรือ ตลาดสินค้าได้ดีเพียงพอ ซึ่งมีคนสรุปอย่างหยาบๆ ทำนองเดียวกันกับบาป 7 ประการของชนชั้นกลาง"มาเป็นโมหะคติ 7 ประการของค่าดอลลาร์"

ที่เป็นเช่นนี้ ก็เพราะว่า นับกว่าสองทศวรรษมาแล้วที่สหรัฐฯ กลายเป็นชาติที่มีพฤติกรรมในการใช้จ่ายเงินเกินตัวตามนิสัยพลเมืองของประเทศ ใกล้เคียงกับประเทศและคนในประเทศกำลังพัฒนาทั้งหลาย นั่นคือสร้างหนี้เสียจนกระทั่งต้องจ่ายดอกเบี้ยค่าหนี้ มากกว่าดอกเบี้ยรับจากเงินลงทุนและเงินออมที่ล้นเกิน

ใน 5 ปีมานี้ ธนาคารกลางของชาติในเอเชีย เชื่อว่า สหรัฐฯมีเศรษฐกิจแข็งแกร่ง และความจำเป็นต้องพยุงค่าดอลลาร์เพื่อประคองการส่งออกของชาติตนเองที่มีสหรัฐฯเป็นคู่ค้า ดังนั้น จึงขนเงินเข้ามาทุ่มซื้อพันธบัตรรัฐบาลอเมริกันจนกระทั่งปรากฎการณ์ดังกล่าวเป็นเรื่องบูมเมอแรงวกกลับเล่นงานสหรัฐฯอย่างเป็นลูกโซ่

ยิ่งอัตราดอกเบี้ยในสหรัฐฯ สูงขึ้นเท่าใด เงินจะยิ่งไหลออกไปชำระหนี้ต่างประเทศมากเท่านั้น นั่นยิ่งทำให้ค่าดอลลาร์ถดถอยเลวร้ายลงเรื่อยๆ

ภาวะดังกล่าว ชาติที่เป็นทางเลือกของสหรัฐฯเหลือทางเลือกเดียวที่จะป้องกันไม่ให้ค่าเงินตนเองแข็งขึ้นเทียบกับดอลลาร์ ก็คือ ลดอัตราดอกเบี้ยในประเทศตนลง แล้วเร่งหาทางส่งเงินออกไปลงทุนต่างประเทศลดปริมาณเงินในประเทศลง แล้วตามด้วยมาตรการเสริมเช่น นำเงินดอลลาร์ล้นเกินสำรองไปทุ่มซื้อสินค้าเพื่อสร้างสาธารณูปโภครองรับการเติบโตเศรษฐกิจในระยะยาว

ชาติที่ไม่ได้ทำอย่างนี้ มีสิทธิตกใต้กับดักที่เรียกว่า โมหะคติ 7 ประการของค่าดอลลาร์อย่างสลัดไม่หลุด

โมหะคติดังกล่าว ประกอบด้วย

1)ค่าดอลลาร์อ่อนเพราะเจตนาเล่นเกมระดับโลกของอเมริกัน ไม่ได้เกิดจากธรรมชาติในตัวเอง เพราะเศรษฐกิจอเมริกันยังคงแข็งแกร่งเหนือชาติอื่นในโลก

2)ยิ่งค่าดอลลาร์อ่อนลงเท่าใด ดุลการค้าและดุลบัญชีเดินสะพัดอเมริกันจะดีมากขึ้นเพียงนั้น

3)ค่าดอลลาร์อ่อนเพราะปัญหารัฐบาลกระเป๋าฉีกเนื่องจากทำสงครามในอีรัคมากเกินตัว แค่ถอนทหารกลับก็จะดีขึ้นเอง แบบหลังสงครามเวียดนาม

4)เมื่อใดที่ดุลการค้าเกินดุลอีกครั้ง ค่าดอลลาร์ก็จะกลับมาแข็งแกร่งยิ่งกว่าเดิม

5)เศรษฐกิจอเมริกันมีกุญแจสำคัญอยู่ที่การบริโภค การที่ประชาชนประหยัดลงทำให้เศรษฐกิจโตช้าลงและทำให้ค่าดอลลาร์อ่อน หากเมื่อใดดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคกลับมาค่าดอลลาร์ก็กลับมาเอง ไม่ใช่เรื่องใหญ่

6)ดอลลาร์ไม่ได้อ่อน แต่เพราะจีนกดค่าหยวน และผูกติดหยวนกับดอลลาร์ ทำให้ค่าดอลลาร์พลอยแย่ไปด้วย

7)ดอลลาร์อ่อนเพราะอัตราดอกเบี้ยถูกกดไม่ยอมให้ขึ้นโดยเฟดฯ หากเมื่อใดเฟดฯเลิกดื้อ ค่าดอลลาร์ก็จะกลับมาเอง

โมหะคติอย่างนี้ เป็นปมที่แก้ไขได้ยาก เพราะมันถูกพ่วงโยงเข้ากับประเด็นเรื่องของอำนาจและความเชื่อมั่นทางการเมืองและทหารของสหรัฐฯอย่างแยกไม่ออก

คล้ายกับคนยุโรปในอดีต ไม่เคยเชื่อว่าอาณาจักรโรมัน(ที่ความสามารถในการฆ่าสูงกว่าจักรวรรดิหรือรัฐอื่นใด)จะล่มสลายนั่นแหละ ต้องรอให้ล่มสลายแล้วนั่นแหละ กระบวนทัศน์ถึงจะเปลี่ยน

คนที่ติดในโมหะคติ 7 ประการนี้ จะต้องมีผู้บริหารในธนาคารแห่งประเทศไทยรวมด้วย

--------------------------
วันที่ 23 ก.ค. 2550 แสดงข่าวมาแล้ว 3ช.ม. 51นาที
แจ้งลบกระทู้ หรือ ลบผู้ตอบกลับ ตอบกลับโดย : ป้าสุ(sukhumal) IP ADDRESS : 58.8.166.109 , ,


Posts : 17
Replies : 2283
« Reply #188 เมื่อ 23/07/2007 , 13:38:40 » Edit

ไทยเปลี่ยนกลยุทธ์สงครามเงินบาท

ประเทศไทยกำลังพยายามกระตุ้นให้เงินทุนไหลออกเพื่อควบคุมเงินบาทหลังจากที่ความพยายามในการควบคุมเงินทุนไหลเข้าก่อให้เกิดผลที่ไม่ต้องการ แต่เสน่ห์ของหุ้นไทยและเงินดอลลาร์ที่ไหลมาจากการส่งออกชี้ว่าเงินบาทจะแข็งอีกในปีนี้

ในขณะที่ผู้ส่งออกกังวลว่าจะสูญเสียความสามารถในการแข่งขัน รัฐบาลกำลังพิจารณาแนวทางที่จะแตะเบรกเงินบาทซึ่งแข็งขึ้นมากว่า 22% เมื่อเทียบกับดอลลาร์ในช่วง 18 เดือนที่ผ่านมา คณะรัฐมนตรีจะพิจารณามาตรการพิเศษในวันที่ 24 กรกฎาคมนี้

นักวิเคราะห์เชื่อว่า หลังจากที่ได้ดำเนินมาตรการผิดพลาดในช่วงที่ผ่านมา เช่น มาตรการควบคุมเงินทุนที่ประกาศใช้เมื่อเดือนธันวาคม ในขณะนี้เจ้าหน้าที่พร้อมที่จะอ้าแขนรับนโยบายที่เป็นมิตรกับตลาดมากขึ้น

ตัวอย่างเช่น อาจผ่อนปรนข้อจำกัดในการลงทุนต่างประเทศของกองทุนรวมและบริษัทไทย ซึ่งเป็นมรดกตกทอดของวิกฤติการเงินเอเชียปี40/41

นางธาริษา วัฒนเกส ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยได้กล่าวว่า ธนาคารกำลังหาทางให้รัฐบาลเห็นชอบให้ธุรกิจเอกชนถือดอลลาร์ได้โดยไม่มีกำหนดแทนที่จะถือได้นานสูงสุดแค่15 วัน

มีรายงานว่า กระทรวงการคลังกำลังวางแผนเพื่อชำระคืนหนี้ภายนอก 3,200 ล้านดอลลาร์แต่เนิ่นๆหลังจากที่ออกตราสารหนี้ในท้องถิ่น ซึ่งเป็นการเคลื่อนไหวที่นักวิเคราะห์กล่าวว่า อาจจะช่วยลดแรงกดดันเงินบาท

"ดูเหมือนว่าสิ่งที่รัฐบาลกำลังพยายามที่จะทำในขณะนี้คือกระตุ้นให้เงินทุนไหลออกแทนที่จะยับยั้งเงินทุนไหลเข้า นั่นคือสิ่งถูกต้องอย่างแน่นอน" โธมัส ฮาร์ นักวิเคราะห์เงินของสแตนดาร์ด ชาร์เตอร์ แบงก์ กล่าว

"อย่างไรก็ตาม ไม่น่าจะมีผลกระทบอย่างน่าตื่นเต้นเพราะเงินทุนมีแนวโน้มไหลออกอย่างช้าๆในระยะยาว มันไม่ใช่สิ่งที่จะเปลี่ยนแปลงภาพของเงินในชั่วข้ามคืน" ฮาร์ กล่าว

จีน เกาหลีใต้ และฟิลิปปินส์ล้วนแต่พยายามที่จะกระตุ้นเงินทุนให้ไหลออกเพื่อบรรเทาแรงกดดันที่ค่าเงินของประเทศแข็งขึ้น แต่นักลงทุนท้องถิ่น ไม่เต็มใจที่จะเคลื่อนไหวไปต่างประเทศเนื่องจากว่าผลตอบแทนหุ้นและพันธบัตรในบ้านสูง

ดัชนีเซ็ตดีดตัวขึ้น 24% ในปีนี้ เทียบกับดัชนีอุตสาหกรรมดาวโจนส์ที่ปรับตัวขึ้นเฉลี่ย 12% แทคติคใหม่

เงินบาทแข็งสุดในรอบ 10 ปี ที่ 33.12 บาทต่อดอลลาร์เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา และมีการซื้อขายกันที่ 33.50 บาทต่อดอลลาร์เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา

นักวิเคราะห์ดีบีเอส แบงก์ และโอซีบีซี แบงก์ คาดว่า เงินบาทจะแข็งขึ้นถึง 33 บาทต่อดอลลาร์ภายในปลายปีนี้ ในขณะที่ฮาร์ เชื่อว่า มันจะแข็งถึงระดับนั้นในเดือนกันยายน

การแข็งค่าของเงินบาทเมื่อเร็วๆนี้ส่วนใหญ่ได้รับแรงหนุนจากที่เม็ดเงินต่างชาติไหลเข้าสู่ตลาดหุ้น หลังจากที่เกิดความวุ่นวายทางการเมืองและทหารทำรัฐประหารในปี 2549 นักลงทุนต่างชาติมีความมั่นใจต่อสัญญาณการเลือกตั้งที่อาจจัดขึ้นในปลายปีนี้

ต่างชาติได้เทเงินสุทธิ 129,000 ล้านบาทเข้าสู่หุ้นไทยในปีนี้ ดุลบัญชีเดินสะพัดของไทยได้ดุล 246 ล้านดอลลาร์ในเดือนพฤษภาคม หลังจากที่ขาดดุล 125 ล้านดอลลาร์ในเดือนเมษายน

รัฐบาลประกาศมาตรการควบคุมเงินทุนเมื่อเดือนธันวาคมปีที่แล้วเพื่อยับยั้งทุนเก็งกำไรที่ไหลเข้ามา โดยกำหนดให้กันสำรองเงินที่ไม่เกี่ยวกับข้อตกลงทางธุรกิจไว้กับธนาคารแห่งประเทศไทย 30% เป็นเวลา 1 ปี โดยไม่มีดอกเบี้ย

ธนาคารแห่งประเทศไทยได้ยกเลิกมาตรการดังกล่าวต่อการลงทุนในตลาดหุ้นหลังจากที่หุ้นตก 15% ในวันเดียวหลังจากที่มีการประกาศมาตรการ แต่นักลงทุนต่างชาติที่ซื้อพันธบัตรตั๋วเงินคงคลัง กองทุนรวม กองทุนอสังหาริมทรัพย์ จะต้องบริหารความเสี่ยงของตนเอง

การควบคุมดังกล่าวไม่สามารถติดเบรกให้กับเงินบาทได้ จนแข็งขึ้นเกือบ 8% ในปีนี้แต่ตลาดเงินแบ่งเป็นตลาดในประเทศและต่างประเทศ การซื้อขายเงินบาทในต่างประเทศสูงกว่าตลาดในประเทศมากว่า 10%

เพื่อลดช่องว่างอันนั้น ธนาคารแห่งประเทศไทยได้กล่าวว่า จะให้เวลา 1 เดือนตั้งแต่วันที่ 16 กรกฎาคมเพื่อให้ธุรกิจต่างชาติที่กู้เงินบาทในต่างประเทศมากู้ในประเทศได้

นักวิเคราะห์ กล่าวว่า มาตรการดังกล่าวจะถูกลงสำหรับนักลงทุนต่างชาติและในทางทฤษฏีอาจลดความร้อนแรงของเงินบาทในต่างประเทศได้ส่วนหนึ่ง

"การนิรโทษกรรมหนึ่งเดือนอาจช่วยปิดความแตกต่างของอัตราในต่างประเทศกับในประเทศได้ แต่ตราบเท่าที่ยังคงมีมาตรการควบคุมเงินทุนอยู่ อัตราในตลาดค้าเงินต่างประเทศและในประเทศจะแตกต่างกัน "สจ็วต นิวส์แฮม นักวิเคราะห์มอร์แกน สแตนลีย์ กล่าวลดดอกเบี้ย

ธนาคารแห่งประเทศไทยยังลดอัตราดอกเบี้ยลง 0.25% เหลือ 3.25%เมื่อวันพุธที่ผ่านมาเพื่อกดดันต่อดีมานด์เงินบาท และเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ

อย่างไรก็ตาม นักเศรษฐศาสตร์หลายคนเชื่อว่า การลดอัตราดอกเบี้ยซึ่งเป็นครั้งที่ 5ของปีนี้ จะมีผลกระทบต่อเงินบาทเล็กน้อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าต้นทุนในการกู้ยืมที่ลดลงหนุนตลาดหุ้นและในทางกลับกันจะดึงดูดเงินต่างชาติเข้ามาในประเทศมากขึ้น

"การลดอัตราดอกเบี้ยสามารถมองในเชิงลบได้หากตลาดรับรู้ว่าธนาคารแห่งประเทศไทยยอมก้มหัวให้กับแรงกดดันทางการเมือง แต่แรงกดดันที่ติดมากับดุลบัญชีเดินสะพัดและเงินทุนที่ไหลเข้าตลาดหุ้นควรจะเอาชนะต่อการต่อต้านในระยะสั้นได้"

"เราหวังว่าจะยังคงมีการเรียกร้องให้ธนาคารแห่งประเทศไทยลดดอกเบี้ยหากยังคงมีทุนไหลเข้าจนกดดันเงินบาทให้แข็งขึ้น" เอ็มมานูเอล อึ้ง นักวิเคราะห์เงินของโอซีบีซี แบงก์ กล่าว

อย่างไรก็ดี นักวิเคราะห์บางคนเชื่อว่า แรงกดดันที่จะทำให้เงินบาทแข็งขึ้นอาจลดลงในปีหน้าหากเงินทุนเริ่มไหลออกและดีมานด์ภายในประเทศที่แข็งแกร่งขึ้นหนุนการนำเข้า โดยลดการได้ดุลการค้าลง

"เราคิดว่ามาตรการเหล่านี้จะมีประสิทธิภาพในการบรรเทาเงินบาทในระยะกลางจนถึงระยะยาวมากว่าเนื่องจากบริษัทปรับโครงสร้างและนักลงทุนกระจายการลงทุนในหลายๆรูปแบบ

(เรียบเรียงจากรอยเตอร์)

------------------------------------------------------
วันที่ 23 ก.ค. 2550 แสดงข่าวมาแล้ว 3ช.ม. 54นาที
แจ้งลบกระทู้ หรือ ลบผู้ตอบกลับ ตอบกลับโดย : ป้าสุ(sukhumal) IP ADDRESS : 58.8.170.123 , ,


Posts : 17
Replies : 2469


« Reply #189 เมื่อ 29/07/2007 , 17:36:32 » Edit

"โกลว์ พลังงาน" กับภาวะ "สุญญากาศ" ทางธุรกิจ

ค้นหาคำตอบ...อนาคตธุรกิจ "โกลว์ พลังงาน" ภายใต้การเติบโตในกรอบ "จำกัด" การสร้าง Wealth ทางธุรกิจ และแรงส่งมูลค่าหุ้น GLOW จะไปต่อได้อีกไกลแค่ไหน...การมูฟใหญ่ถูก "วางเดิมพัน" ไว้ที่โครงการประมูล SPP และ IPP รอบใหม่ ที่ยังต้องลุ้น

--------------------------------------------
ในช่วง 3 ปีนี้ (2550-2552) ผลประกอบการของโกลว์ จะอยู่ในสภาพ "ทรงตัว" ในแง่ของกำไร คงบวกลบไม่เกิน 5% จากปี 2549
-------------------------------------------


ความเงียบงันที่แฝงไว้ด้วย "คลื่นใต้น้ำ" ของ บมจ.โกลว์ พลังงาน อาจทำให้ "ผู้ถือหุ้น" หลายรายรู้สึก "อึดอัด" การเติบโตรอบใหม่ของ โกลว์ พลังงาน ถูกผูกอนาคตไว้กับ "โอกาส" การขยายกำลังการผลิตโรงไฟฟ้าใหม่ๆ ในอีก 3 ปีข้างหน้า

นอกจาก โปรเจคขยายโรงไฟฟ้าถ่านหิน 115 เมกะวัตต์ ที่สร้างรายได้เพิ่ม ปีละ 3,000 ล้านบาท ที่ตุนไว้แล้วอยู่ในมือ

คำถามคือ ภาวะเช่นนี้ จะคงอยู่อีกนานเท่าไร...

สุทธิวงศ์ คงสิริ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่สายการเงิน บมจ.โกลว์ พลังงาน (GLOW) ยอมรับว่า ในช่วง 3 ปีนี้ (2550-2552) ผลประกอบการของโกลว์ จะอยู่ในสภาพ "ทรงตัว" ท่ามกลางช่วง "สุญญากาศ" ที่กำลังการผลิตใหม่ยังไม่เข้ามา เนื่องจากปัจจุบันบริษัทได้ดำเนินธุรกิจโดยทำสัญญาขายไฟฟ้าและไอน้ำกับลูกค้า จนแทบเต็มเพดานกำลังการผลิตสูงสุด ที่มีอยู่ 1,709 เมกะวัตต์ แล้ว

ความน่าสนใจ และมูลค่าหุ้น GLOW ณ วันนี้ จึงถูกผูกไว้กับโครงการขยายกำลังการผลิตใหม่ๆ ในอนาคต

สุทธิวงศ์ อธิบายต่อว่า แนวทางการเติบโตของโกลว์ ที่ชัดเจน และเริ่มดำเนินการไปแล้ว คือ โครงการขยายกำลังการผลิตไฟฟ้า 115 เมกะวัตต์ ด้วยการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินประเภท CFB มูลค่าการลงทุน 7,000 ล้านบาท คาดว่าจะเริ่มเดินเครื่องผลิตประมาณปลายปี 2552 หรือต้นปี 2553

ล่าสุด หนึ่งในลูกค้ารายใหม่ คือ บริษัท ไทยเอ็มเอ็มเอ ธุรกิจเคมีภัณฑ์ในเครือซิเมนต์ไทย ซึ่งโกลว์เพิ่งเซ็นสัญญาซื้อขายไฟฟ้าและไอน้ำระยะยาว 20 ปี รองรับกำลังการผลิตใหม่ในช่วงปลายปี 2552

ดีลนี้จะสร้างรายได้ให้กับ โกลว์ ประมาณ 400 ล้านบาทต่อปี ขณะที่กำลังการผลิตใหม่ 115 เมกะวัตต์ ได้เจรจาทำสัญญาซื้อ-ขายกับลูกค้าในอนาคตไว้เกือบทั้งหมดแล้ว

"หลังจากที่เรามีกำลังการผลิตเพิ่มเข้ามาอีก 115 เมกะวัตต์ ตั้งแต่ปี 2553 คาดว่าจะส่งผลให้บริษัทมีรายได้ใหม่เข้ามาเพิ่มขึ้น ประมาณ 3,000 ล้านบาทต่อปี" อย่างไรก็ตาม ผู้บริหารโกลว์ แย้มถึง "ทางโตต่อ" ของบริษัท ว่า...

...ภายในปีนี้ มีโอกาสที่ โกลว์ อาจจะต้องลงทุนขยายกำลังการผลิต "รอบใหม่" และ "ขนาดใหญ่" เพิ่มเติมอีก 200-300 เมกะวัตต์ มูลค่าเงินลงทุนราวๆ 1 หมื่นล้านบาท ซึ่งเป็น "แผนลงทุนใหม่" ที่อยู่นอกเหนือ "แผนเดิม" ที่เคยคาดการณ์ไว้

ทั้งนี้ มีการเปิดประมูลโครงการรับซื้อไฟฟ้าผู้ผลิตรายเล็ก (SPP) ครั้งใหม่ ของ กฟผ. ที่ล่าสุด โกลว์ เสนอตัวร่วมชิงดำด้วย รวม 164 เมกะวัตต์ แบ่งเป็นกำลังการผลิต 74 เมกะวัตต์ และ 90 เมกะวัตต์

"โครงการเอสพีพีของ กฟผ. คาดว่าจะประกาศผลในเดือนกันยายนนี้ การแข่งขันนับว่าสูงพอสมควร เพราะ กฟผ.เปิดประมูลทั้งหมด 500 เมกะวัตต์ แต่มีผู้ยื่นโครงการเข้ามารวมกันถึง 1,000 เมกะวัตต์ แต่คาดว่าเราน่าจะชนะการประมูลอย่างน้อย 1 โครงการ

นอกจากนี้ เรายังมีลูกค้าใหม่อีก 2-3 ราย ที่อยู่ระหว่างการเจรจา คาดว่าจะได้ข้อสรุปภายในไตรมาสที่ 3 หรือช้าที่สุดไม่เกินสิ้นปีนี้ ดังนั้นถ้ามีโครงการขนาดใหญ่อย่างนี้เข้ามา เราก็อาจต้องลงทุนขยายกำลังการผลิตเพิ่มเติม"

ขณะที่การลงแข่งใน "สนามใหญ่" อย่างโครงการเปิดประมูลรับซื้อไฟฟ้าจากผู้ผลิตเอกชนรายใหญ่ (IPP) ซึ่ง โกลว์ ผนึกกำลังกับ "เหมราชพัฒนาที่ดิน" ตั้งบริษัทร่วมทุนในนาม บริษัท เก็คโค่-วัน (โกลว์ถือหุ้น 64.99%) เสนอตัวชิงดำโรงไฟฟ้า 2 โปรเจค คือ โรงไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติขนาด 700 เมกะวัตต์ วงเงินลงทุน 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐ และโรงไฟฟ้าถ่านหินขนาด 700 เมกะวัตต์ วงเงินลงทุน 400-500 ล้านเหรียญสหรัฐ

แม้ว่าตามกระแสข่าวที่ออกมา ชื่อของ โกลว์ ดูจะไม่ติดโผ เมื่อเทียบกับ "ตัวเต็ง" ที่จะคว้าโครงการไอพีพีรอบนี้ ที่หลายสำนักฟันธงว่า 3 บิ๊กอย่าง RATCH, EGCO และ TOP ค่อนข้างมีภาษีเหนือกว่าที่จะเป็นผู้คว้าชัยชนะในที่สุด

สุทธิวงศ์ บอกว่า แล้วแต่มุมมองที่ใครจะมองมากกว่า แต่เราเองก็หวังว่า อย่างน้อยๆ น่าจะได้หนึ่งโปรเจค

เขาอธิบายถึงจุดแข็งของ "เก็คโค่-วัน" ในการชิงดำไอพีพีว่า ข้อหนึ่ง คือ "เหมราช" ค่อนข้างเป็นพาร์ทเนอร์ที่แข็งแกร่ง และมีความพร้อมในด้านสถานที่ก่อสร้างโรงไฟฟ้า ขณะที่กลุ่มบริษัทสุเอซที่เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของโกลว์ ก็เป็นบริษัทยักษ์ใหญ่พลังงานของโลกที่มีศักยภาพสูง

ทั้งนี้ จากบทวิเคราะห์ของ บล.เกียรตินาคิน ประเมินไว้ว่า ราคาเป้าหมายของหุ้น GLOW จะมีมูลค่าเพิ่มขึ้นอีก 6 บาท หากชนะประมูลไอพีพีอย่างน้อย 1 โรง ขนาดกำลังการผลิต 700 เมกะวัตต์ ในขณะที่โครงการเอสพีพี ที่บริษัทยื่นประมูลไป 164 เมกะวัตต์ หากได้รับเลือกจะสร้างมูลค่าเพิ่มได้อีกประมาณ 1.2-2.5 บาทต่อหุ้น

ทั้งนี้ ระหว่างช่วง 3 ปีนี้ ที่กำลังการผลิตใหม่ 115 เมกะวัตต์ ยังไม่เข้ามา สุทธิวงศ์ ระบุว่า ในแง่ผลการดำเนินงานของโกลว์คงไม่มีการเปลี่ยนแปลงมากนัก เนื่องจากต้นทุนเชื้อเพลิง ซึ่งเป็นต้นทุน 70% สามารถผลักต่อไปยังลูกค้าได้

ขณะที่ต้นทุนการเงิน ต้องยอมรับว่าจากนี้ไปบริษัทจะมีภาระภาษีเพิ่มขึ้น เนื่องจากพ้นกำหนดได้รับสิทธิประโยชน์การลงทุนจากบีโอไอแล้ว อย่างไรก็ตาม ในแง่ของกำไรแล้ว ในช่วง 3 ปีนี้ คงบวกลบไม่เกิน 5% จากปี 2549 ที่บริษัทมีรายได้ 33,991 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 5,596 ล้านบาท โดยคาดว่าจะยังสามารถรักษาระดับ EBITDA มาร์จิน ไว้ที่ระดับ 28%

"แม้ว่าผลประกอบการไตรมาสที่ 2 ปีนี้ จะได้รับผลกระทบจากการหยุดซ่อมบำรุงโรงไฟฟ้า 25 วัน ทำให้เทียบกับภาพรวมในช่วงครึ่งปีแรก อาจจะต่ำลงไปบ้าง ส่วนนโยบายการจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลของบริษัทคาดว่าจะยังคงเดิม"

ประเด็นแนวโน้มการแข่งขันที่สูงขึ้น ซึ่งล่าสุด ปตท.เคมิคอล และพีทีที ยูทิลิตี้ บริษัทในเครือของปตท. เริ่มเปลี่ยนบทบาทจาก "คู่ค้า" กลายมาเป็น "คู่แข่ง" หลังจากสัญญาซื้อขายเดิมสิ้นสุดลงในอีก 3-4 ปีข้างหน้า

ผู้บริหารโกลว์ ระบุว่า ในส่วนของ ปตท.ที่ต้องการขยับบทบาทเข้ามาผลิตไฟฟ้าป้อนให้บริษัทภายในกลุ่ม เป็นเรื่องที่ โกลว์ คาดการณ์ไว้ล่วงหน้าอยู่แล้ว และได้ตัดประมาณการรายได้ส่วนนี้ออกไปจากรายได้ในอนาคต โดยปัจจุบัน กลุ่ม ปตท.มีการซื้อไฟฟ้าและไอน้ำจากบริษัทรวมกัน 100 เมกะวัตต์ ซึ่งสัญญาจะเริ่มหมดลงตั้งแต่ปี 2553 เป็นต้นไป ซึ่งวอลุ่มของ ปตท.ในส่วนนี้สามารถหาลูกค้าใหม่เข้ามาทดแทนได้แล้ว

นโยบายของกลุ่มสุเอซ ที่เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ 69.11% อาจจะลดสัดส่วนหุ้นลงนั้น สุทธิวงศ์ มั่นใจว่า กลุ่มสุเอซ ยังพอใจที่จะคงสัดส่วนการถือหุ้นในบริษัทต่อไป ยกเว้นว่าจะขายหุ้นให้กับ "หุ้นส่วนธุรกิจ" ที่จะทำให้ โกลว์ สามารถขยายธุรกิจได้มากขึ้นเท่านั้น

-----------------------------------
แจ้งลบกระทู้ หรือ ลบผู้ตอบกลับ ตอบกลับโดย : ป้าสุ(sukhumal) IP ADDRESS : 58.8.170.123 , ,


Posts : 17
Replies : 2471
« Reply #190 เมื่อ 29/07/2007 , 17:55:25 » Edit

เจาะลึก! อนาคตใหม่ "บางจากปิโตรเลียม" รอสัญญาณ การ Shift ครั้งใหญ่ ปี 2551

เกาะติดอนาคตการ Shift ของหุ้น "บางจาก” ผ่านวิชั่น "ดร.อนุสรณ์ แสงนิ่มนวล" ระหว่างเส้นทาง “รอ” การเทิร์นอะราวด์ครั้งใหญ่ ในปี 2551 พร้อมการเคลื่อนตัวทางธุรกิจ ภายหลังการ “ปรับโฉม" สู่โรงกลั่น Complex Refinery เสร็จสมบูรณ์แบบ ภายใต้โครงการปรับปรุงคุณภาพน้ำมัน (PQI)
--------------------------------
ตั้งแต่ปี 2552 ที่จะเดินเครื่องได้เต็มปี EBITDA ของเราน่าจะอยู่ที่ระดับ 7-8 พันล้านบาท ภายใต้สมมติฐานค่าการกลั่น 6-7 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล

--------------------------------


บนเส้นทาง "รอยต่อ" อนาคตใหม่ ที่นักวิเคราะห์หลายค่ายประเมินว่า การเติบโตของ บมจ.บางจากปิโตรเลียม จะไม่ "โดดเด่น" จนกว่าโครงการปรับปรุงคุณภาพน้ำมัน (PQI) จะแล้วเสร็จในปลายปีหน้า

...และด้วยจุดอ่อนของโรงกลั่นในปัจจุบัน ที่ยังเป็นแบบ Simple Refinery ทำให้ "ค่าการกลั่น" และ "ความน่าสนใจ" ของหุ้น BCP ดูจะด้อยกว่า เมื่อเทียบกับโรงกลั่นอื่นๆ อย่าง TOP หรือ RRC

ดร.อนุสรณ์ แสงนิ่มนวล กรรมการผู้จัดการใหญ่ "บางจาก" ยอมรับว่า ระหว่างนี้ แม้บางจากจะไม่ได้มีตัวเลขกำไรหวือหวา แต่มั่นใจว่าปีนี้ ยังคงเป็นอีก "ปีทอง" ของเรา !

และถ้าเทียบกับปีที่แล้วที่มี EBITDA อยู่ที่ประมาณ 2.2 พันล้านบาท ปีนี้ ก็น่าจะเป็นปีที่ "ดีกว่า" จากปัจจัยบวกทิศทางราคาน้ำมันที่ยังคงอยู่ในระดับสูง

"ผลการดำเนินงานครึ่งปีแรก..ค่อนข้างดีและน่าพอใจ แม้ว่าไตรมาส 1 ที่ผ่านมา ตัวเลขจะขาดทุนเนื่องจากสต็อกน้ำมัน แต่ในเชิงโอเปอเรชั่นแล้วมีกำไร ขณะที่ไตรมาสสองราคาน้ำมันเริ่มปรับตัวสูงขึ้น และบางจากมีกำลังการกลั่นเพิ่มขึ้นจาก 5 หมื่นบาร์เรลต่อวัน เป็น 7 หมื่นบาร์เรลต่อวัน เนื่องจากสามารถส่งออกน้ำมันเตาไปยังตลาดจีนได้"

จากตัวเลขความต้องการใช้น้ำมันทั่วโลกที่เพิ่มขึ้น ขณะที่โครงการก่อสร้างโรงกลั่นใหม่ๆ หลายแห่งล่าช้าออกไป ทำให้ ดร.อนุสรณ์ กล้าที่จะฟันธงว่า

"ธุรกิจโรงกลั่น ในอีก 3 ปีข้างหน้า จะยังดีอยู่.."

เขาบอกว่า ปี 2550 จึงเป็นปีที่บางจากจะมี "กำไร" ติดต่อกันเป็นปีที่ 4 นับจากการปรับโครงสร้างทางการเงินครั้งสำคัญ เมื่อปี 2546 และมีปตท.เข้ามาถือหุ้นใหญ่ บางจากพยายาม "สลัดภาพ" ของธุรกิจโรงกลั่นน้ำมันที่ "ไร้อนาคต"

ภายใต้แรงกดดัน "ความสามารถในการแข่งขัน" ของโรงกลั่นแบบ Simple Refinery ที่ล้าสมัย กลั่นได้น้ำมันเตาออกมาสัดส่วนสูงถึง 30%

ดร.อนุสรณ์ เล่าว่า ที่ผ่านมา นักลงทุนหรือคนข้างนอกมักจะถามว่า โรงกลั่นเทคโนโลยี (เก่า)แบบบางจาก จริงๆ มันควรต้องปิดตัวเองไปแล้ว แต่ทำไมเราถึงกลั่นแล้วยังมีกำไร

"ก็เพราะว่า...คนบางจากเรามีกึ๋น และต้องยกเครดิตให้คุณพิชัย ชุณหวชิร ซีเอฟโอ ปตท. และกระทรวงการคลัง ที่มีบทบาทอย่างมากในการปรับโครงสร้างทางการเงิน ซึ่งทำให้บางจากในวันนี้ แข็งแรงขึ้นมาก"

ขณะที่ประวัติศาสตร์หน้าใหม่ทางธุรกิจของโรงกลั่นบางจาก จะเปิดฉากขึ้นในปลายปี 2551 ภายหลังโปรเจคลงทุนระดับหมื่นล้าน (ประมาณ 378 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) ในโครงการปรับปรุงคุณภาพน้ำมัน (PQI) ยกเครื่องใหม่เป็นโรงกลั่นแบบ Complex Refinery ทำให้บางจากมีค่าการกลั่นที่ดีขึ้นกว่าเดิม และมีสัดส่วนน้ำมันเตาลดลงจาก 30% เหลือ 9% รวมทั้งสามารถรันกำลังผลิตเพิ่มขึ้นสูงสุดถึง 1.2 แสนบาร์เรลต่อวัน

"ปีหน้าหลังโครงการ PQI เสร็จ ตัวนี้มันจะ Shift ธุรกิจของเราเลย..." ดร.อนุสรณ์ อธิบายว่า บางจากจะ "เทิร์นอะราวด์" กลายเป็นบริษัทพลังงานที่ "แข็งแกร่ง" มาก เหตุผลเพราะเรามีธุรกิจน้ำมันที่ครบวงจร คือ ทั้งโรงกลั่น บวกสถานีบริการน้ำมัน ตลาดลูกค้าอุตสาหกรรม ตลาดน้ำมันเครื่อง ซึ่งจะทำให้บางจากสามารถขายน้ำมันได้ตามราคาหน้าโรงกลั่นได้ทั้งหมด โดยสัดส่วน 30% ปตท.จะเป็นผู้รับซื้อ บวกกับนโยบายของกระทรวงพลังงานที่ตั้งให้ "บางจาก" เป็นศูนย์กลางในการจ่ายน้ำมันในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล

ขณะที่ต้นทุนและความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจโรงกลั่น น่าจะปรับตัวดีขึ้น..."คนที่มีต้นทุนที่ดีที่สุดน่าจะเป็นโรงกลั่นไทยออยล์ ส่วนบางจากน่าจะอยู่ช่วงกลางๆ เนื่องจากกำลังการผลิตของเราน้อยกว่ารายอื่นที่อยู่ที่ 1.5 แสนบาร์เรลต่อวัน...อย่างไรก็ตาม ความสามารถในการแข่งขันของบางจาก ก็น่าจะใกล้เคียงกับโรงกลั่นอื่นๆ"

ดร.อนุสรณ์ อธิบายภาพต่อว่า ในช่วงครึ่งปีแรก ของปี 2551 จะเป็นช่วงที่โรงกลั่นบางจากจะต้องปิดซ่อมบำรุง พร้อมกับเชื่อมต่อระบบ PQI และจะเริ่มรันกำลังการผลิตเต็มที่ได้ในช่วงไตรมาสที่ 4 (ปี 2551) ซึ่งไม่เพียงช่วยชดเชยรายได้ที่หายไปในครึ่งปีแรก แต่ EBITDA ในปีหน้า น่าจะอยู่ที่ประมาณ 3 พันล้านบาทขึ้นไป...ดีกว่าในปีนี้

"หลังจากนั้น ตั้งแต่ปี 2552 ที่จะเดินเครื่องได้เต็มปี EBITDA ของเราน่าจะอยู่ที่ระดับ 7-8 พันล้านบาท ภายใต้สมมติฐานค่าการกลั่น 6-7 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล"

เมื่อธุรกิจแข็งแรงขึ้น จึงถึงจุดที่ ดร.อนุสรณ์ มองสเต็ปการเคลื่อนตัวทางธุรกิจต่อไปว่า ถึงเวลาที่บางจาก ต้องผัน "เงินในกระเป๋า" แสวงหาโอกาสลงทุนในธุรกิจใหม่ๆ โดยเฉพาะธุรกิจ "พลังงานทดแทน" จะเข้ามาช่วยเสริมให้ EBITDA ของบางจากเพิ่มขึ้น

ทั้งนี้ บางจากมีแผนลงทุนตั้ง บริษัทบางจากไบโอฟิว ดำเนินธุรกิจโรงงานไบโอดีเซล ขนาดกำลังการผลิต 3 แสนลิตรต่อวัน ที่คลังน้ำมันบางปะอิน จ.อยุธยา มูลค่าการลงทุนประมาณ 1 พันล้านบาท

เดิมจะเริ่มโครงการประมาณกลางปีนี้ แต่ล่าสุดคาดว่าจะเลื่อนไปถึงไตรมาส 4 โดยอยู่ระหว่างเจรจากับพาร์ทเนอร์หลายราย อาทิเช่น กองทุนพลังงานของ MFC ฯลฯ

"เดิมเราจะถือหุ้นสัดส่วน 40% แต่ตอนนี้กำลังดูว่าจะถือ 51% เลยหรือไม่ เพราะบางจากเองก็เป็นผู้รับซื้อรายใหญ่ หลังจากโครงการ PQI เสร็จ เราจะมีดีมานด์วันละ 1.8 แสนลิตร ส่วนกำลังผลิตที่เหลืออีก 1.2 แสนลิตร จะส่งขายป้อนให้กับบริษัทน้ำมันรายอื่นๆ"

นอกจากนี้ ยังอยู่ระหว่างพิจารณาเข้าไปร่วมทุนถือหุ้นสัดส่วน 20-30% ในโครงการโรงงานเอทานอล เพื่อรองรับความต้องการใช้ของบางจากที่มี 1.5 แสนลิตรต่อวัน นำมาผสมในน้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95 และ 91

ดร.อนุสรณ์ ยังเปิดเผยทิศทางการลงทุนในอนาคตด้วยว่า บางจากกำลังมองถึงสเต็ปการสร้างมูลค่าเพิ่ม ผ่านโครงการ Enhancement ในธุรกิจโรงกลั่นน้ำมัน หลังจากเสร็จโครงการ PQI ได้แก่ หนึ่ง...แผนการปรับคุณภาพน้ำมันให้เป็นไปตามมาตรฐานยูโร 4 ตามนโยบายรัฐบาล ซึ่งคาดว่าจะต้องใช้เงินอีกประมาณ 2 พันกว่าล้านบาท

สอง...อยู่ระหว่างศึกษาความเป็นไปได้ในโครงการติดตั้งหน่วยดิสเบรกเกอร์ เพื่อลดสัดส่วนน้ำมันเตาในกระบวนการผลิตลงมาอีกจาก 9% เหลือ 6% มูลค่าการลงทุนประมาณ 1.5 พันล้านบาท และสาม...ศึกษาความเป็นไปได้ที่จะลงทุนในโครงการเอสพีพี (ผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนรายเล็ก) ขนาดกำลังผลิต 60-90 เมกะวัตต์

"สำหรับธุรกิจค้าปลีกน้ำมัน จริงๆ วันนี้เราตั้งเป้าค่อนข้าง "แอคเกรสซีฟ" แต่ยังไม่ขอเปิดเผย โดยจะเน้นที่การลงทุนปรับปรุงรีแบรนดิ้งสถานีบริการน้ำมันมากขึ้น พร้อมปรับปรุงธุรกิจ non-oil อย่างต่อเนื่อง"

แม่ทัพบางจากอธิบายภาพโมเดลธุรกิจ 5 ปีข้างหน้า (2551-2555) ว่า ธุรกิจโรงกลั่นกับธุรกิจค้าปลีกน้ำมันจะเป็นธุรกิจที่เติบโตแบบ "คอนโซลิเดท" ไปด้วยกัน โดยจะมีโครงการดิสเบรกเกอร์ และธุรกิจโรงไฟฟ้าเอสพีพี ที่จะเข้ามาเพิ่มเติม ขณะที่ธุรกิจพลังงานทดแทน ก็จะเป็นอีกสายธุรกิจใหม่ที่เข้ามาเสริมการเติบโต

"แต่ระหว่าง 5 ปีจากนี้ เราก็ยังสนใจมองโอกาสธุรกิจอื่นๆ ไปด้วย เช่น โรงไฟฟ้าเอกชนรายใหญ่ (ไอพีพี) หรือแม้แต่การเข้าไปลงทุนในธุรกิจขุดเจาะน้ำมัน ซึ่งทุกวันนี้ บางจากต้องใช้น้ำมันดิบจากอ่าวไทย หากมีโอกาส หรือถ้ามีธุรกิจดีๆ เราก็อาจมีการปรับโครงสร้างทางการเงิน หรืออาจจะเพิ่มทุน นั่นก็เป็นสิ่งที่เป็นไปได้"

ดร.อนุสรณ์ ค่อนข้างมั่นใจถึงความพร้อมสำหรับการลงทุนต่อ ภายหลังบางจากยกเครื่องเป็นโรงกลั่น Complex Refinery และถึงแม้กรณีพ้นไซเคิลขาขึ้นของธุรกิจโรงกลั่นไปแล้ว ซึ่งอาจจะเกิดขึ้นหลังปี 2552 แต่บางจากมั่นใจว่า ต่อให้ค่าการกลั่นปรับตัวลดลงมาอย่างไร ก็คงไม่ลดต่ำลงถึงขนาดที่ทำให้ธุรกิจโรงกลั่นขาดทุน เหมือนกับในอดีตที่เคยเหลือแค่ 2-3 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล

"ผมคิดว่า วันนี้ ในธุรกิจโรงกลั่นทุกคนค่อนข้างระมัดระวังในการลงทุนกันมาก เพราะมีบทเรียนจากวิกฤติปี 2540 มาแล้ว..."

ดังนั้น ถ้าถามถึงปัจจัยความเสี่ยงภายหลังโครงการ PQI แล้วเสร็จ นั่นก็คือมาร์จินค่าการกลั่นที่อาจจะไม่โตอย่างที่คิดไว้ว่าจะอยู่ที่ระดับ 6-7 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล และกำไรที่ระดับ 3-4 พันล้านบาท

"กรณีถ้ามัน Worst Case (แย่ที่สุด) ที่มองไว้ คือ ค่าการกลั่น 4 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล กรณีนี้กำไรก็อาจจะลดมาเหลือระดับพันล้าน และระยะเวลาคืนทุนก็อาจจะต้องยืดออกไป" กรรมการผู้จัดการใหญ่บางจาก กล่าว

------------------------------------------------


เดิมพัน Capital Gain หุ้น BCP

ระหว่างที่รออนาคตการเติบโตจากโครงการ PQI ที่จะเป็นตัว "จุดพลุ" ปรากฏการณ์ "เทิร์นอะราวด์" ของโรงกลั่นน้ำมันบางจากในปีหน้า...คำถาม คือ ราคาหุ้น BCP วันนี้ "เต็มมูลค่า" ไปแล้วหรือยัง

ดร.อนุสรณ์ แสงนิ่มนวล กรรมการผู้จัดการใหญ่บางจาก ไม่ตอบคำถามนี้ตรงๆ.. แต่อธิบายว่า " เอาเป็นว่ามองง่ายๆ เลยว่า ปตท.และนักลงทุนอื่น เข้ามาลงทุนซื้อหุ้นบางจากที่ในราคา 14 บาทต่อหุ้น...สิ่งที่เขาต้องมอง 2 เรื่อง คือ หนึ่ง..Capital Gain คือ ราคาต้องดีขึ้น และสอง..คือ มีเงินปันผล นั่นหมายความว่า เขาต้องมองว่าสุดท้ายแล้ว ถ้าอนาคตบางจากกำไรระดับ 3-4 พันล้านบาท มี Earning per Share 3-4 บาท และสมมติว่าพีอี เรโช อยู่ที่ประมาณ 8-9 เท่า (ราคา) มันก็ต้องสูงกว่าที่เขาลงทุนไป"

PQI จะเป็นเดิมพันอนาคตที่สร้าง "มูลค่า" ให้กับหุ้น BCP เท่าไหร่ ดร.อนุสรณ์ ยอมรับว่า ลึกๆ ในใจมันก็ต้องมี "แอบหวัง" กันบ้าง ว่าหุ้นเราน่าจะดีขึ้นเยอะ ! และไซส์ของมาร์เก็ตแคปในอนาคตของ "บางจาก" ก็น่าจะเติบโตขึ้นไปพอสมควร จากวันนี้ที่อยู่ที่ราวๆ 1.3 หมื่นล้านบาท

แต่จะถึงขนาด "ดับเบิลไซส์" เลยหรือไม่...นั่นก็เป็นสิ่งที่เราต้องหวังอยู่แล้ว... "เอาง่ายๆ ว่า บางจากก็แบไพ่อย่างนี้ ว่าเราจะเป็น Complex Refinery มีกำลังผลิตขนาดนี้ ก็ลองคิดดูว่า ถ้า (หุ้นกลุ่มพลังงาน) คนอื่นเขาขึ้นมาเยอะแยะขนาดนั้น แล้วหุ้นบางจากเราแทบไม่ได้ขึ้นเลย หรือขึ้นมานิดหน่อย...เมื่อเราเปลี่ยนเป็น Complex Refinery แล้ว ถ้าคนอื่นดี...ไทยออยล์ดี...เราก็ต้องดีตามไปด้วย"

ส่วนนโยบายการจ่ายปันผลของบางจากในปีนี้ ดร.อนุสรณ์ ระบุว่า จะพยายามรักษาระดับการจ่ายที่ใกล้เคียงกับหุ้นอื่นๆ ในอุตสาหกรรมเดียวกัน... "แต่จะจ่ายเท่าไหร่ ก็คงต้องดูตามตลาด และดูว่าเราจะต้องใช้เงินอะไรบ้าง...แต่ความตั้งใจเราก็อยากให้ผู้ถือหุ้น มีความสุขกับ (การถือ) หุ้นบางจากบ้าง เพราะคนที่ถือหุ้นบางจากวันนี้ โอกาสที่เขาจะได้ Capital Gain ในวันข้างหน้า...มันมีความเป็นไปได้"

-------------------------------------
แจ้งลบกระทู้ หรือ ลบผู้ตอบกลับ ตอบกลับโดย : ป้าสุ(sukhumal) IP ADDRESS : 58.8.170.123 , ,


Posts : 17
Replies : 2475
« Reply #191 เมื่อ 29/07/2007 , 18:11:46 » Edit

สูตร "ยาแรง" เข็มแรก ธ.กรุงศรีฯ พิสูจน์อนาคต..ใต้เงา GE Capital

ผลการดำเนินงาน "ครึ่งปีแรก" ของธนาคารกรุงศรีอยุธยา ประกาศออกมาแบบพลิกความคาดหมาย ด้วยผลขาดทุน 7,600 ล้านบาท แต่ราคาหุ้น BAY กลับไม่ออกอาการสะดุดหรือตื่นตระหนกให้เห็น นี่คือการ "การันตี" ฝีมือและเครดิตของกลุ่ม GE Capital ใช่หรือไม่

ย้อนกลับไป 6 เดือนก่อน เมื่อครั้ง GE Capital International Holding (GECIH) เข้ามาคุมอำนาจเบ็ดเสร็จในธนาคารกรุงศรีอยุธยา ผู้เชี่ยวชาญต่างประเมินว่า ด้วยความสมบูรณ์ทั้งทุน ประสบการณ์ และเทคโนโลยี ของกลุ่ม GE นับจากนี้ไป ธนาคารกรุงศรีฯ จะเกิดการมูฟครั้งใหญ่ และมีโอกาสสูงต่อการเติบโตในธุรกิจรีเทลแบงกิ้ง (สินเชื่อรายย่อย) ซึ่งถือเป็นจุดแข็งของทุนต่างชาติกลุ่มนี้ตลอดมา

ขณะที่ผู้บริหารใหม่ มร.ตัน คอง คูน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา ประกาศเป้าระยะยาวว่า พร้อมปั้นผลตอบแทนต่อส่วนผู้ถือหุ้น (ROE) ให้ถึง 20% ภายในปี 2553

หมายความว่า กลุ่ม GE ยังมีภารกิจที่ต้องสะสาง และโจทย์ที่ต้องทำอีกมาก..หากต้องการบรรลุเป้าหมาย

กลุ่ม GE เริ่มสตาร์ทภารกิจแรก ด้วยโครงการ Integration Plan หรือแผนหลอมรวมวัฒนธรรมองค์กรให้กลายเป็นวัฒนธรรมระดับสากล ภายใต้กรอบเวลา 1 ปี ด้วยงบประมาณกว่า 193.8 ล้านบาท

โดยที่ทาง GE จะจัดส่งทีมบุคลากรและเทคโนโลยีเข้ามาปรับจูนระบบงานในแต่ละส่วนให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล รองรับการแข่งขันในอนาคต

ขณะนั้น เริ่มมีกระแสข่าวว่า ทีมบริหารชุดเก่าเตรียมทยอยลาออกอย่างต่อเนื่อง หลังจากการอำลาของ "ชาลอต โทณวณิก"

จากนั้น ธนาคารกรุงศรีฯ ภายใต้การนำของกลุ่ม GE จึงเดินภารกิจต่อด้วยวิธีเร่งแก้ปัญหาคุณภาพสินทรัพย์ พร้อมกับตั้งสำรองเผื่อหนี้สงสัยจะสูญของธนาคารให้อยู่ในระดับเดียวกับค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรมที่ 60%

ทีมบริหารความเสี่ยงชุดใหม่จากกลุ่ม GE จึงตัดสินใจใช้ "ยาแรง" โดยวิธีตั้งสำรองหนี้ไว้ถึง 11,500 ล้านบาท ส่งผลให้อัตราส่วนสำรองหนี้ต่อเงินให้สินเชื่อด้อยคุณภาพ เพิ่มขึ้นจาก 46% (สิ้นปี 2549) มาอยู่ที่ 56.52%

ส่งผลให้สินเชื่อด้อยคุณภาพ (NPLs) ถูกขยับขึ้นมาที่ 5.7 หมื่นล้านบาท คิดเป็น 12.6% ของสินเชื่อรวม เพิ่มขึ้น 1.1 หมื่นล้านบาท เมื่อเทียบกับไตรมาส 1/2550 ซึ่งมียอด NPLs อยู่ประมาณ 4.6 หมื่นล้านบาท หรือราว 9.9% ของสินเชื่อรวม

และเหตุนี้เอง ตัวเลขผลประกอบการครึ่งปีแรก จึงออกมา "ติดลบ" ไปถึง 7,600 ล้านบาท โดยเฉพาะไตรมาส 2 ที่ขาดทุนถึง 8,806 ล้านบาท

แต่ มร.ตัน คอง คูน แสดงความมั่นใจว่า ผู้ถือหุ้นของธนาคารจะค่อนข้างเข้าใจ และมีเหุตผลในการลงทุนในหุ้นของธนาคาร ซึ่งพยายามปรับฐานตัวเองเพื่อการเติบโตในอนาคต

"เราต้องทำทุกอย่างให้จบในครั้งเดียว เวลานี้ธนาคารได้หมดภาระกันสำรองไปแล้ว และหลังไตรมาส 3 เป็นต้นไป คงจะไม่มีตัวเลขเซอร์ไพรส์ (ไม่ดี) ออกมาอีก จากนั้นธนาคารจะเริ่มกลับมาทำกำไรสุทธิได้อีกครั้ง"

ซีอีโอ ธนาคารกรุงศรีฯ ประเมินอนาคตของธนาคารต่อไปว่า ปี 2550 เป็นเพียงปีแรกของการร่วมทุน นักลงทุนอาจยังไม่เห็นการเติบโตที่หวือหวา แต่โดยส่วนตัว เชื่อว่าการเติบโตทางธุรกิจที่ดี ธนาคารควรประเมินความสามารถตัวเอง แล้วปรับฐานการดำเนินงานให้อยู่ในสภาวะที่เหมาะสมที่สุด ก่อนจะก้าวต่อไปข้างหน้า

อย่างไรก็ตาม จากแนวโน้มเศรษฐกิจมหภาคที่ชะลอตัว ส่งผลให้แทบไม่มีการลงทุนใหม่ๆ เกิดขึ้น ธนาคารจึงอาจมีการปรับลดเป้าการปล่อยสินเชื่อทั้งปีอีกครั้ง หลังจากเมื่อต้นปีเคยตั้งการเติบโตสินเชื่อไว้ที่ 9% หรือประมาณ 10,000 ล้านบาท

โดยเฉพาะครึ่งปีหลังเป็นต้นไป ธนาคารจะเน้นเกมรุกด้านสินเชื่อรายย่อยให้มากขึ้น จากเดิมที่ยังมีพอร์ตสินเชื่อรายย่อยเพียง 15% ของสินเชื่อรวม โดยจะคิดค้นโปรดักท์ทางการเงินใหม่ๆ ออกสู่ตลาดให้มากขึ้น

เป็นไปตามยุทธศาสตร์ระยะยาวในการปรับธุรกิจหลักจากลูกค้ารายใหญ่ (Corporate Loans) สู่ลูกค้ารายย่อย (Ratail Loans)

สำหรับโอกาสที่จะได้เห็นธนาคารกลับมามีกำไรสุทธิภายในสิ้นปี 2550 นั้น มร.ตัน คอง คูน "ไม่ยืนยัน" บอกแต่เพียงว่า NPLs โดยรวมถึงครึ่งปีแรกของธนาคาร อยู่ที่ประมาณ 7.46 หมื่นล้านบาท และคาดว่าถึงสิ้นปี 2550 NPLs จะไม่สูงกว่า NPLs เมื่อสิ้นปี 2549 ที่มีอยู่ราว 6.28 หมื่นล้านบาท

...เพราะฉะนั้น NPLs ที่จะกลับมาเป็นหนี้ดี..จะถือว่าเป็นกำไรของธนาคาร
แจ้งลบกระทู้ หรือ ลบผู้ตอบกลับ ตอบกลับโดย : ป้าสุ(sukhumal) IP ADDRESS : 58.8.167.120 , ,


Posts : 17
Replies : 2533


« Reply #192 เมื่อ 01/08/2007 , 14:08:12 » Edit


http://www.samyan.net/AspBB/view.asp?msgID=937

สัญญาณอันตราย จากตลาดดาวโจนส์ ที่ทุกคนมองข้าม

Dow Jones & Dow Jones Futures

ถ้าเปลี่ยนจาก Contango เป็น Normal Backwardation ตรงนี้ยิ่ง ยืนยันว่า Dow Jones จะเป็นขาลง
อธิบายง่ายๆ คือ
ถ้าราคา ดาวโจนส์ตลาดล่วงหน้า ลงมาอยู่ต่ำกว่าราคาตลาดดาวโจนส์ตรงนี้ตลาดเปลี่ยนแนวโน้มจากขาขึ้นเป็นขาลง
และในทางตรงกันข้ามถ้าราคาดาวโจนส์ล่วงหน้ายังอยู่ในระดับสูงกว่าราคาตลาดดาวโจนส์ ตลาดยังมัแนวโน้มเป็นขาขึ้น

ที่ผ่านมาก ตลาดล่วงหน้าของดาวโจนส์ สูงกว่า ตลาดดาวโจนส์ เป็นร้อยหรือสองรอยจุดและเมื่อมีปัญหา sub prime จะเห็นว่าตลาดล่วงหน้าและตลาดดาวโจนส์แทบจะเข้ามาใกล้กัน และล่าสุดตลาดล่วงหน้า(13202จุด)เริ่มต่ำกว่าตลาดดาวโจนส์(13211จุด) นั่นคือ มีการเปลี่ยนจาก Contango เป็น Normal Backwardation

นั่นคือยืนยันว่าตลาดดาวโจนส์มีแนวโน้มลดลงในอนาคตหรือพูดแบบง่ายๆคือเป็นขาลง

*เมื่อดาวลงเพราะsub prime ทั่วโลกย่อมลง และประเทศไทยก็คงหนีไม่พ้น...ระวังหน่อยละกัน

*อยากรู้ว่า subprime หนักหนาเพียงใด ไปอ่าน
http://www.bbznet.com/scripts3/view.php?user=greenbull&board=2&id=113454&c=1&order=numtopic
---------------------------------
*Normal Backwardation: ราคาของสัญญาฟิวเจอร์สจะต่ำกว่าราคาในอนาคตที่คาดหวังของราคาสินค้าอ้างอิง และจะเพิ่มขึ้นไปบรรจบกับราคาในอนาคตที่คาดหวังของราคาสินค้าอ้างอิง
* Contango: ราคาของสัญญาฟิวเจอร์สจะสูงกว่าราคาในอนาคตที่คาดหวังของราคาสินค้าอ้างอิง และจะลดต่ำลงไปบรรจบกับราคาในอนาคตที่คาดหวังของราคาสินค้าอ้างอิง

http://www.samyan.net/AspBB/pictures/djiadjfuaug1.jpg

แจ้งลบกระทู้ หรือ ลบผู้ตอบกลับ ตอบกลับโดย : ป้าสุ(sukhumal) IP ADDRESS : 58.8.170.239 , ,


Posts : 17
Replies : 2598
« Reply #193 เมื่อ 04/08/2007 , 16:14:23 » Edit

รู้ไหม?... UV หุ้นใคร ตลท.แน่จริงขังกรงสิ!

18 วัน ไอ้โม่งลาก UV พุ่งเกือบ 100% ไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหมที่ไหน เรียกว่า "รู้ไหม UV หุ้นใคร" ท้าทายคมมีด ตลท. ชนิดแน่จริงเข่นฆ่าให้อาสัญ ดั่ง LIVE โดนห้ามเน็ตฯ - มาร์จิ้น รอบ 2 เมื่อวิ่งสูงสุด 84% ด้วยข้อหาก๊วนเดียวเล่นกันเอง

นักลงทุนเปิดประเด็นวิพากษ์วิจารณ์หุ้นร้อน บริษัท ยูนิ เวนเจอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ UV หลังพบราคาหุ้นช่วง 18 วันทำการที่ผ่านมา พุ่งสูงสุดถึง 81.73% โดยนับจากวันที่ 5 ก.ค.50 ที่ราคาปิด 2.30 บาท เทียบกับราคาสูงสุดของวันที่ 2 ส.ค.50 ที่ 4.18 บาท ซึ่งปรับตัวเพิ่มขึ้น 1.88 บาท

ขณะที่ UV-W1 ในช่วงเวลาเดียวกัน ปรับตัวเพิ่มขึ้น 55.24% นับจาก 5 ก.ค.50 ที่ราคาปิด 1.43 บาท มาสู่ระดับราคาสูงสุดเมื่อวันที่ 17 ก.ค.50 ที่ 2.22 บาท ซึ่งปรับตัวเพิ่มขึ้น 0.79 บาท

หุ้น UV ถูกจับตามองจากนักลงทุนในวงกว้าง โดยเฉพาะเมื่อเช้าวันที่ 11 มิ.ย.50 ที่บริษัทฯ ได้ขอให้ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) สั่งห้ามซื้อขายหลักทรัพย์ของบริษัทเป็นการชั่วคราว เนื่องจากมีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างผู้ถือหุ้น ซึ่งอาจมีผลกระทบต่อการซื้อขายหลักทรัพย์ของบริษัทฯ ตลาดหลักทรัพย์จึงสั่งห้ามซื้อขายหลักทรัพย์ของบริษัทฯ เป็นการชั่วคราว จนกว่าบริษัทจะได้รับแจ้งขอมูลที่ถูกต้องและครบถ้วน

ตลาดหลักทรัพย์จึงขึ้นเครื่องหมาย H (Trading Halt) หลักทรัพย์ของ UV ตั้งแต่การซื้อขายหลักทรัพย์รอบเช้าของวันที่ 11 มิ.ย.50 และในช่วงบ่ายวันเดียวกัน นางอรฤดี ณ ระนอง ประธานอำนวยการ UV ได้ขอให้ตลาดฯ ขึ้นเครื่องหมายแสดงการห้ามซื้อขายหลักทรัพย์ของบริษัทฯ ชั่วคราว (SP) เป็นระยะเวลา 1 วันทำการ ในวันที่ 11 มิ.ย. โดยระบุว่า บริษัทฯ อยู่ระหว่างการเจรจาขั้นสุดท้ายกับผู้ลงทุน ซึ่งผลจากการลงทุนดังกล่าว จะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างผู้ถือหุ้นอย่างมีนัยสำคัญ

ในวันรุ่งขึ้น 12 มิ.ย. ทาง UV ยังคงขอขึ้น SP ต่อไปอีก 1 วัน โดยอ้างว่าผลการเจรจากับผู้ลงทุนยังไม่มีข้อสรุป และในเย็นของวันนั้นปรากฏว่า นายเจริญ สิริวัฒนภักดี เข้าของเบียร์ช้าง ได้กลายมาเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ใน UV รวม 52% ภายใต้การถือหุ้นของลูกชาย คือ นายฐาปน และนายปณต และหุ้น UV ได้กลับเข้ามาซื้อขายอีกครั้งในวันรุ่งขึ้น คือ 13 มิ.ย.50

แนวทางหนึ่งที่ตระกูล สิริวัฒนภักดี เข้ามาถือหุ้น UV คือ การซื้อหุ้นต่อจาก 3 ผู้ถือหุ้นใหญ่ ในราคาหุ้นละ 2.04 บาท ซึ่ง 1 ในนั้นคือ นายกิติรัตน์ ณ ระนอง อดีตกรรมการและผู้จัดการ ตลท. สมัยก่อน ที่เคยถือหุ้น UV ในสัดส่วนประมาณ 10%

ขณะที่ นายกิตติรัตน์ เองนั้น หลังลาออกจากตำแหน่งกรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ เพื่อแสดงความรับผิดชอบต่อกรณีที่ไม่สามารถผลักดันเบียร์ช้างเข้าตลาดหุ้นไทย จนต้องปล่อยให้ไปอยู่ในตลาดหุ้นสิงคโปร์แล้ว ได้เข้าไปนั่งเก้าอี้ผู้จัดการทีมฟุตบอลเยาวชนไทย และล่าสุดได้กระโดดเข้าสู่สนามการเมือง ด้วยการเป็นสมาชิกกลุ่มรวมใจไทย ซึ่งมี นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ อดีตรองนายกรัฐมนตรีเป็นที่ปรึกษากลุ่มฯ

ด้านราคาหุ้น UV และ UV-W1 ได้เดินหน้าปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง และทำให้ตระกูลสิริวัฒนภักดี ที่เข้ามาถือหุ้นแค่เกือบ 2 เดือนมีกำไรนับร้อยล้านบาท โดยราคาหุ้นได้ปรับตัวขึ้นเกือบ 100% จึงกลายมาเป็นคำถาม และการตั้งข้อสงสัยอย่างกว้างขวางว่า ตลท. จะจัดการกับ UV หรือไม่ และอย่างไร

ประเด็นสำคัญที่ถูกนำมาวิเคราะห์ในเวลาเดียวกัน คือ ความเกรงใจของ ตลท. ภายใต้การนำของ นางภัทรียา เบญจพลชัย ที่ดูเหมือนจะเป็น "ส้มหล่น" ได้เก้าอี้กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์มาแบบปัจจุบันทันด่วนเมื่อ นายกิติรัตน์ ลาออกกลางครัน และบริษัท UV เองยังถือหุ้นโดย นายกิตติรัตน์ และมีผู้บริหารที่เป็นน้องสาวของ นายกิตติรัตน์ นั่นคือ นางอรฤดี ณ ระนอง ทำให้หลายฝ่ายถึงกับฟันธงว่า ถึงอย่างไร ตลท.ก็คงไม่กล้าจัดการกับ UV อย่างแน่นอน

ต่างจาก บริษัท ไลฟ์ อินคอปอร์เรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ LIVE ที่โดน ตลท.สั่งห้ามซื้อขายในลักษณะหักกลบราคาค่าซื้อกับราคาค่าขายหลักทรัพย์เดียวกันในวันเดียวกัน (Net Settlement) และห้ามสมาชิกให้ลูกค้ากู้ยืมเงินเพื่อซื้อหลักทรัพย์ (Margin Trading) รอบแรก เป็นเวลา 30 วันทำการ ตั้งแต่วันที่ 13 มิ.ย.-24 ก.ค.50

โดยระบุว่า เป็นเพราะการซื้อขายหุ้น LIVE ในช่วงวันที่ 7-12 มิ.ย.50 มีการเปลี่ยนแปลงของราคาและมูลค่าการซื้อขายรวมเพิ่มขึ้นอย่างมากจากช่วงเวลาก่อนหน้า ซึ่งไม่สอดคล้องกับภาวะการซื้อขายหลักทรัพย์โดยรวม และมีการซื้อขายอย่างกระจุกตัวในหลักทรัพย์ดังกล่าว โดยไม่มีสารสนเทศใดที่มีผลกระทบต่อสภาพการซื้อขาย

ขณะที่กระแสข่าวลือที่เกิดขึ้นในระยะนั้น คือ มีข่าวบนหน้าหนังสือพิมพ์ทันหุ้น ระบุว่าขาใหญ่ทั้งในและนอกประเทศ 8 กลุ่ม จะดันหุ้น LIVE ไปถึงระดับ 6 บาท รวมกับมีการระบุว่า ข่าวเชิงบวกที่จะเข้ามาสนับสนุนการเก็งกำไร LIVE คือผลประกอบการไตรมาส 2/50 ที่น่าจะออกมาดีเทียบกับปีก่อน รวมถึงการขายรายการแชนแนล วี ไทยแลนด์ ภายในไตรมาส 3 ซึ่งจะทำให้สามารถรับรู้รายได้ทันที

ในระยะเวลาห้ามเน็ตฯ - มาร์จิ้น หุ้น LIVE นี้ ราคาหุ้นยังสามารถปรับตัวเพิ่มขึ้นได้ และส่งผลให้ ตลท.สั่งห้ามเน็ตฯ - มาร์จิ้น ต่ออีก 1 รอบทันที อีก 30 วันทำการ ตั้งแต่วันที่ 25 ก.ค.-6 ก.ย.50 โดย ตลท.ให้เหตุผลว่า เนื่องจากในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมา การซื้อขายหลักทรัพย์ LIVE ยังคงมีการเปลี่ยนแปลงของราคาและปริมาณอันไม่ตรงต่อสภาพปกติของตลาด รวมทั้งมีการซื้อขายอย่างกระจุกตัวในหลักทรัพย์ดังกล่าว

ช่วงเวลาเดียวกัน ตลท. ยังสั่งให้ บริษัท อินเตอร์แนชั่นเนิลเอนจิเนียริง จำกัด (มหาชน) หรือ IEC และ บริษัท บลิส-เทล จำกัด (มหาชน) หรือ BLISS ชี้แจงการลงทุนในหุ้น LIVE ทั้งที่ขาดทุนและไม่จ่ายปันผลมาตั้งแต่ปี 40 ขณะที่คำชี้แจงดังกล่าว ระบุว่าเพราะ LIVE มีสภาพคล่องสูง หวังทำกำไรได้ อีกทั้งมีแผนแก้ปัญหาธุรกิจที่ชัดเจน

หลายฝ่ายประเมินว่า ประเด็นที่ระบุว่าขาใหญ่จะทำราคาหุ้น LIVE เป็นประเด็นที่ทำให้ ตลท. ตัดสินใจห้ามเน็ตฯ - มาร์จิ้น รอบ 2 บวกกับการมีชื่อ-สกุลที่เข้ามาพัวพันกับหุ้น LIVE ล้วนแต่เป็นนักลงทุนชื่อดังทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็น นางสาวฉัตร์สุดา เบ็ญจนิรัตน์, นางสาวสุธิดา แจ่มวุฒิปรีชา, นายชยุตม์-นางจาติกาญจน์ ลี้อิสระนุกูล, นางนวลพรรณ ล่ำซำ และ นายชนะชัย ลีนะบรรจง

ขณะที่ UV จะไม่โดนท้วงติงใดๆ จาก ตลท. เพราะประเด็นความเกรงใจดังกล่าวข้างต้น แม้ราคาหุ้นจะวิ่งแรงอีกมาก ท่ามกลางผลการดำเนินงานที่ยังไม่แสดงว่าดีขึ้นอย่างชัดเจน ซึ่งในไตรมาส 1/50 สิ้นสุด 31 มี.ค.50 มีกำไรสุทธิ 18.12 ล้านบาท ลดลง 77.22% เมื่อเทียบกับกำไร 32.05 ล้านบาทในไตรมาสเดียวกันปีก่อน

อย่างไรก็ตาม ยังไม่ควรด่วนสรุปว่า ตลท. จะเพิกเฉยต่อการปรับราคาขึ้นของหุ้น UV และ UV-W1 ซึ่งคงต้องรอดูต่อไปว่า เมื่อถึงเวลาที่หุ้นดังกล่าวร้อนแรงเกินห้ามใจริงๆ ตลท. จะทำอย่างไร?
แจ้งลบกระทู้ หรือ ลบผู้ตอบกลับ ตอบกลับโดย : ป้าสุ(sukhumal) IP ADDRESS : 58.8.170.239 , ,


Posts : 17
Replies : 2599
« Reply #194 เมื่อ 04/08/2007 , 16:16:26 » Edit

ปัญหาค่าเงินบาทแข็ง : ยังต้องการมาตรการระยะยาว

Eco-No-Miss : ผศ.ดร.ธนวรรธน์ พลวิชัย ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ ม.หอการค้าไทย

“ค่าเงินบาทน่าจะกลับมาแข็งอีกได้” “ตราบใดที่ความแตกต่างของค่าเงินบาทในประเทศและต่างประเทศยังมีความแตกต่างกันมาก ประเทศไทยควรมีมาตรการดูแลปัญหาค่าเงินบาทเพิ่มเติม”
“เรายังต้องการมาตรการแก้ไขปัญหาค่าเงินบาทในระยะยาว”


เหล่านี้คือประเด็นที่ถกเถียงกันมาอย่างต่อเนื่อง เพราะผลกระทบของการแข็งค่าของเงินบาท ผูกโยงกับปัญหาการขาดสภาพคล่องของธุรกิจ จนอาจทำให้บริษัทห้างร้านต่างๆ ต้องปิดกิจการและปลดคนงาน จนทำให้เกิดปัญหาทางสังคมต่อไป

จากผลสำรวจหอการค้าโพลล์ ของศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย โดยสำรวจความคิดเห็นผู้ประกอบการทั่วประเทศ ระหว่างวันที่ 14-17 กรกฎาคมที่ผ่านมา จำนวน 808 ตัวอย่าง พบว่า ขณะนี้ ผู้ประกอบการวิตกต่อสถานการณ์ค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นมากที่สุด

กลุ่มตัวอย่างประมาณ 48.7% ของกลุ่มตัวอย่างทั้งหมด เห็นว่าปัญหาค่าเงินบาทแข็งเป็นปัญหาที่รัฐบาลต้องเร่งแก้ไขโดยเร่งด่วนที่สุด รองลงมาได้แก่ ปัญหาทางการเมือง และราคาน้ำมันที่ทรงตัวสูง ที่กลุ่มตัวอย่างประมาณ 23.7% และ 18.8% ตอบว่าต้องเร่งแก้ไข

นับเป็นครั้งแรกที่ปัญหาค่าเงินบาทเป็นปัจจัยที่ภาคธุรกิจให้ความสำคัญอันดับหนึ่งในรอบการสำรวจในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา จากที่เคยถูกจัดให้เป็นปัญหาสำคัญอันดับที่ 3-4 แสดงให้เห็นว่าการแข็งค่าขึ้นของเงินบาทในรอบนี้ ไม่ธรรมดาเลยในมุมมองของภาคธุรกิจ

การที่ภาคธุรกิจต้องการให้รัฐบาลเร่งแก้ปัญหาโดยเร่งด่วน เพราะเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นมีผลต่อกำไรยอดขาย และความสามารถในการแข่งขันที่จะปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งภาคเอกชนยังต้องแบกรับภาระของการขาดทุนจากการแลกเปลี่ยนเป็นเงินบาท ผลการสำรวจพบว่าผู้ประกอบการมีความเห็นว่าเงินบาทยังโอกาสแข็งค่าขึ้นอีกถึงระดับ 32.50 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ภาคเอกชนต้องการให้ภาครัฐเร่งแก้ไขปัญหาให้เงินบาทอ่อนค่าลงมาอยู่ที่ 35.50 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ หรืออย่างน้อยให้อยู่ที่ระดับที่ธุรกิจสามารถรับภาระได้ คือ 35 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ

การแก้ไขปัญหาค่าเงินบาทโดยภาครัฐบาล เริ่มดำเนินการขึ้นอย่างจริงจังในช่วงกลางเดือนนี้ เริ่มจากผลการประชุมในวันพุธที่ 18 กรกฎาคม ที่ผ่านมา ของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่มีมติลดอัตราดอกเบี้ยตลาดซื้อคืนพันธบัตรระยะ 1 วัน (หรือ อัตราดอกเบี้ยนโยบาย) ลง 0.25% ต่อปี มาอยู่ที่ 3.25% ต่อปี เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและบรรเทาการแข็งค่าขึ้นของเงินบาท

จะสังเกตได้ว่า แม้ ธปท.ลดอัตราดอกเบี้ยลง 0.25% แล้วก็ตาม แต่ยังมีเสียงสนับสนุนให้มีการลดอัตราดอกเบี้ยลงแรงๆ อย่างน้อยประมาณ 1% ในครั้งเดียว เปรียบเสมือนกับการให้ยาแรงเพื่อยับยั้งการแข็งค่าของเงินบาทอย่างได้ผลทันที ตามที่ ดร.วีรพงษ์ รามางกูร อดีตรองนายกรัฐมนตรีและอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เสนอไว้ก่อนการประชุมของ กนง.

ในช่วงเวลาเดียวกัน ก็มีข้อเสนอให้มีการแก้ไขปัญหาค่าเงินบาทแข็ง โดยการผลักดันให้หน่วยงานของรัฐและรัฐวิสาหกิจเร่งชำระคืนหนี้เงินกู้ต่างประเทศ เพื่อทำให้มีเงินดอลลาร์สหรัฐไหลออกจากประเทศไทยเพื่อผลักดันให้ค่าเงินบาทอ่อนลง ซึ่งในเรื่องนี้ กระทรวงการคลังได้มีแนวนโยบายให้รัฐวิสาหกิจทำการคืนหนี้ หรือรีไฟแนนซ์เงินกู้ต่างประเทศจำนวน 3,183 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 1 แสนล้านบาท โดยประเมินว่าจะช่วยประหยัดหนี้เงินกู้ได้ประมาณ 2-3 หมื่นล้านบาท และช่วยแก้ไขปัญหาค่าเงินบาทแข็งได้

สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) ได้ติดต่อประสานงานไปยังรัฐวิสาหกิจขนาดใหญ่หลายแห่งที่มีหนี้ในรูปของเงินตราต่างประเทศ ให้เร่งรีไฟแนนซ์เป็นหนี้สกุลเงินบาทแทน เพื่อลดความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน และให้ทำประกันความเสี่ยง 100% พร้อมกันไปด้วย แต่เสียงตอบรับของรัฐวิสาหกิจเกี่ยวกับเรื่องนี้น้อยมาก และเห็นว่าเป็นไปได้ค่อนข้างยากในทางปฏิบัติ เพราะหนี้ส่วนใหญ่ที่ทำไว้มีเงื่อนไขการจ่ายหนี้ชัดเจน ทำให้การคืนหนี้ก่อนกำหนดจึงทำได้ยาก

ขณะเดียวกันหากใช้วิธีสวอปหนี้หรือแปลงหนี้ ก็มีปัญหาเกี่ยวกับค่าเงินหากสวอปมาเป็นบาท และหากค่าเงินบาทยังคงแข็งค่าต่อ ก็จะขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน

เรื่องนี้ทำให้ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล อดีตรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังและอดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ออกมาเขียนบทความผ่านสื่อมวลชนเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาค่าเงินบาท โดยเรียกร้องให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ใช้อำนาจหน้าที่ผลักดันเรื่องการชำระคืนหนี้ต่างประเทศของรัฐวิสาหกิจให้เกิดผลโดยเร็ว เพื่อแก้ไขปัญหาค่าเงินบาท

ล่าสุด ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) ได้กล่าวในวันที่ 25 กรกฎาคม นี้ว่า “สบน.ได้เร่งชำระหนี้ก่อนกำหนดมาโดยตลอดเพื่อผ่อนคลายการแข็งค่าของเงินบาท ในสัปดาห์นี้จะเชิญรัฐวิสาหกิจ 7 แห่ง ที่มีหนี้รวม 3,183 ล้านดอลลาร์ มาประชุมเพื่อเร่งรัดชำระหนี้ให้หมดภายในสิ้นปีนี้ ซึ่งหากรัฐวิสาหกิจไม่สนใจ เราก็ต้องหาทางกดดันทุกวิธี”

นอกจากนี้ ในวันอังคารที่ 24 กรกฎาคมที่ผ่านมา คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติใน 6 มาตรการเพื่อแก้ปัญหา ประกอบด้วย 1.ให้ธุรกิจที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย สามารถใช้เงินตราต่างประเทศเพื่อลงทุนโดยตรงในต่างประเทศได้ไม่เกิน 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี 2.ให้ฝากเงินเป็นสกุลเงินตราต่างประเทศ โดยผู้ที่มีเงินที่มีแหล่งมาจากต่างประเทศ สามารถฝากเงินตราต่างประเทศกับสถาบันการเงินในประเทศได้ โดยประเภทที่มีภาระผูกพันภายใน 1 ปี ฝากได้ 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สำหรับบุคคลธรรมดา และ 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สำหรับนิติบุคคล ส่วนประเภทไม่มีภาระผูกพัน ฝากได้ 1 แสนดอลลาร์สหรัฐ สำหรับบุคคลธรรมดา และ 5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สำหรับนิติบุคคล ขณะที่ผู้ที่มีเงินตราต่างประเทศ ที่มีแหล่งที่มาจากในประเทศ ประเภทที่มีภาระผูกพันภายใน 1 ปี ฝากได้ 5 แสนดอลลาร์สหรัฐ สำหรับบุคคลธรรมดา และ 50 ล้านดอลลาร์ สำหรับนิติบุคคล

3.ปรับวงเงินที่จะโอนไปต่างประเทศ ให้อยู่ในเกณฑ์เดียวกัน คือได้ไม่เกิน 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ 4.ขยายเวลาการนำเงินตราต่างประเทศเข้าในประเทศเป็น 360 วัน จากเดิมที่กำหนดไว้ 120 วัน 5.การอนุญาตให้ผู้ส่งออกถือครองเงินสกุลต่างประเทศได้ไม่จำกัดระยะเวลา จากเดิมที่กำหนดไว้ไม่เกิน 15 วัน 6.ปรับให้ผู้ลงทุนที่จะลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ ไม่ต้องขออนุญาตจากเจ้าพนักงานควบคุมการแลกเปลี่ยนเงิน

สังเกตได้มาตรการแก้ไขปัญหาค่าเงินบาทที่คณะรัฐมนตรีอนุมัตินั้น เป็นมาตรการที่รัฐบาลได้นำเอามาตรการของ กกร.ระยะสั้นไปปรับใช้ ขณะที่มาตรการระยะปานกลางและระยะยาวยังไม่ได้มีการออกมาเท่าไรนัก จนทำให้หลายฝ่าย (คงไม่ต้องระบุว่าใครบ้าง เพราะมีมากเหลือเกิน) เสนอให้รัฐบาลหามาตรการแก้ไขปัญหาค่าเงินบาทในระยะปานกลางและระยะยาวให้เห็นเป็นรูปธรรมโดยเร็ว เพราะเห็นว่ามาตรการแก้ไขปัญหาค่าเงินบาท 6 มาตรการนี้ สามารถชะลอการแข็งค่าของเงินบาทได้แต่คงเป็นเพียงระดับหนึ่งเท่านั้น

แม้ว่ามาตรการแก้ไขปัญหาค่าเงินบาทของรัฐบาลที่ออกมาในช่วงนี้ จะช่วยให้ค่าเงินบาทอ่อนตัวลงเล็กน้อยจากระดับ 33.2-33.3 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ในสัปดาห์ที่ผ่านมา มาอยู่ที่ระดับ 33.6-33.8 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ แต่การอ่อนค่าลงของบาทในช่วงนี้ยังไม่ได้เป็นหลักประกันว่าค่าเงินบาทจะอ่อนตัวลงต่อเนื่องลงไปอีก เนื่องจากค่าเงินบาทยังคงเคลื่อนไหวอยู่ที่ระดับประมาณ 33.6-33.8 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ นานหลายวัน โดยยังไม่มีท่าทีอ่อนค่าลงอีกต่อไป ขณะที่ยังมีเงินทุนจากต่างประเทศไหลเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นไทยอย่างต่อเนื่อง จนทำให้ SET Index วิ่งเข้าใกล้ระดับ 900 จุดเข้าไปทุกที ซึ่งแรงกดดันนี้อาจทำให้เงินบาทกลับมามีค่าแข็งขึ้นได้

หลายฝ่ายยังมองว่าค่าเงินบาทยังมีโอกาสปรับตัวแข็งขึ้นได้อีก ดังนั้นจึงเรียกร้องและเสนอให้รัฐบาลรีบเข้ามาแก้ไขปัญหาค่าเงินบาทก่อนที่จะสร้างความบอบช้ำให้กับเศรษฐกิจ

ภาครัฐบาลควรเร่งทำให้มาตรการแก้ไขปัญหาค่าเงินบาทในระยะยาว ให้บาทกลับมาอ่อนตัวลงอยู่ในระดับ 34-35 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ อย่างยั่งยืน ส่วนจะเป็นมาตรการอะไรนั้น คงไม่ต้องพูดซ้ำนะครับ เพราะมีข้อเสนอที่ดีมากมายเสนอให้รัฐบาลเลือกใช้ผ่านสื่อมวลชนต่างๆ อยู่แล้วครับ

/////


"ค่าเงินบาทยังคงเคลื่อนไหวอยู่ที่ระดับประมาณ 33.6-33.8 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ นานหลายวันโดยยังไม่มีท่าทีอ่อนค่าลงอีกต่อไป"
แจ้งลบกระทู้ หรือ ลบผู้ตอบกลับ ตอบกลับโดย : ป้าสุ(sukhumal) IP ADDRESS : 58.8.170.239 , ,


Posts : 17
Replies : 2600


« Reply #195 เมื่อ 04/08/2007 , 16:36:51 » Edit

จับตาบาท-ดอลล่าร์ไม่พอ,อย่าลืมเกาะติด ‘หยวน’ ด้วย...ตัวเลขจากจีนใหม่ร้อนแรงสุด ๆ

Posted by สุทธิชัย หยุ่น

ขณะที่เงินบาทแข็งเกินไป (ในสายตาผู้ส่งออก), เงินหยวนของจีนก็ถูกมองว่าอ่อนไป (ในสายตาของผู้นำเข้าสินค้าจีน)

และเมื่อการค้าขายและลงทุนของจีนกับไทยมีความผูกพันกันมากขึ้นเรื่อย ๆ, การประเมินอัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทก็ไม่ควรจะพุ่งไปเฉพาะที่บาทกับดอลล่าร์สหรัฐฯแต่จะต้องหันไปมองเงินบาทกับเงินหยวน...และเงินเยนของญี่ปุ่นอีกด้วยเช่นกัน

เพราะความเป็น “โลกาภิวัตน์” ของโลกนั้นทำให้เรามองแต่เพียงความสัมพันธ์ของเรากับค่ายใดค่ายหนึ่งไม่ได้...จำเป็นต้องมองให้รอบด้านและปรับตัวให้ทันการก่อนที่สถานการณ์จะสายเกินการณ์

จีนกับสหรัฐฯจะแก้ปัญหาความขัดแย้งเรื่องอัตราแลกเปลี่ยนกันได้หรือไม่และจะแก้กันอย่างไรย่อมจะมีผลต่อสถานภาพของเงินบาทของเราด้วยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

จีนเพิ่งสร้างความตื่นตะลึงรอบใหม่ให้กับโลกด้วยตัวเลขล่าสุดที่บอกว่าในไตรมาสที่สองของปีนี้ที่เพิ่งจะจบลงไปนั้น, เศรษฐกิจของจีนขยายตัวอย่างร้อนแรงถึงร้อยละ ๑๑.๙ ซึ่งทำสถิติสูงสุดในกว่า ๑๐ ปี

และขณะเดียวกัน, อัตราเงินเฟ้อก็พึ่งขึ้นอย่างรุนแรงเช่นกัน

ทำให้เกิดความหวาดหวั่นว่า “ฟองสบู่” เศรษฐกิจของจีนจะแตกดังโพล๊ะอย่างที่กลัวกันจริง ๆ

รัฐบาลจีนพูดเมื่อต้นปีว่า, อัตราโตของ GDP หรือผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศทั้งปีนี้จะอยู่ที่ประมาณร้อยละ ๘ แต่เอาเข้าจริง ๆ กลับจะสูงกว่านั้นมากเพราะเพียงแค่ครึ่งปีแรก, อัตราเติบโตก็สูงถึง ๑๑.๕ เปอร์เซ็นต์แล้ว

มาตรการชะลอความร้อนแรงหลายอย่างรวมถึงการปรับดอกเบี้ยขึ้นหลายงวดก็ดูเหมือนจะไร้ผล

ยิ่งวันแรงกดดันจากข้างนอกก็จะแรงขึ้นที่จะให้จีนต้องทำอะไรอย่างเด็ดขาดเพื่อลดปริมาณของการได้เปรียบดุลการค้าของจีนกับประเทศอื่น ๆ ทั่วโลก...เพราะจีนส่งของออกไปขายมากกว่าซื้อกลับเข้ามามากโขอยู่

จะไม่ให้คู่ค้าของจีนเกิดอาการอกสั่นขวัญแขวนได้อย่างไรในเมื่อดุลการค้าบวกของจีนกระโดดไปอยู่ที่ ๑๑๒ พันล้านเหรียญเฉพาะในครึ่งปีแรก

เท่ากับว่าดุลการค้าของจีนโตกว่าปีที่แล้วในช่วงเวลาเดียวกันไม่น้อยกว่า ๘๕ เปอร์เซ็นต์

สาเหตุหนึ่งเพราะจีนส่งของราคาถูกออกไปขายในตลาดโลกได้มาก, แต่อีกสาเหตุหนึ่งก็คืออัตราแลกเปลี่ยนของเงินหยวนจีนนั้น “อ่อน” กว่าของคนอื่นมาก จึงทำให้ได้เปรียบในการค้าขายไม่น้อย

มะกันยังกดดันจีนอย่างหนักหน่วงต่อเนื่องให้ปรับอัตราแลกเปลี่ยนของเงินหยวนแข็งค่ากว่านี้เพื่อ “ลดการได้เปรียบของจีน” ในการค้าขายกับประเทศอื่น

สภาคองเกรสสหรัฐฯเสนอกฎหมายหลายฉบับเพื่อเร่งการกดดันให้จีนต้องทำอะไรบางอย่างเพื่อแก้ปัญหานี้...เช่นให้จีนสั่งซื้อของจากอเมริกามากขึ้นและให้ปรับค่าเงินหยวนให้แข็งกว่านี้อีก

จีนบอกว่ากำลังทำอยู่...แต่อย่ามาให้การเมืองมาบีบอย่างนั้น, จะยิ่งทำให้
ปักกิ่งเกิดแรงต่อต้านมากกว่านี้

เพราะความร้อนแรงของเศรษฐกิจนี่แหละ, อัตราเงินเฟ้อของจีนก็พลอยพุ่งขึ้นไปด้วย

เฉพาะเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา, อัตราเงินเฟ้อของจีนสูงถึงร้อยละ ๔.๔ และสาเหตุใหญ่คือราคาอาหารการกินที่พุ่งพรวดพราดขึ้นไป

เชื่อไหมว่าในปีที่ผ่านมา, ราคาไข่และหมูในจีนแพงขึ้นกว่าเดิมถึงร้อยละ ๒๐...สาเหตุหลักก็เพราะธัญพืชขาดแคลนและหมูตายเพราะโรคระบาดจำนวนมาก

ประเทศใดที่เศรษฐกิจโตบ้าเลือด, ตลาดหุ้นร้อนแรงผิดสังเกต, ข้าวของแพงเกินกว่าชนชั้นกลางและคนจนรับได้...ช่องว่างคนรวยคนจนถ่างกว้างออกไปอีก...นั่นคือสัญญาณอันตรายทางการเมือง

ในมือเราถือเงินบาท, อย่ามองเฉพาะดอลล่าร์, เหลือบดูเงินหยวนให้ใกล้ชิดด้วย
แจ้งลบกระทู้ หรือ ลบผู้ตอบกลับ ตอบกลับโดย : ป้าสุ(sukhumal) IP ADDRESS : 58.8.170.239 , ,


Posts : 17
Replies : 2601
« Reply #196 เมื่อ 04/08/2007 , 17:11:29 » Edit

กสิกรไทยชี้ปัจจัยใน-นอกประเทศจะมีผลต่อค่าเงินบาท สัปดาห์หน้า

โดย ผู้จัดการออนไลน์ 4 สิงหาคม 2550 13:33 น.


ศูนย์วิจัยกสิกรไทยระบุค่าเงินบาทตลาดในประเทศอ่อนค่าลงต่อเนื่องในสัปดาห์นี้ เพราะถูกกดดันจากแรงซื้อเงินดอลลาร์สหรัฐ พร้อมประเมินว่ากรอบการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทในสัปดาห์หน้าจะอยู่ที่ 33.70-34 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ เพราะมีปัจจัยทั้งในประเทศและต่างประเทศเข้ามากระทบ ส่วนอัตราดอกเบี้ยตลาดเงินระยะสั้นทรงตัว

บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด รายงานว่า สัปดาห์นี้ค่าเงินบาทตลาดในประเทศอ่อนค่าลงต่อเนื่องจากสัปดาห์ก่อน โดยถูกกดดันจากแรงซื้อเงินดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งตลาดคาดการณ์ว่าเป็นการแทรกแซงของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ตลอดจนแรงซื้อเงินดอลลาร์สหรัฐของผู้นำเข้า นอกจากนี้ ค่าเงินบาทยังมีปัจจัยลบจากการร่วงลงอย่างหนักของตลาดหุ้นไทย โดยมีนักลงทุนต่างชาติเป็นผู้ขายสุทธิ ซึ่งในวันศุกร์ ค่าเงินบาทปรับตัวอยู่ที่ระดับประมาณ 33.84 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ เทียบกับระดับ 33.72 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐในวันศุกร์ก่อนหน้า

ส่วนสัปดาห์หน้า ค่าเงินบาทตลาดในประเทศอาจมีกรอบการเคลื่อนไหวที่ 33.70-34 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ โดยมีปัจจัยที่ควรจับตาคือ สัญญาณการเข้าแทรกแซงตลาดของ ธปท. แรงซื้อเงินดอลลาร์สหรัฐของผู้นำเข้า และการเคลื่อนไหวของเงินทุนต่างชาติ นอกจากนี้ นักลงทุนยังจับตาผลการประชุมคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ในวันที่ 7 สิงหาคม และทิศทางเงินดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งขึ้นอยู่กับการปรับตัวของตลาดหุ้นทั่วโลก ความกังวลต่อปัญหาตลาดสินเชื่อทั่วโลก และรายงานตัวเลขเศรษฐกิจของสหรัฐที่สำคัญหลายตัว อาทิ ข้อมูลประสิทธิภาพการผลิตและต้นทุนแรงงานต่อหน่วย (เบื้องต้น) ประจำไตรมาส 2/2550 และดัชนีราคานำเข้าและส่งออกเดือนกรกฎาคม

ด้านตลาดเงินระยะสั้นสัปดาห์นี้ อัตราดอกเบี้ยตลาดเงินทรงตัว โดยมีการทยอยไหลกลับของสภาพคล่องเข้าสู่ระบบการเงินหลังสิ้นเดือนและวันหยุดต่อเนื่อง ขณะที่ธนาคารพาณิชย์ปิดสำรองสภาพคล่องรายปักษ์ในวันอังคารและเข้าสู่ปักษ์ใหม่ในวันพุธ อัตราดอกเบี้ยอินเตอร์แบงก์ประเภทกู้ยืมข้ามคืน (Overnight) ยังคงหนาแน่นทั้งสัปดาห์อยู่ที่ร้อยละ 3.25 เช่นเดียวกับอัตราดอกเบี้ยตลาดซื้อคืนพันธบัตรระยะ 1, 7 และ 14 วัน ที่ปิดทรงตัวอยู่ที่ร้อยละ 3.25 ร้อยละ 3.25-3.28125 และร้อยละ 3.25 ตามลำดับ โดยมีธุรกรรมระยะ 1 เดือนที่ระดับร้อยละ 3.25 ในวันพุธและวันศุกร์ ขณะที่ในสัปดาห์หน้า อัตราดอกเบี้ยระยะสั้นจะเคลื่อนไหวไม่แตกต่างจากกรอบเดิม โดยจะมีการชำระเงินภาษีหัก ณ ที่จ่าย และธนาคารพาณิชย์อาจมีการเตรียมสภาพคล่องเพื่อรองรับการเบิกถอนเงินสดของลูกค้าในช่วงวันหยุดยาว นอกจากนี้ ตลาดคงจะจับตาผลการประชุมคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินของเฟดในวันที่ 7 สิงหาคมด้วย
แจ้งลบกระทู้ หรือ ลบผู้ตอบกลับ ตอบกลับโดย : ป้าสุ(sukhumal) IP ADDRESS : 58.8.167.153 , ,


Posts : 17
Replies : 2620
« Reply #197 เมื่อ 05/08/2007 , 15:04:14 » Edit

ปฏิบัติการล้างหนี้ "บางกอกแลนด์" แผนกลับมาใหญ่ "อนันต์ กาญจพาสน์"

นานนับ 10 ปี ที่ "เสี่ยช้าง" อนันต์ กาญจพาสน์ ปฏิบัติตัวแบบ Low Profile พร้อมซุ่มสะสมทุน และพยายามสะสางหนี้สินในยุค "ฟองสบู่" ของบางกอกแลนด์ แต่ภายใต้ความเงียบ กลับเริ่มมีการเคลื่อนไหวครั้งใหญ่ ในลักษณะ "คลื่นใต้น้ำ" เพื่อรอวันกลับมา "ผงาด" อีกครั้ง!!!

ท่ามกลางความ "อึมครึม" ของดีลขายหุ้น 42.2% ใน อิมแพ็ค เอ็กซิบิชั่น แมเนจเม้นท์ เมื่อ 25 เมษายนที่ผ่านมา เงื่อนงำ..ระหว่าง บางกอกแลนด์ กับตัวตนของ Juutland Limited ผู้ซื้อ ที่จดทะเบียนอยู่ที่เกาะเคย์แมน ยังคงเป็นปริศนาคาใจ

เมื่อ "รายชื่อผู้ถือหุ้น" ของ Juutland Limited ยังเป็น "ความลับ" ที่บางกอกแลนด์ไม่อาจให้คำตอบ

ถึงวันนี้ "เสี่ยช้าง" อนันต์ กาญจพาสน์ ผู้กำหนดชะตากรรม บมจ.บางกอกแลนด์ แต่เพียงผู้เดียว ยังคง "เก็บตัว" เช่นเคย และ "เลี่ยง" ที่จะให้สัมภาษณ์ใดๆ กับผู้สื่อข่าว

แต่ภายใต้ "ความนิ่ง" กรุงเทพธุรกิจ BizWeek รู้ความเคลื่อนไหวมาว่า "เสี่ยช้าง" กำลัง "ซุ่ม" ปฏิบัติการล้างหนี้ และขับเคลื่อนธุรกิจ "ครั้งใหญ่" โดยมีเป้าหมายที่ "ราคาหุ้น" เป็นเดิมพันแห่งความมั่งคั่งครั้งใหม่

ที่ผ่านมา บางกอกแลนด์อยู่ในสภาพ "ช้างติดหล่ม" จากภาระหนี้สินล้นพ้นตัว...โดยงวดปีบัญชีสิ้นสุด ณ 31 มีนาคม 2550 ตัวเลขเฉพาะหนี้สินระยะยาวที่บริษัทถึงกำหนดต้องชำระภายใน 1 ปี มีมูลค่ากว่า 9,144 ล้านบาท จากหนี้สินรวมทั้งก้อน 24,067 ล้านบาท

หลายปีที่ผ่านมา อนันต์พยายามดิ้นรนหาทาง "ปลดหนี้" ไม่ว่าจะเป็นการเจรจาปรับโครงสร้างหนี้กับสถาบันการเงิน การระดมเงินมาจ่ายหนี้ด้วยการขายหุ้นเพิ่มทุนที่ทยอยขายให้นักลงทุนกลุ่มต่างๆ

เช่น จัดสรรหุ้นจำนวน 750 ล้านหุ้น ให้กับกลุ่ม Ecwin Investments Limited ในราคาหุ้นละ 0.70 บาท ในปี 2549 ได้รับเงินประมาณ 523 ล้านบาท นำไปชำระหนี้

ปี 2550 เป็นความหวังของอนันต์ กาญจพาสน์ ไม่เพียงต้องการ "ล้างหนี้" ให้หมดเท่านั้น "เสี่ยช้าง" ยังได้ส่งสัญญาณไปยังผู้ถือหุ้น BLAND ในการประชุมผู้ถือหุ้นเมื่อเร็วๆ นี้ บอก "ข่าวดี" กลางที่ประชุมว่า...

สเต็ปต่อไป บางกอกแลนด์มีแผนจะพัฒนาโครงการขนาดใหญ่ มูลค่าเกิน "หมื่นล้านบาท" บนแลนด์แบงก์ที่ยังเหลืออีกประมาณ 1,000 ไร่ ภายในเมืองทองธานี ภายในปี 2551 โดยจะ "ร่วมทุน" กับพาร์ทเนอร์ แต่ตอนนี้อยู่ในขั้นตอนการเจรจา ยังไม่สิ้นสุด

แผนเร่งเครื่อง "ล้างหนี้" ของบางกอกแลนด์ เริ่มขึ้นตั้งแต่การตัดขายหุ้น 54.69 ล้านหุ้น หรือ 42.2 % ของบริษัทย่อย คือ "อิมแพ็ค เอ็กซิบิชั่น แมเนจเม้นท์" หรือศูนย์การประชุมอิมแพค ให้กับ "Juutland Limited" ในเดือนเมษายน 2550 คิดเป็นเงินประมาณ 7,000 ล้านบาท (หรือหุ้นละ 127.99 บาท) โดยได้รับกำไรประมาณ 2,860 ล้านบาท

อนันต์ชี้แจงว่า การขายหุ้นอิมแพ็ค จะทำให้บริษัทได้เงินเพิ่มขึ้นอีก 7,000 ล้านบาท นำไปชำระหนี้ และซื้อคืนหุ้นกู้ในราคาต่ำกว่าราคาหน้าตั๋ว ซึ่งคาดว่าจะช่วยลดหนี้ได้ประมาณ 10,000-14,000 ล้านบาท จากหนี้จำนวน 24,358 ล้านบาท ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2549 และจะช่วยลดค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยลง 400-500 ล้านบาทต่อปี

แต่นั่นก็เป็น "ผลประโยชน์" ที่ต้องแลกมาด้วยการสูญเสียรายได้ของบางกอกแลนด์ ในระยะยาว 40% จากกำไรสุทธิของ "อิมแพ็ค" หรือคิดเป็นเงินปีละประมาณ 140 ล้านบาท ด้วย

จึงไม่แปลกที่การตัดสินใจเฉือนขายหุ้นอิมแพ็ค ที่เป็นเสมือน "กล่องดวงใจ" ของอนันต์ และบางกอกแลนด์ จะตามมาด้วยเสียงครหา "แม่ขายลูกใช้หนี้" เพราะปัจจุบัน ศูนย์การประชุมอิมแพค เป็นธุรกิจเส้นเลือดใหญ่ สร้างรายได้คิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 1,407 ล้านบาท หรือ 78.72% ของรายได้ทั้งหมดในปีที่ผ่านมาของบางกอกแลนด์

ขณะที่ที่มาที่ไปของ Juutland Limited เจ้าบ่าวปริศนา ยังเป็นเงื่อนงำที่ถูกตั้งข้อสังเกต เมื่อบางกอกแลนด์ ระบุว่าผู้ซื้อได้ออกหนังสือยืนยันว่าไม่ได้เป็น "บุคคลที่เกี่ยวโยงกัน" กับบริษัท พร้อมอ้างถึงเหตุผลทางธุรกิจบางประการ ทำให้ Juutland Limited ไม่สามารถเปิดเผยถึงรายชื่อผู้ถือหุ้นได้

นอกจากปฏิบัติการขายหุ้นอิมแพ็ค หาเงินมาใช้หนี้แล้ว ล่าสุด บางกอกแลนด์ยังเดินเกมเพิ่มทุนจดทะเบียนรอบใหม่ จาก 17,698.02 ล้านบาท เป็นจำนวน 27,829.78 ล้านบาท โดยการออกหุ้นสามัญใหม่ 10,131.76 ล้านหุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 1 บาท จัดสรรให้กับผู้ถือหุ้นเดิมในอัตรา 5.5 หุ้นเดิมต่อ 1 หุ้นใหม่ ในราคา 1 บาท และจัดสรรไว้เพื่อรองรับการแปลงสิทธิ BLAND-W ที่เสนอขายให้กับผู้ถือหุ้นเดิมอีก 7,227.57 ล้านหน่วย

โดยแจงวัตถุประสงค์ของการเพิ่มทุน และการใช้เงินทุนในส่วนที่เพิ่มครั้งนี้ เพื่อใช้ในการใช้คืนหนี้บางส่วนของบริษัท และใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียน

นอกจากนี้ เสี่ยช้างยังสู้ขาดใจ สั่งลุย "ล้างสต็อก!!!" อสังหาริมทรัพย์ที่ค้างอยู่ในมือออกให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ เพื่อระดมเงินมา "ปลดหนี้"

นำมาสู่แอ็คชั่นการ "รีเทิร์น" ตลาดอสังหาริมทรัพย์รอบใหม่ของบางกอกแลนด์ โดยอาศัยจังหวะกระแสคอนโดที่กำลังมาแรง "เคาะสนิม" ห้องชุดที่เหลือในโครงการ "ป็อปปูลาร์ คอนโดมิเนียม" ออกมาทำตลาดใหม่ ประเดิมเปิดตัวล็อตแรกไปเมื่อกลางเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา 550 ยูนิต โดยปรับปรุงตกแต่งเป็นห้องชุดพร้อมอยู่ ขายในราคา 3.5 แสนบาท คิดเป็นมูลค่ารวมประมาณ 220 ล้านบาท

ขณะที่บางกอกแลนด์ยังมีห้องชุดที่เหลือค้างในโครงการ "ป็อปปูลาร์ คอนโดมิเนียม" อีกประมาณ 4 พันยูนิต จากจำนวนห้องชุดรวมทั้งโครงการ 2.7 หมื่นยูนิต 27 อาคาร โดยอนันต์มีนโยบายที่จะ "ปัดฝุ่น" โครงการ และสั่งเดินหน้าลุยโฆษณาประชาสัมพันธ์ เพื่อระบายสต็อกให้หมด ซึ่งคิดเป็นเงินประมาณ 2,000 กว่าล้านบาท

นอกจากนี้ เสี่ยช้างยังปิดการขาย "อินดัสเตรียล คอนโดมิเนียม" 1 อาคาร ให้กับ "ธนาคารกสิกรไทย" ที่จะย้าย "แบ็คออฟฟิศ" เข้ามาอยู่ใน "เมืองทองธานี" ในราคาประมาณ 850 ล้านบาท

ส่วนอีก 1 อาคาร เตรียมให้ "ทรู คอร์ปอเรชั่น" เข้ามาเช่าเป็นอาคารสำนักงาน ซึ่งคาดว่าจะมีรายรับจากค่าเช่าประมาณ 100 ล้านบาทต่อปี นอกจากนี้ ยังอยู่ระหว่าง "ชิงดำ" เป็นสถานที่ก่อสร้าง "มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย" แห่งที่สอง อีกด้วย

ทั้งหมดนี้ คือ "สตอรี่" เพื่อ "คัมแบ็ค" สู่สังเวียนธุรกิจอสังหาริมทรัพย์อีกครั้ง ของ "เสี่ยช้าง" ที่จะเริ่มเห็นมูฟเมนท์ชัดเจน ภายในปี 2551

ขณะที่ในวันประชุมสามัญผู้ถือหุ้น BLAND เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม ที่ผ่านมา มีการส่งสัญญาณ กับผู้ถือหุ้นรายย่อยว่า ตนเองจะซื้อหุ้นเพิ่มทุนของบริษัทอย่างแน่นอน

คำกล่าวทิ้งท้ายของอนันต์ที่สร้างความหวังให้กับบรรดาผู้ถือหุ้น ก็คือ นอกจากจะนำเงินไปสะสางหนี้ให้หมดแล้ว ในปี 2551 จะมีการลงทุนขนาดใหญ่ โดยที่จะไม่ก่อหนี้ใหม่ แต่จะมีการร่วมทุนแทน

ส่วนในระยะยาว เจ้าพ่อบางกอกแลนด์ยังเผยด้วยว่า มีแผนจะนำเงินไปลงทุนพัฒนาในที่ดินที่มีอยู่อีก 1,300 ไร่ บริเวณถนนศรีนครินทร์ ซึ่งอยู่ใกล้กับสนามบินสุวรรณภูมิ

"ที่นั่นจะเป็นแลนด์แบงก์ของเราในอนาคต ซึ่งผมคิดว่าเราน่าจะสร้างที่นี่ให้เป็นเมืองทองธานี 2 แห่งใหม่" อนันต์กล่าวทิ้งท้าย

แจ้งลบกระทู้ หรือ ลบผู้ตอบกลับ ตอบกลับโดย : ป้าสุ(sukhumal) IP ADDRESS : 58.8.167.153 , ,


Posts : 17
Replies : 2624


« Reply #198 เมื่อ 05/08/2007 , 15:18:57 » Edit

Asian Discovery : ฝนที่ตกทางอเมริกา หนาวถึงคนเอเชีย

เราสำรวจการซื้อขายของนักลงทุนต่างชาติใน 6 ประเทศเอเชีย พบว่าสัปดาห์ที่แล้ว มีการขายสุทธิรวม 3.63 พันล้านเหรียญ เพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อนหน้าที่ขายสุทธิ 444 ล้านเหรียญ โดยนักลงทุนซื้อสุทธิในฟิลิปปินส์, อินเดีย และไทย มูลค่า 95, 570 และ 11 ล้านเหรียญตามลำดับ


ขณะที่ขายสุทธิในไต้หวัน, เกาหลี และอินโดนีเซีย มูลค่า 1.7 พันล้านเหรียญ, 2.7 พันล้านเหรียญ และ 27 ล้านเหรียญ ตามลำดับ โดย MSCI-Asia Ex Japan ปรับตัวลงไป 5.4% ตามด้วย FTSE-Asean ปรับตัวลดลง 4%

ขณะที่ตลาดไทยเพิ่มขึ้น 1.3% และหากพิจารณาจากจุดสูงสุดที่ 895.63 จุด เราจะพบว่าผลตอบแทนดัชนีไทยในรูป USD จะอยู่ที่ระดับ 40%Ytd สูงสุดในภูมิภาค

เราคาดว่าปัจจัยที่กดดันการลงทุนในภูมิภาคสัปดาห์ที่แล้วและจะส่งผลต่อเนื่องมายังสัปดาห์นี้ได้แก่ 1) ความกังวลเรื่องสินเชื่อ Sub-Prime ในสหรัฐ ส่งผลทางจิตวิทยามายังกลุ่ม BANK ทั่วโลกให้ต้องกลับมาพิจารณาถึงการปล่อยสินเชื่อของตนในช่วงปีที่ผ่านมามากขึ้น โดยเฉพาะหนี้เสียที่เกิดขึ้นจากฟองสบู่ภาคอสังหาริมทรัพย์ 2) จากปัจจัยที่ 1 จึงกดดันให้ค่าเงิน USD อ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับ JPY ในช่วง 1 สัปดาห์ที่ผ่านมา โดยอ่อนค่าลง 2.3% ส่งแรงกดดันต่อการขายทำกำไรในหลักทรัพย์ทั่วโลก เนื่องจากนักลงทุนมีการทำ Yen Carry Trade ในช่วงที่ผ่านมาเป็นจำนวนมาก 3) ความเป็นไปได้ที่ BoJ อาจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมครั้งหน้า

แต่จากข้อมูลที่เราทราบมาล่าสุด การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยน่าจะเกิดขึ้นหลังจากได้ผลการเลือกตั้งสภาสูงในญี่ปุ่น เพราะฉะนั้นความวิตกข้อนี้ จึงอาจเร็วเกินไปที่จะนำมาคิด

แจ้งลบกระทู้ หรือ ลบผู้ตอบกลับ ตอบกลับโดย : ป้าสุ(sukhumal) IP ADDRESS : 58.8.167.153 , ,


Posts : 17
Replies : 2627
« Reply #199 เมื่อ 05/08/2007 , 15:45:09 » Edit

Tricks and Tips

ช่วยเอสเอ็มอีป้องกัน ระวังพลาดฉุดธุรกิจทรุด

++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

"ข่าวปิดโรงงานแห่งหนึ่งในไทย อาจก่อปัญหากระจายวงสู่เอสเอ็มอีได้ ข้อมูลของคูมเบสจากดาวโจนส์จึงน่าจะเป็นประโยชน์ช่วยผู้ประกอบการตื่นตัวรับสถานการณ์ไม่ดีที่อาจเกิดขึ้น"

++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

ภาวะแวดล้อมทางเศรษฐกิจของไทยช่วงครึ่งปีแรกปีนี้ ยังคงอึมครึมไม่แข็งแกร่งเหมือนค่าเงินบาทเทียบดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งช่วงนี้ยังอยู่ที่ประมาณ 33 บาทกว่าๆ ต่อดอลลาร์ อีกทั้งแนวโน้มการบริโภคกับการลงทุนในไทยกับต่างประเทศช่วงครึ่งหลังของปี ก็ส่อแววแล้วว่าจะหดตัวหรืออยู่ในช่วงขาลง

ในช่วงกลางเดือนก.ค.ที่ผ่านมา ได้ปรากฏข่าวโรงงานผู้ผลิตรองเท้ากีฬาขนาดกลางของไทย ส่งออกให้กับแบรนด์ดังในต่างประเทศ ย่านจังหวัดสมุทรปราการ เกิดปัญหาการเงินแบกรับต้นทุนค่าจ้างไม่ไหว เลย์ออฟคนงานแบบไม่ให้รู้เนื้อรู้ตัว กลายเป็นสัญญาณสร้างความหวาดผวาให้กับตลาดแรงงาน สั่นสะเทือนวงการธุรกิจการลงทุนของไทยอย่างมาก

โดยสัญญาณธุรกิจที่ไม่ดีข้างต้น เริ่มปรากฏให้เห็นแล้วกับธุรกิจขนาดกลางของไทย และไม่มีใครรับประกันได้ว่าการประกาศปิดตัวเองของบริษัทผู้ผลิตรองเท้าส่งออกของไทยข้างต้นจะไม่เป็นหยดน้ำ ที่กระเพื่อมและกระจายวงไปสู่ธุรกิจขนาดใหญ่และขนาดย่อยในประเทศ

ดังนั้นเพื่อความไม่ประมาท ผู้ดูแลคอลัมน์นี้จึงพยายามหาข้อมูลและคำแนะนำ ที่พอจะช่วยเหลือผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะรายย่อยหรือเอสเอ็มอีมือใหม่เพิ่งก่อร่างสร้างตัว ให้สร้างภูมิคุ้มกันรับมือกับปัญหาทุกด้านที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตมานำเสนอ โดยยกตัวอย่างในสหรัฐมาเปรียบเทียบ และอ้างอิงข้อมูลของแอนเดรีย คูมเบส จากสำนักข่าวดาวโจนส์ เรื่อง "ข้อผิดพลาดอันตรายสำหรับเอสเอ็มอี"

คูมเบสชื่นชอบและหยิบยกคำกล่าวของสตีเฟ่น สปินเนลลี รองศาสตราจารย์ด้านการบริหารงานและเพื่อผู้ประกอบการ จาก Babson College ในเมืองเวลเลสลีย์ มลรัฐแมสซาชูเซตส์ ที่ว่าผู้ประกอบการเอสเอ็มอีส่วนใหญ่จากมุมมองผู้เชี่ยวชาญอย่างเขา เชื่อเสมอว่าไม่มีเอสเอ็มอีรายใดไม่เคยทำผิดพลาด และบางครั้งอาจทำผิดพลาดมาแล้วมากมาย เพียงแต่ความผิดพลาดจะเห็นได้มากหรือน้อยนั้น ขึ้นอยู่กับขนาดของตลาดเป็นเป้าหมาย

"ถ้าผู้ประกอบการเอสเอ็มอีอยู่ในตลาดที่มีเม็ดเงินหมุนเวียนอยู่มากมาย ความผิดพลาดย่อมบรรเทาเบาลงได้ เพราะมีส่วนแบ่งเหลือเฟือให้เข้าไปแย่ง แต่เมื่อใดที่เขาหรือเธอเป็นเอสเอ็มอี ที่ทำธุรกิจในตลาดเล็กและแคบ ผู้ประกอบการกลุ่มนี้ไม่ว่าจะรายใดเมื่อผิดพลาดไปแล้ว อาจไม่มีส่วนแบ่งมากพอให้แย่งชิง และอาจจะต้องปิดตัวหรือล้มหายตายจากไปอย่างรวดเร็วและง่ายดาย" สปินเนลลี กล่าว

ขณะที่ Small Business Administration's Office of Advocacy หรือสำนักงานส่งเสริมการบริหารงานธุรกิจขนาดเล็กของสหรัฐ ให้ตัวเลขสถิติธุรกิจรายย่อยในประเทศว่ามีเพียง 44% ของธุรกิจกลุ่มนี้ ซึ่งมีพนักงานเพียง 1 คนหรือมากกว่านี้ สามารถอยู่รอดปลอดภัยเมื่อผ่านพ้นปีที่ 4 ในการทำธุรกิจ

จากข้อมูลและตัวเลขข้างต้นทำให้คูมเบส ระดมสมองและคำแนะนำจากบรรดาผู้เชี่ยวชาญการทำธุรกิจเอสเอ็มอี เพื่อเตือนใจให้ผู้ประกอบธุรกิจเอสเอ็มอีลดความผิดพลาดให้เหลือน้อยที่สุดหรือไม่ผิดพลาดเลยถ้าทำได้

@"การขาดรายละเอียดในแผนธุรกิจ" เป็นคำแนะนำข้อแรก ที่ปรับมาจากไอเดียของคาร์ล ชแรม ประธานของ Ewing Marion Kauffman Foundation ซึ่งเป็นองค์กรประชาสัมพันธ์โปรแกรมต่างๆ ช่วยสนับสนุนผู้ประกอบการ ที่มองว่าผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่ทำผิดพลาด คือไม่เริ่มต้นทำวิจัยไว้ให้มากพอ เกี่ยวกับขนาดของตลาด เพื่อดูว่าจะสามารถตั้งราคาขายได้อย่างไร จะผลิตสินค้าออกไปได้อย่างไร และจะมีอุปสงค์หรือไม่

การคิดเตรียมแผนธุรกิจที่มีรายละเอียด ยังช่วยผลักดันให้เจ้าของเอสเอ็มอีรู้งบตัวเองในกระเป๋า และวางงบไว้ได้ชัดเจนว่า เม็ดเงินเท่าใดที่ตั้งใจจะลงทุนหรือร่วมลงทุน

โดยทอดด์ แมคแครคเคน ประธานของ National Small Business Association องค์กรสนับสนุนเอสเอ็มอีตั้งอยู่ในกรุงวอชิงตัน ปัจจุบันมีสมาชิกเป็นเจ้าของธุรกิจขนาดเล็กทั่วสหรัฐประมาณ 65,000 ราย ใช้ประสบการณ์ในสหรัฐเตือนเอสเอ็มอีหน้าใหม่ของไทยว่า ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีมักมองสถานการณ์แวดล้อมแง่ดีเสมอ ปัญหาจึงอยู่ที่ว่าผู้ประกอบการเหล่านี้ละเลย ไม่จับตาหรือพิจารณาให้ดีก่อนอย่างใกล้ชิดก่อนว่า สิ่งใดกำลังทำให้พวกเขาขาดทุน แต่แผนกับรายละเอียดที่รอบคอบเรื่องงบการเงิน จะช่วยสร้างกรอบเวลา เป้าหมายหรือวัตถุประสงค์ รวมทั้งต้นทุนกับค่าใช้จ่าย

คูมเบสแนะนำว่า หากผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทย ที่ต้องการสร้างหรือมีธุรกิจเอสเอ็มอีเป็นของตัวเองในสหรัฐ สามารถขอข้อมูลและความช่วยเหลือจากศูนย์พัฒนาธุรกิจขนาดเล็กในพื้นที่ต่างๆ ทั่วสหรัฐ หรืออาจขอคำแนะนำจากกลุ่มผู้บริหารที่เกษียณตัวเองไปแล้วทั่วสหรัฐ ซึ่งมีชื่อเรียกกลุ่มตัวเองว่า Score

@ "ไม่ติดต่อปฏิสัมพันธ์กับผู้เชี่ยวชาญ" ถือเป็นข้อผิดพลาดของผู้คิดทำธุรกิจเอสเอ็มอี ที่คิดอยากทำเอสเอ็มอีของตัวเองให้เติบโตดีตั้งแต่เริ่มตั้งไข่ แต่สปินเนลลีให้กำลังใจเจ้าของเอสเอ็มอีคนไทยทั้งในและต่างประเทศว่า อย่ากลัวหรืออายที่จะร้องหาหรือขอความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญในทุกอุตสาหกรรม

โดยสปินเนลลีเปรียบเทียบว่า ผู้เชี่ยวชาญที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาแล้ว สามารถช่วยเจ้าของเอสเอ็มอีปรับปรุงแนวคิด และช่วยให้เจ้าของเอสเอ็มอีในธุรกิจทุกประเภท เลี่ยงปัญหาที่เปรียบเหมือนกับระเบิดให้สามารถหลบพ้นภัยจนสามารถเดินหน้าทำธุรกิจต่อไปได้

ที่สำคัญกว่านั้นสปินเนลลีเล่าว่า บ่อยครั้งที่ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีวิตกและกลัวว่า ผู้เชี่ยวชาญจะขโมยไอเดียของพวกเขาไป ซึ่งเขาเตือนว่าประเด็นนี้ผู้ประกอบการระวังได้แต่ไม่ควรระแวง เพราะจะกลายเป็นข้อผิดพลาดครั้งใหญ่ ที่ไม่ยอมเปิดใจรับฟังคนอื่นบ้าง

ขอให้คิดด้วยว่าเป็นเรื่องยากที่ผู้เชี่ยวชาญจะกลับลำ คิดขโมยความคิดของเจ้าของเอสเอ็มอี เพื่อนำไปใช้หาประโยชน์ให้ตัวเอง ซึ่งปัญหานี้มีโอกาสเกิดขึ้นน้อยมาก หรือไม่เกิดขึ้นเลย

บรูซ ฟิลลิปส์ นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสจาก National Federation of Independent Business Research Foundation ซึ่งเป็นกลุ่มวิจัยที่ไม่แสวงหากำไร มีที่ตั้งอยู่ในกรุงวอชิงตัน แนะนำว่าอย่าทึกทักหรือเหมาเอาว่าการว่าจ้างที่ปรึกษาทำให้ได้ผลลัพธ์ เหมือนกับการพูดคุยกับคนทั่วไป

"เพราะการพูดคุยกับคนทั่วไปนั้น ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีจะไม่ได้ความรู้สึกหรือประสบการณ์เดียวกันกับการพูดคุยกับผู้เคยเป็นหรือผู้คลุกคลีในวงการธุรกิจเอสเอ็มอี ที่ต้องต่อสู้ ต้องตัดสินใจเพื่อเดินหน้าให้ธุรกิจอยู่รอดเติบโตต่อไปได้" ฟิลลิป อธิบาย

@ "ล้มเหลวกับการติดต่อลูกค้า" เป็นความผิดพลาดอีกข้อหนึ่ง ที่คูมเบสสรุปเตือนผู้ประกอบการเอสเอ็มอีหน้าใหม่ ที่มัวแต่ทุ่มเทให้ความสนใจแต่การผลิตสินค้ากับการบริการใหม่ๆ จนบางครั้งลืมให้ความสำคัญกับลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย

"สิ่งที่ผู้ประกอบการมักจะมองข้าม คือไม่ตอบคำถามพื้นๆ ให้ได้เสียก่อน ก่อนจะลุยทำธุรกิจของตัวเองต่อไป ซึ่งคำถามพื้นๆ ที่ว่าอย่างเช่น ทำอย่างไรตัวเองจึงจะเข้าถึงลูกค้าได้ และทำอย่างไรลูกค้าถึงจะเข้าหาผู้ประกอบการได้ รวมถึงสิ่งใดทำให้ลูกค้าเข้าถึงร้านหรือเวบไซต์ที่จัดทำขึ้นได้ และการใช้ภาษากายที่ช่วยให้สินค้าเข้าถึงลูกค้าได้" คูมเบส ระบุ

แจ๊ค ฟุชส์ ที่ปรึกษาทางธุรกิจ และอาจารย์ผู้สอนวิชาการประกอบธุรกิจ จากโรงเรียนธุรกิจฮาสส์ในมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เบิร์กเลย์ ย้ำว่าข้อผิดพลาดอีกอย่างหนึ่งคือผู้ประกอบการเอสเอ็มอีมุ่งเน้นไปที่ตลาดแบบกว้างๆ แทนที่จะพุ่งเป้าไปที่ลูกค้าบริษัทเป็นสำคัญ

"ผู้ประกอบการน้อยรายที่จะออกไปพูดจาหารือกับลูกค้า และทำทุกอย่างที่จะเดินออกไปเพื่อทำงานหาข้อมูล ไอเดียหนึ่งที่จะช่วยได้คือการถามลูกค้าที่มีศักยภาพ เพื่อหาออเดอร์เพิ่มเติมกรณีที่ออเดอร์เก่าขาดช่วง แต่สินค้าที่ผลิตออกมาแล้วกลับยังวางทิ้งไว้ รอคอยผู้มาซื้อ หากเจ้าของเอสเอ็มอีออกไปสำรวจตลาดถามลูกค้าแล้วไม่มีใครอยากซื้อ นั่นอาจเป็นการส่งสัญญาณให้รู้ว่าไอเดียของเขาหรือเธอไม่ได้ผลหรือไม่ติดตลาด" ฟุชส์ อธิบาย

@ "ไม่ยอมปรับตัวรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของตลาด" ชแรมให้คำแนะนำเพื่อเลี่ยงความผิดพลาดในข้อสุดท้ายนี้ว่า ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีจำเป็นต้องรวดเร็วและว่องไวอย่างมาก ในการสนองตอบรับมือความผันผวนเกิดขึ้นในตลาด ด้วยการลองถามผู้ประกอบการประสบความสำเร็จ จะพบว่าบริษัทที่หยุดคิดและหยุดนิ่งอยู่กับที่ ไม่ช่วยให้เกิดผลอย่างที่ต้องการ

"ผู้ประกอบการอาจกำหนดไว้ว่า อยากจะขายสินค้า A แต่ตลาดกลับไม่ต้องการซื้อสินค้า A ดังนั้นผู้ประกอบการต้องรีบเคลื่อนไหว หาหนทางทุกอย่างที่จะเป็นทางแก้ไขด้วยข้อมูลรอบตัวที่ได้รับ เพื่อจะสร้างสินค้า A แบบใหม่แต่อาจเป็น A+1 ให้เป็นสินค้าที่ตลาดต้องการให้ได้" ชแรม กล่าวสรุป

แจ้งลบกระทู้ หรือ ลบผู้ตอบกลับ ตอบกลับโดย : ป้าสุ(sukhumal) IP ADDRESS : 58.8.170.220 , ,


Posts : 17
Replies : 2640
« Reply #200 เมื่อ 06/08/2007 , 09:14:21 » Edit

Subprime Loan & Securitization: เสกกระดาษให้เป็นเงิน

จาก ThaiDayTrade.com

เมื่อวันศุกร์ที่ 3 ส.ค. สถาบัน S&P ปรับลด Credit Rating บ. Bear Stearns Cos. ยักษ์ใหญ่ Top Five ของสหรัฐด้านการลงทุน ที่กำลังเผชิญปัญหา Sub-prime Loan เข้าอย่างจัง สู่ระดับ “Negative” ขณะที่ บรรดานักลงทุนสหรัฐฯ ต่างพากันเร่งขายหุ้น และ Mortgage-Backed Securitized Bond ความปั่นป่วนนี้ สอดคล้องกับ การที่ดัชนีความผันผวนของ Options ในตลาด Chicago ซึ่งเป็นตัวชี้วัดความวิตกของนักลงทุน ได้พุ่งสู่ระดับสูงสุด นับตั้งแต่ มีการเทขายหุ้นในตลาดโลก จาก Unwinding Short Yen Position เมื่อปลายเดือน ก.พ. 50 ที่ผ่านมา………… ปิดตลาด Dow Jones ลบ 281 จุด โดยลดลงรวดเร็ว กว่าร้อยจุด ภายใน 15 นาทีสุดท้าย ………… ดอลลาร์อ่อนค่าลงรวดเร็ว เมื่อเทียบกับ YEN และ ดอลลาร์ร่วงต่ำสุดในรอบ 2 ปี เมื่อเทียบ Swiss Franc ขณะที่ Japanese Government Bond Futures พุ่งขึ้นสู่ Two-Month High

ทำไมคนสหรัฐผิดนัดชำระค่าบ้าน กลับส่งผลมาถึงตลาดหุ้นโลกได้

ก่อนจะเข้าเรื่องการแปรสภาพ Subprime Loan ไปเป็นตราสารอนุพันธ์ CDS (Credit Default SWAP) โดยมี Unwinding Short Yen (also, Swiss Franc) Position เป็นตัวเร่งระเบิดเวลาให้เกิดการปรับฐานในตลาดหุ้นโลก อยากเล่าสู่กันฟังเรื่อง การแปลงสินทรัพย์เป็นทุน (Securitization) เป็นการปูพื้นก่อน

การแปลงสินทรัพย์เป็นทุน (Securitization) คือ นวัตกรรมทางการเงิน แต่ในอีกมุมหนึ่ง มันก็คือ การเล่นแร่แปรธาตุ เสกกระดาษให้เป็นเงิน แล้วโอนความเสี่ยงออกไปให้พ้นตัว

บริษัท Leasing ต้องการเงินมาขยายพอร์ตสินเชื่อ เพื่อขยายฐาน ลูกค้าสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ ครั้นบริษัทจะกู้ธนาคารเพิ่ม ก็อาจจะติดที่ credit line ครั้นจะนั่งรอเงินจากลูกหนี้ ที่ทยอยจ่ายต่อไปในอีกหลายปีข้างหน้า ก็อาจจะเสียโอกาส ในการขยายกิจการ เผลอๆเจอเบี้ยวหนี้ซะอีก

บริษัท Leasing อาจเลือกที่จะขายบัญชีลูกหนี้ให้กับ บริษัท SPV (Special Purpose Vehicle) ที่ตั้งขึ้นมาเป็นนิติบุคคลเฉพาะกิจแทนก็ได้ครับ เมื่อขายสินทรัพย์ ซึ่งในที่นี้คือ บัญชีลูกหนี้แล้ว บริษัทจะได้รับเงินสดในวันนี้ นำไปขยายพอร์ตสินเชื่อล็อตใหม่ได้อีก พร้อมทั้ง โอนความเสี่ยงออกไปให้พ้นตัว ได้อีกด้วย …….. ส่วน SPV จะเป็นผู้ทำหน้าที่ออก Securitized Bond มาขายให้นักลงทุนอีกทีหนึ่ง โดยมีเงินค่างวดที่ลูกค้าสินเชื่อเช่าซื้อ จะทยอยนำมาชำระในอนาคต มาหนุนหลังการออกตราสาร

บริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ เคยกู้ธนาคารมา เพื่อสร้างอาคารพาณิชย์ ในชุมชน ต่อมา แอบรู้มาว่า ทางการ กำลังจะอนุมัติจัดตั้งศูนย์ราชการใหม่ ที่ชานเมือง บริษัทจึงอยากซื้อที่ดินดักรอไว้ หวังรอขายเก็งกำไร แต่ธนาคารไม่ให้กู้ซะแล้ว เพราะ หนี้เก่าที่กู้ไปเพื่อสร้างอาคารพาณิชย์ ยังคืนไม่ครบ แบบนี้ บริษัทก็ทำ Securitization ได้เช่นกันคับ โดยขายสินทรัพย์ให&#63243;กับ SPV แล้วนิติบุคคลเฉพาะกิจนั้น จะนํา Future Cashflow มาเป&#63250;นหลักประกันการออกหุ&#63243;นกู&#63243;ต่อไป

ส่วนนักลงทุนที่นิยมใน Securitized bonds ส่วนใหญ่ จะเป็นกองทุนที่ไม่ชอบเสี่ยง นะครับ เช่น กองทุนบําเหน็จบํานาญ บริษัทประกัน และธนาคาร ………….. ที่เขานิยมลงทุนในตราสารประเภทนี้ เพราะ Securitized Bonds ส่วนใหญ่ได้รับการจัด credit rating สูงกว&#63242;าหุ&#63243;นกู&#63243;ทั่วไป ให้อัตราผลตอบแทนที่น&#63242;าสนใจกว่า เมื่อเทียบกับหลักทรัพย&#63246;อื่น ที่มีความเสี่ยงใกล&#63243;เคียงกัน เนื่องจาก Securitized bonds เป็นตราสารที่มีสินทรัพย์หนุนหลัง (Asset-Backed Bond)

สำหรับในไทยแล้ว Securitization ที่คุ้นเคยกันดี ก็คงจะเป็น บริษัท ธนารักษ์พัฒนาสินทรัพย์ จำกัด ทำหน้าที่เป็น SPV ในการเสนอขายหุ้นกู้ ตามโครงการแปลงสินทรัพย์เป็นทุน(Securitization) กว่า 2 หมื่นล้านบาท เพื่อนำมาใช้ในการก่อสร้างโครงการศูนย์ราชการกรุงเทพมหานคร ถนนแจ้งวัฒนะ โดยหุ้นกู้ตามโครงการนี้ ให้ผลตอบแทนสูงกว่าพันธบัตรรัฐบาล และเงินฝากธนาคาร และได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือระดับสูงสุดที่ AAA โดย TRIS และ FITCH

A Lull before the Strom

ดูแล้วก็น่าจะดี ไม่มีปัญหา Win-Win กันทุกฝ่าย บริษัทสามารถแปลงสินทรัพย์ในอนาคต เป็นเงินสดได้ทันทีในวันนี้ โดยไม&#63242;ต&#63243;องรอ กระแสเงินสดในอนาคต แถมยังโอนความเสี่ยง ที่อาจจะไม&#63242;ได&#63243;รับรายได&#63243;นั้น ออกไปให้ SPV ได้ด้วย จากนั้น บริษัทก็สามารถขยายพอร์ตสินเชื่อได้อีก แล้วก็แปลงเป็นเงินผ่าน Securitization ได้อีก โอนความเสี่ยงออกไปจนพ้นตัว ……………… ถ้าเป็นธนาคาร หรือ Investment banks ก็สามารถ finance กลุ&#63242;มลูกค&#63243;าได้เลย โดยไม&#63242;ต&#63243;องใช&#63243;ฐานเงินทุน จากนั้น ก็นำบัญชีลูกค้าไปทำ Securitization เมื่อได้เงินมา ก็เอาไปขยายพอร์ตสินเชื่อได้อีก แล้วก็แปลงเป็นเงินผ่าน Securitization ได้อีก โอนความเสี่ยงออกไปจนพ้นตัว

ขณะที่นักลงทุนก็ได&#63243;&#63243;ลงทุนในตราสารที่มี Credit rating สูง และ ได้รับอัตราผลตอบแทน ที่ดีกว&#63242;าตราสารหนี้ทั่วไป แถมยังมีความเสี่ยงต่ำกว&#63242;า Unsecured bonds ซะอีก

ปัญหาที่เราจะพูดถึงต่อไป คือ นักลงทุนที่ลงทุนใน bond มีนิสัยไม่ชอบเสี่ยงอยู่แล้ว นักลงทุนเหล่านั้น ไม่ว่าจะเป็น กองทุนบําเหน็จบํานาญ บริษัทประกัน หรือ ธนาคาร ก็ตาม จึงพยายาม โอนความเสี่ยงออกไปให้พ้นตัวเช่นกัน

ตราสารที่ทำหน้าที่ในการโยกย้ายกระจายถ่ายโอนความเสี่ยง จากผู้หลีกเลี่ยงความเสี่ยง ไปยัง ผู้แสวงหาโอกาสจากความเสี่ยง ก็คือ ตราสารอนุพันธ์ ในกรณีของการลงทุนในตราสารที่เกิดจากการทำ Securitization เขาก็จะใช้ Credit Derivative มากำจัดความเสี่ยงด้าน Credit ออกไปให้พ้นตัวเช่นกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หาก ตราสาร Securitized bonds นั้น ไปผูกติดกับ Future Cashflow ของสินทรัพย์ที่มี credit rating ต่ำ ยิ่งต้องใช้ Credit Derivative เข้าไปใหญ่ เพราะตราสาร Securitized bonds นั้น มีสถานะเทียบเท่า Junk Bond ซะแล้ว

ความยุ่งยากซับซ้อนเริ่มก่อตัวขึ้น เมื่อทุกคนล้วนแสวงหาผลตอบแทนที่ดี แต่ไม่มีใครรัก Subprime Loan เลย การโอนความเสี่ยงออกไปเป็นทอดๆ จึงเกิดขึ้น เหมือนดั่งพายุที่พร้อมประทุขึ้นมาท่ามกลางความสงบได้ทุกเมื่อ

A Dangerous Game: One party "sells" risk and the counterparty "buys" that risk.

หลังจากที่ SPV ออกตราสาร Subprime mortgage-backed bond เสนอขายให้กับ กองทุนบําเหน็จบํานาญ บริษัทประกัน ธนาคาร และ นักลงทุนอื่นแล้ว นักลงทุนกลุ่มนี้ ก็จะทำการโอนความเสี่ยงออกไปอีกทีนึงเช่นกัน โดยการออกตราสารอนุพันธ์ Credit Derivative ประเภท CDS (Credit Default SWAP) เสนอขายความเสี่ยงให้กับ Hedge Funds หรือ High Risk Fixed-Income Fund ขณะนี้ ความเสี่ยง ได้ถูกนำมาซื้อขายกันแล้ว โดยมีอันดับความน่าเชื่อถือหรือ เหตุการณ์ที่มีผลต่อการชำระหนี้ของตราสารหนี้ เป็นเดิมพัน ซึ่งหาก Future Casflow เข้ามาไม่ผลิกโผ กองทุนรื่นรมย์ความเสี่ยงทั้งหลาย จะได้รับอัตราผลตอบแทนที่สูงมาก เพราะการเข้าไปผูกพันในแต่ละสัญญา มีข้อกำหนดเรื่อง Margin Requirements น้อยมาก ในทางตรงข้าม หากมีเหตุพลิกผัน กองทุนอุดมเสี่ยงเหล่านั้น จะเป็นผู้แบกรับความเสี่ยงนั้นไว้เต็มๆ

ล่าสุด กลต.ของไทย ก็อยู่ระหว่างการจัดตั้ง High Risk Fixed-Income Fund เพื่อให้สามารถทำธุรกรรม CDS (Credit Default SWAP) กับธนาคารพาณิชย์ซะด้วยซิ

เมื่อเสกกระดาษให้เป็นเงินไม่ใช่เรื่องยาก Securitization จึงเป็นทางออกของผู้ปล่อยกู้เสมอมา ยิ่งแปลงเป็นทุนได้ง่าย ก็ยิ่งเร่งขยายสินเชื่อ …… ในฝั่งลูกค้าสินเชื่อก็ถูกใจ ด้วยการที่กู้ได้ง่าย ใครๆก็อยากให้กู้ เลยกู้หลายๆเจ้าเลย ทั้งเพื่อการอยู่อาศัยและเพื่อการเก็งกำไร …… ในด้านของเจ้าของโครงการ ก็เร่งสร้างกันอย่างเพลิดเพลิน เพราะบัญชีลูกหนี้ สามารถนำไปทำ Securitization ได้ …… แล้ววันหนึ่ง ก็พบว่า supply ล้นเหลือ เหตุ demand จริงๆไม่มีมากขนาดนั้น ผลลัพธ์คือ ราคาบ้านดิ่งลงมา จนเกินปัญญาผู้ที่กู้สินเชื่อมา เพื่อเก็งกำไร จะจ่ายไหว

มาถึงตรงนี้ คงนึกภาพสยองกันออกแล้วใช่ไหมครับ กองทุนลุ้นเสี่ยงทั้งหลาย เคยวางเงินประกัน 10 บาท เพื่อให้ได้อัตราผลตอบแทน 5% จากกองหนี้ 100 บาทตามสัญญา Credit Derivatives แต่ขณะนี้ ต้องหาเงินอีก 90 บาท มาจ่ายค่าเสียหายทั้งหมด ให้กับนักลงทุนในตราสาร Subprime mortgage-backed bond เหล่านั้น จากที่เคยรับอัตราผลตอบแทน 50% จากเงินวางประกัน 10 บาท ตอนนี้กลายเป็น ต้องหาเงินมาเพิ่มอีก 9 เท่า เพื่อรับภาระนั้นแทนนักลงทุน เดือดร้อนไปถึงบริษัทจัดการลงทุน (บลจ.) ซึ่งเป็นผู้จัดตั้ง Hedge Funds หรือ High Risk Fixed-Income Fund เหล่านั้น ให้ต้องสั่งขายหุ้นมากมายทั่วโลก เพื่อรับภาระค่าเสียหายเหล่านั้นต่อไป

คลิ๊กที่นี่ เพื่ออ่านเพิ่มเติม: The Yen Carry Trade กลยุทธ์ Free Money ของ Hedge Funds และ ผลกระทบกับตลาดหุ้นโลก

Source: ThaiDayTrade date 05/08/2007

http://www.thaidaytrade.com/readspecialreport.php?id=1186329314

<< 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15 16 17 18 19 20 21 22 23 24 25 26 27 28 29 30 31 >>
สมาชิกเท่านั้นที่สามารถโต้ตอบในกระทู้นี้ได้