ติดต่อลงโฆษณา ในเวปบอร์ดนี้

Abuse/แจ้งลบ
ABUSE / แจ้งลบ
Your Email :
Why? !
Security Code

หลักการสังคมสงเคราะห์ตามแนวพุทธ

- กลับไปยังหมวดหลักของกระทู้นี้
  - หลักการสังคมสงเคราะห์ตามแนวพุท
แจ้งลบกระทู้ หรือ ลบผู้ตอบกลับ กระทู้โดย : admin IP ADDRESS : 118.172.25.65 , ,

Posts : 51
Replies : 29


« เมื่อ 17/08/2009 , 09:51:36 » Send Topic Set to Print Page Edit


หลักการสังคมสงเคราะห์ตามแนวพุทธ
พระพุทธศาสนามองว่ามนุษย์ และสรรพสิ่งทั้งหลายเป็นทุกข์ หรือปัญหา และปัญหานั้นมนุษย์เราสามารแก้ไขได้ ในทางปฏิบัติและพระพุทธศาสนานั้นมุ่งไปสู่การแก้ไขปัญหา แต่ในแง่ของการสังคมสงเคราะห์เราสามารถที่จะนำหลักการสงเคราะห์ตามแนวพระพุทธศาสนามาปฏิบัติได้ และหลักการสังคมสงเคราะห์ตามแนวพระพุทธศาสนา ประมวลได้ ๗ ประการ ดังนี้
๑. ต้องคำนึงถึงหลักเหตุผลเป็นสำคัญ
พระพุทธศาสนามองว่าสิ่งต่างๆ ดำเนินไปตามเหตุปัจจัย หรือดำเนินไปอย่างมีเหตุมีผล
ปัญหาย่อมเป็นสิ่งที่เกิดแต่เหตุ ดังนั้นการแก้ไขปัญหาตามทรรศนะของพระพุทธศาสนาจะต้องแก้ไขที่เหตุของปัญหานั้น เมื่อบุคคลแก้ไขปัญหาที่เหตุของการก่อให้เกิดปัญหาแล้วย่อมจะเกิดผลของการดับปัญหานั้น นี้เป็นกฎธรรมชาติที่เป็นหลักทางพระพุทธศาสนา
หลักของการแก้ไขปัญหาตามเหตุตามปัจจัยนี้ สามารถกล่าวโดยสรุปโดยอาศัยคำกล่าวของพระอัสสชิเถระที่กล่าวแก่อุปติสสมาณพ (พระสารีบุตร) ว่า
“เย ธมฺมา เหตุปฺปภวา เตสํ เหตุ ตถาคโต
เตสัญฺจ โย นิโรโธ เอวํ วาที มหาสมโณฯ “
หมายความว่า ธรรมเหล่าใดเกิดแต่เหตุ พระตถาคตตรัสเหตะแห่งธรรมเหล่านั้น และความดับแห่งธรรมเหล่านั้น พระมหาสมณะมีปกติทรงสั่งสอนอย่างนี้( วินย. ๔/๖๕/๕๗)
๒. ต้องยึดหลักทางสายกลาง
หลักทางสายกลางเป็นหลักการแก้ไขปัญหาทางพระพุทธศาสนาที่สำคัญมาก ในธัมมจัก
กัปวัตนนสูตร (วินย. ๔/๑๓/๑๖) พระพุทธองค์ได้ตรัสถึงวิธีการแก้ไขปัญหาที่ผิดพลาด ๒ ประการ คือ การมสุขัลลิกานุโยค คือการหมกหมุ่นในความสุขทางกาม กับอัตตกิลมถานุโยค คือการทรมานตนให้ลำบาก พระองค์ตรัสว่าการกระทำทั้งสองประการนี้ไม่ใช่ทางที่จะทำให้บุคคลบรรลุถึงการดับทุกข์ได้ และทรงเสนอการปฏิบัติตามหลักที่ถูกต้อง คือ มัชฌิมปฏิปทา หรือทางสายกลาง (มรรคมีองค์ ๘)
ตามแนวพระพุทธศาสนาทางสายกลางคือการปฏิบัติไม่ตึงจนเกินไปและไม่หย่อนจนเกินไป เป็นการปฏิบัติที่พอเหมาะพอดีและให้สำเร็จประโยชน์ ในแง่ของการสังคมสงเคราะห์ทางสายกลางได้แก่ การไม่สงเคราะห์เน้นหลักทางด้านวัตถุจนเกินไปจนลืมด้านจิตใจ หรือไม่เน้นทางด้านจิตใจจนลืมวัตถุ แต่เป็นการสงเคราะห์ทั้งทางด้านวัตถุและจิตใจไปพร้อมๆ กัน
๓. ต้องยึดหลักพึ่งตนเอง
ทางพระพุทธศาสนาการสงเคราะห์ผู้ที่มีปัญหานั้นต้องให้ความร่วมมือ และปฏิบัติด้วย
ตนเอง พระพุทธองค์เป็นแต่เพียงผู้บอกหนทางไปสู่ความดับทุกข์ (ปัญหา) ส่วนการเดินทาง(ลงมือปฏิบัติ) นั้นเป็นหน้าที่ของผู้ที่ต้องการพ้นทุกข์หรือปัญหาจะต้องเป็นผู้ปฏิบัติเอง ไม่สามารถให้ใครมาลงมือปฏิบัติแทนได้
หากมองในแง่สังคมสงเคราะห์ ปัญหาต่างๆ เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจากเหตุปัจจัยในลักษณะที่เป็นเหตุเป็นผล ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะอำนาจสิ่งศักดิ์สิทธิ์ภายนอก ดังนั้นการแก้ไขปัญหาจึงเป็นเรื่องของเหตุผล มนุษย์จะต้องเป็นผู้ลงมือกระทำเหตุปัจจัยที่เป็นการแก้ไขปัญหาเอง หรืออาจกล่าวอีกนัยหนึ่งว่า ช่วยเขาเพื่อให้เขาสามารถช่วยเหลือตนเองได้ หรือการพึ่งตนเองได้ตามทรรศนะของพระพุทธศาสนาก็คือ การที่บุคคลสามารถแก้ไขปัญหาต่างๆ ด้วยตนเองได้
๔. ต้องเป็นไปอย่างสมดุล
พระพุทธศาสนาเน้นทางสายกลางเป็นหลักให้ปฏิบัติให้พอเหมาะพอดี ไม่เคร่ง
เกินไป คือไม่เน้นในการพัฒนาวัตถุมากเกินไป (กามสุขัลลิกานุโยค) และไม่เน้นการพัฒนาจิตใจจนเกินไป (อัตตกิลมถานุโยค) พระพุทธองค์ให้ดำเนินชีวิตด้วยการปฏิบัติแต่พอดี พัฒนาทั้งทางด้านวัตถุและจิตใจไปพร้อมๆ กัน
อีกประการหนึ่ง อริยมรรคมีองค์ ๘ บุคคลต้องปฏิบัติไปพร้อมๆ กันไม่สามารถจะแยกออกได้ หรือปฏิบัติทั้งศีล สมาธิ และปัญญาไปอย่างสมดุลกัน
๕. ต้องค่อยเป็นค่อยไปตามความเหมาะสม
หลักทางสายกลางคือต้องปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอ ต้องมีความพยายามอย่างต่อเนื่อง จน
กว่างจะประสบความสำเร็จตามวัตถุประสงค์ ไม่ปฏิบัติตึงเกินไปและไม่หย่อนจนเกินไป ที่พระองค์เปรียบเหมือนสายพินสายสาย สายหนึ่งตึงก็ทำให้ไม่เพราะ ถ้าหย่อนเกินก็ไม่เพราะ ต้องทำให้สายพอดี ปานกลาง จึงจะไพเราะ
๖. ต้องสอดคล้องจุดหมายหลักของชีวิต
หลักธรรมทางพระพุทธศาสนาล้วนแต่มีความสัมพันธ์เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เพราะสืบ
เนื่องมาจากหลักสัจจธรรมเดียวกัน เป็นไปเพื่อจุดประสงค์เดียวกัน คือความดับทุกข์ หรือปัญหาอันเป็นเป้าหมายสูงสุดของชีวิต เพราะฉะนั้น การสังคมสงเคราะห์ตามแนวพุทธจะต้องสอดคล้องกับจุดมุ่งหมายหลักของชีวิต คือการดับทุกข์ หรือปัญหา ได้
ในทางปฏิบัติ หลักการนี้เป็นหลักการสำหรับตรวจสอบว่า การกระทำนั้นๆ ถูกต้องหรือไม่ ถ้าหากการสงเคราะห์นั้นเป็นไปเพื่อเพิ่มพูนปัญหา อันเป็นทางตรงกันข้ามกับการดับทุกข์ หรือปัญหา ตามหลักอริยสัจสี่แล้ว ถือได้ว่าการปฏิบัตินั้นไม่ถูกต้องตามหลักการของพระพุทธศาสนา
๗. ต้องไม่ก่อทุกข์ให้แก่ตนเองและผู้อื่น
หลักธรรมข้อนี้เป็นผลของการกระทำ การกระทำนั้นเป็นไปเพื่อความไม่เบียดเบียน
ตนเอง และผู้อื่น เป็นไปเพื่อการป้องกัน แก้ไข ส่งเสริมพัฒนา ทั้งบุคคล กลุ่มชน และเป็นการพัฒนาสังคม ทำให้ปัญหาสังคมลดลงไป ไม่เพิ่มปัญหาให้แก่สังคม
หลักการปฏิบัติทั้ง ๗ ประการนี้ ถือได้ว่าเป็น “หลักการสังคมสงเคราะห์ตามแนวพุทธ”เพราะว่าเป็นหลักในการสงเคราะห์ช่วยเหลือตนเอง และช่วยเหลือผู้อื่น ให้ดีขึ้นต่อไป และสอดคล้องกับจุดประสงค์ของการสังคมสงเคราะห์อย่างสมบูรณ์


ตอบกลับกระทู้นี้
  ไอคอนข้อความ :
** ชื่อ : สมัครสมาชิก : เข้าสู่ระบบ
** Security Code : ! ใส่ Code ตามที่ปรากฏที่ภาพด้านข้าง
กรุณากด F5 หาก Security Code ไม่แสดงผล
  อีเมล์ :
  รูปภาพประกอบ : ขนาดไม่เกิน 100KB **สมาชิกเท่านั้น
(BBZnet.com เพิ่มเนื้อที่เก็บภาพให้แต่ละบอร์ดมากถึง 1GB ต้องการมีเว็บบอร์ดของตัวเอง คลิกที่นี่เพื่อสมัครสมาชิก)
  ยินดีให้รูปประกอบนี้ ไปให้บริการ ส่งรูปภาพเข้ามือถือ ยินดี ไม่ยินดี
** ข้อความ :

ไอคอนอื่นๆ
  ใช้ไอคอน
B i U URL CENTER IMG Li Font QUOTE Special Tag
( เปลี่ยนไปใช้งานแบบ HTML Editor Mode, ต้องการ IE6+ และเปิดใช้งาน Java Script )
    คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ webmaster@bbznet.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด