Photobucket


ติดต่อลงโฆษณา ในเวปบอร์ดนี้

Abuse/แจ้งลบ
ABUSE / แจ้งลบ
Your Email :
Why? !
Security Code

เตรียมสอบ Comprehensive ครั้งที่ 1 31/01/53 ( ตวามจำสั้น )

- กลับไปยังหมวดหลักของกระทู้นี้
  - เตรียมสอบ Comprehensive ครั้งที่ 1 31/01/53 ( ตวามจำสั้น )
แจ้งลบกระทู้ หรือ ลบผู้ตอบกลับ กระทู้โดย : admin IP ADDRESS : 111.84.87.187 , ,

View full-size image

Posts : 70
Replies : 382


« เมื่อ 30/01/2010 , 01:17:02 » Send Topic Set to Print Page Edit


ข้อ 1. ปรัชญาเชิงศาสตร์
ศาสตร์ คือ ความรู้ที่มีการทดลองเป็นระบบ เป็นที่ยอมรับไม่งมงาย กระบวนการคิดที่เป็นระบบ มีเหตุผล มีขั้นตอน ค้นคว้า ทดลอง ทดสอบ ทำซ้ำพิสูจน์จนได้รับการยอมรับจากคนส่วนใหญ่ สนใจศึกษาเป็นสิ่งที่เปลี่ยนแปลงได้แต่ยากมาก

รัฐศาสตร์ Political Science คือศาสตร์ที่ว่าด้วยรัฐ อันเป็นสาขาหนึ่งของวิชาสังคมศาสตร์ที่กล่าวถึงเรื่องราวเกี่ยวกับรัฐ การวิวัฒนาการ มีกำเนิดมาอย่างไร สถาบันทางการเมืองทำหน้าที่ดำเนินการปกครอง มีกลไกไปในทางใด การจัดการองค์กรต่างๆ ในทางปกครอง รูปแบบ ของรัฐบาลหรือสถาบันทางการเมือง ที่ต้องออกกฎหมายและรักษาการณ์ให้เป็นไปตามกฎหมายเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของปัจเจกชน (Individual) กลุ่มชน (Group) กับรัฐ และความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับรัฐตลอดจนแนวคิดทางการเมือง ที่มีอิทธิพลต่อโลก ตลอดจนการแสวงหาอำนาจของกลุ่มการเมืองหรือสถาบันการเมืองต่างๆเพื่อปกครองรัฐให้เป็นไปด้วยดีที่สุด

1. การเมือง
2. การปกครอง
3. สถาบัน
4. อำนาจ
5. ความขัดแย้งและร่วมมือ
6. การจัดสรรทรัพยากร

รัฐศาสตร์ เน้นศึกษา
1 รัฐ (State) 2.สถาบันการเมือง (Political Institution) 3. ปรัชญาการเมือง

กระบวนการทางการเมือง คือ วิธีการใช้อำนาจอธิปไตย ได้แก่ บริหาร นิติบัญญัติ ตุลาการ
กลุ่มผลประโยชน์ คือ กลุ่มซึ่งสมาชิกมีผลประโยชน์คล้ายคลึงกัน จัดตั้งขึ้นเพื่อแสดง เรียกร้อง ปกป้องผลประโยชน์ เป็นการกดดันหรือต่อรองให้ผู้มีอำนาจตัดสินใจตัดสินเอื้อประโยชน์แก่ตน
หน้าที่ของกลุ่มผลประโยชน์ คือสะท้อนให้รัฐ หรือสังคมเห็นความต้องการของกลุ่มตน เพื่อให้สังคมและรัฐตอบสนองความต้องการของกลุ่มตน
พรรคการเมือง คือ กลุ่มที่รวมกันด้วยอุดมการณ์,ผลประโยชน์ โดยส่งสมาชิกเข้าเลือกตั้ง เพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจทางการเมือง (เป็นรัฐบาล)
พัฒนาการของรัฐศาสตร์

1.ยุคคลาสสิค แนวปรัชญา เน้น คำถาม ตอบเรื่องจริยธรรม ,ตรรกะเหตุผล
2.ยุคพฤติกรรมศาสตร์ องค์ความรู้เป็นเหตุผล คาดการณ์ทำนายเหตุการณ์
3.ยุคหลังพฤติกรรมศาสตร์ ,สหวิชา สนใจปัญหาสังคมมากขึ้น ศึกษาใช้ Approach

-กระบวนทัศน์ หรือ Paradigm Shift คือ แนวทางที่ยึดกันมาการเปลี่ยนใหม่แบบถอนรากถอนโคน เช่น ไอแซค นิวตัน เช่น เปลี่ยนความเชื่อเดิมที่ว่าโลกแบนหรือการเปลี่ยนแปลงอย่างมากมายในสังคมไทย ในสมัยร.5 การเปลี่ยนกระบวนทัศน์ Paradigm Shift

กระบวนทัศน์ มาจากภาษาอังกฤษว่า "Paradigm" (พาราไดม์ ) คือแนวทางที่ยึดกันมา
การเปลี่ยนใหม่แบบถอนรากถอนโคน (Paradigm Shift ) เป็นการเปลี่ยนวิธีคิดใหม่ เป็นการเปลี่ยนแนวทางหรือวิถีทัศน์ในการมองโลก เนื่องจาก สิ่งที่เป็นเรื่องปกติหรือทำซ้ำแล้วซ้ำอีก ก่อให้เกิดสิ่งที่ โธมัส เอส คูณห์ เรียกว่า ศาสตร์ปกติธรรมดา (Normal Science) ซึ่งพจนานุกรมสังคมวิทยาบัญญัติไว้ว่า เป็นสิ่งที่มีการกระทำเป็นปกติวิสัยซ้ำแล้วซ้ำอีก (The kind of science routinely done day after day ) นั้น เมื่อเวลาผ่านไป สิ่งที่เป็นศาสตร์ปกติซึ่งไม่อาจจะแก้ได้ภายในทัศนะแม่บทเพียงทัศนะเดียว และ ณ จุดนี้ คูณห์ กล่าวว่า มีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้น (Anomalies) ซึ่งอาจจะเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ เช่นการเปลี่ยนแนวคิดของไอแซค นิวตันมาเป็นแนวของไอน์สไตน์ เรียกว่า ศาสตร์ปฏิวัติ (RevolutionaryScience)ในที่สุด
ศาสตร์ปกติ (Normal Science)
ความรู้ วิธีการหาความรู้ที่เป็นระบบ ของชุมชนวิชาการของคนสมัยนั้น ตอบปัญหาทุกอย่าง คนยอมรับเป็นเหมือนจิ๊กซอว์ คนเชื่อว่ามีคำตอบแล้วหาให้พบ เป็นการเฉลยปริศนา จนเกิดความผิดปกติ (Anomaly) ขึ้นมา กลายเป็นพาราไดม์ที่ได้รับการยอมรับ
แต่ถ้าตอบคำถามไม่ได้ ก็ล้มล้างและไปสร้างพาราไดม์ขึ้นมาใหม่ ภายในกรอบเดิม มี Concept มีคำเกิดขึ้นใหม่ เป็นวลี ประโยค ฐานสมมติ เกิดสมมติฐานขึ้นเป็นทฤษฎี แล้วแสวงหาพาราไดม์ใหม่
ความสามารถในการเปลี่ยนกระบวนทัศน์ได้นี้ คือ การที่คนเรายึดถือพาราไดม์เดียวและเกิดการเปลี่ยนแปลงพาราไดม์ได้นั้น ต้องขึ้นอยู่กับการยอมรับของคน ทั้งนี้ไม่ใช่เรื่องที่เปลี่ยนกันง่ายๆ ต้องมีการปฏิวัติ (Revolution: รีโวลูชั่น) วิกฤติการณ์ (Crisis:ไครซีส) ชีวิตที่ไม่ปกติสุข (Anomaly: อะนอมมะลิ) และใช้เวลานาน
วิธีกระบวนทัศน์ที่มีการเปลี่ยนแปลง คือ การแสวงหาความรู้แบบวิทยาศาสตร์ที่อ้างความเป็นจริงแล้ว ก็หลีกเลี่ยงเรื่องของศรัทธา หรือความยึดมั่นในความคิด หรือกระบวนทัศน์ ในการพัฒนาความรู้ และศาสตร์ โดยการแยกการศึกษาส่วนย่อย ๆ ของโลกแห่งความเป็นจริง
ตัวอย่างการเปลี่ยนกระบวนทัศน์
1) แนวคิดโลกแบนมาเป็นโลกกลมแบบไอแซค นิวตัน
การเปลี่ยนความเชื่อเดิมที่ว่าโลกแบนนั้นคือการเกิด Paradigm Shift หรือ Deconstruction ขึ้นมา คือสิ่งที่เราสร้างขึ้น สามารถรื้อได้แล้วสร้างใหม่ได้ แต่ฐานยังเหมือนเดิม เช่นการรื้อตึกแล้วสร้างขึ้นมาในที่เดิม

2) การเปลี่ยนแปลงอย่างมากมายในสังคมไทย ในรัชกาลที่ 5
3) การมองโลกแบบอะตอม หรือ Atomism (แบบแยกย่อย) เปลี่ยนมาเป็นการมองอย่างองค์รวม
4) กระบวนทัศน์เก่าเน้นการแข่งขัน แสวงหากำไร กระบวนทัศน์ใหม่เน้นความร่วมมือเอื้ออาทร
5) กระบวนทัศน์เก่าเน้นตะวันตก สนับสนุนจักรวรรดินิยม การล่าอาณานิคม กระบวนทัศน์ใหม่เน้นความเท่าเทียม การยอมรับวัฒนธรรมที่หลากหลาย
6) กระบวนทัศน์เก่าเน้นการรวมอำนาจ กระบวนทัศน์ใหม่ เน้นการกระจายอำนาจ
7) กระบวนทัศน์เก่าปฏิเสธความสำคัญของโลกจิตวิญญาณ กระบวนทัศน์ใหม่ เน้นความสำคัญของจิตวิญญาณ
8) กระบวนทัศน์เก่าเน้นความสำคัญของบทบาทผู้ชาย กระบวนทัศน์ใหม่ เน้นความเสมอภาคทางเพศ

ดังนั้น แนวคิดแบบ Paradigm shift มีจริง และส่งผลให้มีการเปลี่ยนแปลงที่มีผลกระทบต่อสังคมไทยในแง่ดี ซึ่งอดีตประเทศไทยอยู่ในยุคทุนนิยม เลียนแบบวัฒนธรรมตะวันตก นิยมของนอก ต่อมาเกิดวิกฤตทางเศรษฐกิจ ทำให้ประเทศไทยได้รับผลกระทบโดยตรง และเปลี่ยนจากแนวความคิดที่ต้องการ “ พัฒนา “ ให้เป็นแบบตะวันตก มาเป็น “ เศรษฐกิจที่พอเพียง” กลับเข้าสู่ยุคเกษตรกรรม หันกลับมานิยมไทย ส่งเสริมวัฒนธรรมไทย ซึ่งเป็นผลดีต่อประเทศไทย โดยยกระดับคุณภาพต่าง ๆ ของสังคมไทย ให้เป็นสังคมอุดมสุข และสังคมอุดมธรรม


การเมือง คือ การเมืองเป็นเรื่องของอำนาจ โดยเป็นการต่อสู้กันเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจและอิทธิพล ในการบริหารกิจการบ้านเมือง
การเมืองเป็นการต่อสู้ช่วงชิง การรักษาไว้และการใช้อำนาจทางการเมือง โดยที่อำนาจทางการเมืองหมายถึงอำนาจในการที่จะวางนโยบายในการบริหารประเทศหรือสังคม

singhthong007@yahoo.com

แจ้งลบกระทู้ หรือ ลบผู้ตอบกลับ ตอบกลับโดย : admin IP ADDRESS : 111.84.87.187 , ,


View full-size image

Posts : 70
Replies : 383
« Reply #1 เมื่อ 30/01/2010 , 01:19:40 » Edit
ความหมายของ Approach และความสำคัญของ Approach
ความหมาย มีนักวิชาการให้ความหมายของแนวศึกษาวิเคราะห์ทางรัฐศาสตร์ไว้หลากหลาย เช่น
อแลน ซี ไอแซค ซึ่งเขียนหนังสือเรื่องขอบข่ายและแนวการศึกษารัฐศาสตร์ (Scope and Methods of Political Science) กล่าวว่าแนวการวิเคราะห์ในการศึกษาก็คือกลยุทธโดยทั่วไปที่เราใช้ในการวิเคราะห์ปรากฎการณ์ในทางการเมือง โดยแนววิเคราะห์ในการศึกษาจะให้กรอบ ให้รูปแบบ ให้ตัวแบบ ให้แนวคิด เพื่อให้เราสามารถทำความเข้าใจกับปรากฎการณ์ทางการเมืองในขอบข่ายที่กว้างที่สุดเท่าที่จะทำได้โดยอาศัยแนวคิดหลักเพียงแนวคิดเดียว
วิลเลี่ยม เอ. เวลช์ เขียนหนังสือเรื่อง Studying Politic บอกว่า Approach คือชุดหรือกลุ่มของคอนเซ็ปต์ที่มุ่งเน้นหรือให้ความสำคัญกับประเด็นทางการเมืองด้านใดด้านหนึ่ง โดยปกติ Approach จะประกอบไปด้วยคอนเซ็ปต์หลักเพียงคอนเซ็ปต์เดียว
เวอร์นอน แวน ไดค์ (Vernon Van Dyke) เขียนหนังสือเรื่อง Political Philosophy บอกว่า Approach หนึ่งๆจะประกอบด้วยมาตรการในการเลือกสรรปัญหาหรือคำถามที่จะนำมาพิจารณาและเลือกข้อมูลที่จะนำมาใช้ และจะบอกว่าข้อมูลชนิดใดที่สามารถนำมาใช้ได้และชนิดข้อมูลชนิดใดนำมาใช้ไม่ได้
จากนิยามของนักวิชาการข้างต้นผู้ตอบมองว่า Approach ในทางรัฐศาสตร์ หมายถึงกรอบความคิด และเนื่องจากกรอบความคิดหนึ่งๆจะมีแนวคิดหลักปรากฎอยู่เพียงแนวคิดเดียว จะช่วยให้การศึกษาปรากฏการณ์ทางการเมืองเป็นไปอย่างมีทิศทาง และมีขอบเขตที่ชัดเจน
ประโยชน์ของแนวทางการศึกษาวิเคราะห์
1.ช่วยในการเลือกสรรคำถาม และ เลือกสรรข้อมูลที่เราจะนำมาใช้ในการศึกษา
2.Approach ช่วยเป็นกรอบหรือเป็นเครื่องมือที่ใช้ในการมองปัญหา กล่าวคือเมื่อเราเจอปัญหาทางการเมืองหนึ่งๆเราจะคิดได้ว่าเราควรจะมองปัญหานี้ด้วยมุมมองของแนววิเคราะห์ใดจึงจะดี
3.เป็นเครื่องมือในการวิเคราะห์ที่สำคัญที่จะทำให้เราเข้าใจเหตุการณ์ในทางการเมืองได้กระจ่างชัดขึ้น
4.เป็นเค้าโครงหรือโครงสร้างของสรรพสิ่งที่ต้องการศึกษาหรือทำความเข้าใจ





Approach

1. แนววิเคราะห์กฎหมาย/สถาบัน เป็นการวิเคราะห์สถาบันการเมือง เช่นรัฐธรรมนูญ รัฐบาล รัฐสภา โดยใช้บทบัญญัติของกฎหมาย เป็นการศึกษาดูการแบ่งหน่วยงาน ความรับผิดชอบ ภายในองค์กรของสถาบันนั้นๆตามกฎหมาย เช่น ดูระบบรัฐสภาองกฤษ ประธานาธิบดีสหรัฐ วิเคราะห์บทบญญัติของรัฐธรรมนูญไทย ฯลฯ
2. แนววิเคราะห์ระบบการเมือง เป็นการศึกษาภาพใหญ่ของระบบการเมืองไทยโดยรวม ระบบการเมือง Political system ของ เดวิด อีสตัน
พื้นฐานของระบบการเมืองได้แก่
Input มี Demand ความต้องการ และ Support การสนับสนุน
Conversion Process คือการตัดสินใจของผู้มีอำนาจในระบบการเมือง
Output ได้แก่ นโยบาย กฎหมาย
Feedback และสิ่งแวดล้อมภายในที่กดดันระบบอยู่

4. วิเคราะห์เชิงชนชั้นนำ Elite Approach หมายถึงแนวทางในการศึกษาหรือแนวทางในการทำความเข้าใจเรื่องราว หรือปรากฎการณ์ทางการเมืองโดยพิจารณาไปที่บทบาทของชนชั้นนำในสังคม
สังคมประกอบไปด้วย 2 ชนชั้น คือ ชนชั้นนำและชนชั้นล่าง ชนชั้นนำเป็นคนสวนน้อยในสังคม แต่มีอำนาจครอบงำชนชั้นล่างที่เป็นคนส่วนใหญ่ของสังคมเนื่องจากชนชั้นนำเป็นคนที่คุมอำนาจทางเศรษฐกิจ คือ เงิน ร่ำรวย เมื่อมีอำนาจทางการเมือง อำนาจทางด้านอื่นก็เพิ่มพูนขึ้น ทำให้ชนชั้นนำเป็นคนกำหนดชะตากรรมของคนทั้งสังคม

5.แนววิเคราะห์เชิงประวัติศาสตร์ ศึกษาเรื่องราวในอดีต ปัจจุบัน อนาคต โดยมีหลักฐาน


รัฐศาสตร์ไร้น้ำยา
ทำไมจึงกล่าวว่ารัฐศาสตร์ไร้น้ำยา รัฐศาสตร์ไร้น้ำยาเมื่อมีความกลัวจนทำให้ไม่มีความกล้าที่จะพูด ไม่มีความกล้าที่จะแสดงออกถึงพลังที่กล้าหาญ ทั้งที่รัฐศาสตร์ได้มีความสำคัญเมื่อในหลวงขึ้นครองราชย์ ได้ประกาศคำรัฐศาสตร์ออกมาคือ เราจะปกครองแผ่นดินโดยธรรม คำว่าธรรม ทำให้รัฐศาสตร์ได้รับการยกย่องว่าเราต้องการสังคมที่ดี ไม่มีการกดขี่ข่มเหง ไม่เล่นพรรคเล่นพวก ถ้ากล้าพูด รัฐศาสตร์ก็กลายเป็นผู้นำสังคม ถ้ากลัวไม่กล้าพูด รัฐศาสตร์จึงไร้น้ำยา


สาเหตุของความไร้น้ำยาของรัฐศาสตร์ในสหรัฐ มีดังนี้
1) นักศึกษาไม่ทราบว่าเรียนไปเพื่อจุดประสงค์อะไร ทำอะไรได้บ้าง ไม่เป็นที่ต้องการของตลาด งานอาชีพ
2) รัฐศาสตร์ในสหรัฐได้ละเลยพื้นฐานทางปรัชญา ไม่มีความเป็นตัวของตัวเอง

วิธีไม่ให้รัฐศาสตร์น้ำยา มีดังนี้
1) กล้าคิดในสิ่งที่สมควรคิดอย่างถูกต้องทำนองคลองธรรม
2) กล้าพูดในสิ่งสมควรพูดอย่างถูกต้องทำนองคลองธรรม
3) กล้าทำในสิ่งที่สมควรทำอย่างถูกต้องทำนองคลองธรรม


สัมพัทธนิยม (Relativism)
สัมพัทธนิยม เป็นแนวคิดที่ถือว่า การกระทำไม่ได้จัดว่าดีหรือชั่ว ถูกหรือผิด แน่นอนตายตัวในตัวมันเอง แต่ดี ชั่ว ถูก ผิดของการกระทำขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมที่กระทำ คือถือว่า ดี ชั่ว ถูก ผิด อาจเปลี่ยนไปตามสภาพแวดล้อมที่กระทำ ค่าทางจริยธรรมของการกระทำ คือ ดี ชั่ว ถูก ผิด ควร ไม่ควร จะมีลักษณะสัมพัทธ์ คำว่า “ สัมพัทธ์ ” ณ ที่นี้ หมายความว่า สิ่ง ๆ หนึ่งเปลี่ยนแปลงไปตามเหตุปัจจัยภายนอก ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขและปัจจัยหลายอย่าง เช่น น้ำ ซึ่งมีลักษณะไม่ตายตัว เปลี่ยนแปลงไปตามภาชนะที่บรรจุใส่ การกระทำของบุคคลก็เป็นเช่นเดียวกัน ดังนั้น กลุ่มแนวคิดสัมพัทธนิยมจึงมีทัศนะว่า ดี ชั่ว ไม่ใช่สิ่งที่ตายตัว การกระทำหนึ่งจะดีหรือชั่ว ถูกหรือผิด ควรหรือไม่ควร ล้วนขึ้นอยู่กับสิ่งอื่นมากำหนด
จากคำนิยามนี้ จะหมายความว่า ในทัศนะของชาวสัมพัทธนิยม ค่าทางจริยธรรม และเกณฑ์ตัดสินจริยธรรมมิได้มีอยู่อย่างแน่นอนตายตัว แต่ขึ้นอยู่กับบุคคลหรือสังคม เกณฑ์ที่ใช้ตัดสินค่าทางจริยธรรมจึงแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล และสังคม ดังนั้น การกระทำอย่างหนึ่งอย่างใดจะดีหรือชั่ว ถูกหรือผิด ควรหรือไม่ควร จึงขึ้นอยู่กับเงื่อนไขและปัจจัยหลายอย่าง เช่น บุคคล เวลา สถานที่ สภาพแวดล้อม จารีตประเพณี สภาพทางเศรษฐกิจ เป็นต้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้มีส่วนในการกำหนดความดี ความชั่ว ในสถานการณ์หนึ่ง สิ่งหนึ่งหรือการกระทำหนึ่งอาจดีหรือถูก แต่ในอีกสถานการณ์หนึ่ง สิ่งเดียวกันหรือการกระทำเดียวกันนี้อาจเลวหรือผิดก็ได้


ปีศาจสัมพัฑธคติ คือ Feyerabend บอกว่า เวลาที่เถียงกันเกี่ยวกับสัมพัทธคติ เรากำลังก้าวสู่ดินแดนที่เต็มไปด้วยกักดักและเล่ห์เหลี่ยม ดินแดนที่อารมณ์ร้อนแรงกลายเป็นข้อโต้แย้ง สัมพัทธคติมักถูกโจมตีไม่ใช่เพราะว่ามีใครหาข้อผิดของมันได้แต่เป็นเพราะเรากลัวมัน ปัญญาชนก็กลัวมันเพราะสัมพัทธคติย่อมคุกคามสถานภาพและบทบาทของพวกเขา
สัมพัทธคติมีอะไรหรือจึงทำให้ผู้คนหวาดกลัว จุดสำคัญก็คือ ความกลัวว่าทัศนะที่ตัวเองแสนรักแสนหวงจะกลายเป็นเพียงทัศนะหนึ่งในการจัดแจงกับชีวิต ซึ่งสำคัญก็แต่ในหมู่ผู้ที่เติบโตมาตามแบบแผนเช่นนั้น และบางทีก็อาจเป็นสิ่งที่น่าพิสมัย หรืออาจเป็นสิ่งกีดขวางสำหรับคนในจารีตอื่นก็ได้ มีคนจำนวนน้อยมากที่พอใจจะคิดและดำเนินชีวิตอย่างที่ตนพอใจ โดยที่ไม่ประสงค์จะเอาจารีตหรือแบบแผนของตนไปยัดเยียดให้คนอื่น คนส่วนใหญ่รวมทั้งชาวคริสต์ นักเหตุผลนิยม นักเสรีนิยม ย่อมเชื่อว่ามีสัจจะเพียงหนึ่งเดียว และสัจจะที่ว่านั้นจะต้องอยู่เหนือสัจจะอื่นใด ความมีใจกว้างไม่ได้หมายถึงการปล่อยให้มิจฉาทิฎฐิอยู่เคียงข้างกับสัจจะ แต่หมายถึงการรู้จักปฏิบัติอย่างมีน้ำใจต่อคนที่ถูกมิจฉาทิฎฐิตรึงอยู่ ในแง่สัมพัทธคติย่อมทำให้ท่าทีของตนเหนือคนอื่นอย่างสะดวกสบายนี้ กลับเป็นเรื่องไร้สาระด้วยเหตุนี้ใครต่อใครจึงเกลียดกลัวสัมพัทธคติยิ่งนัก
นอกจากนี้ความเกลียดกลัวนี้ยังเพิ่มมากขึ้น เมื่อมีการยกเอาผลในทางปฏิบัติมาโจมตีเสริมข้อโต้แย้งในทางความคิด ใครต่อใครมักพูดกันว่า คนที่เชื่อว่าความจริงเป็นสิ่งสัมพัทธนั้น ย่อมไม่มีเหตุผลพอที่จะรักษาวาจาสัตย์ ทำตามพันธสัญญาหรือเคารพชีวิตผู้อื่น พวกนี้เป็นเหมือนสัตว์ป่าที่ทำอะไรตามใจตนเอง และเพราะเป็นเหมือนสัตว์ป่านี่เอง ก็เลยทำให้พวกที่เชื่อในสัมพัทธคตินี้เป็นพิษเป็นภัยต่อชีวิตศรีวิไลของมนุษย์


แจ้งลบกระทู้ หรือ ลบผู้ตอบกลับ ตอบกลับโดย : admin IP ADDRESS : 111.84.87.187 , ,


View full-size image

Posts : 70
Replies : 384
« Reply #2 เมื่อ 30/01/2010 , 01:20:06 » Edit
การเมืองแบบใหม่
ขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมรูปแบบใหม่และการพัฒนาชุดใหม่

ความตกต่ำหรือการของสถาบันหลักต่างๆทางการเมืองเช่นรัฐ กลไกของรัฐ พรรคการเมือง หรือของสถาบันสังคม เป็นผลมาจากการตกอยู่ภายใต้การครอบงำของระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมชี้นำ ดังกระแสที่เรียกว่า privatization ทำให้ประชาชนเสื่อมศรัทธากับสถาบันทางการเมืองและสังคมที่เป็นอยู่ เพราะไม่สามารถแก้ไขปัญหาให้กับประชาชน เมื่อกลไกของรัฐและสังคมตกอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของกลไกตลาด ผลประโยชน์ของประชาชนส่วนใหญ่ก็ไม่ได้รับการดูแลปกป้องจากรัฐอีกต่อไป เมื่อเป็นเช่นนี้ประชาชนในประเทศอุตสาหกรรมก้าวหน้าจึงได้เริ่มคิดค้นรูปแบบและวิธีเคลื่อนไหวอื่นๆเพื่อแก้ไขปัญหาและความขัดแย้งใหม่ๆที่กำลังเผชิญอยู่ไม่ว่าจะเป็นปัญหาสิ่งแวดล้อมเป็นพิษ, โลกร้อน, ภัยจากสงครามอาวุธนิวเคลียร์ โรคเอดส์ ปัญหาสิทธิมนุษยชนโดยเฉพาะสิทธิของชนกลุ่มน้อย รวมถึงปัญหาความยากจนและปัญหาอื่นๆที่เกิดขึ้นในสังคม การคิดค้นวิธีต่างๆและรูปแบบอื่นๆเกี่ยวกับสิ่งที่เรียกว่า “ การพัฒนา “ ด้วยการเคลื่อนไหวต่างๆถูกเรียกรวมๆกัว่าเป็น “ การเมืองแบบใหม่ “

โดยภาพรวมแล้ว ความแตกต่างที่สำคัญระหว่างการเมืองแบบเก่ากับการเมืองแบบใหม่สามารถประมวลได้ดังนี้

ประการแรก การเมืองแบบใหม่ไม่ศรัทธาในระบบการปกครองแบบรัฐสภาที่เป็นอยู่ เพราะเห็นว่าไม่มีที่ว่างให้กับประชาชนธรรมดาในการเข้าไปมีส่วนร่วมตัดสินใจทางการเมืองอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากเป็นการเมืองของสถาบันที่นิยมใช้ความรุนแรงกับประชาชนในรูปแบบต่างๆไม่ว่าจะเป็นรัฐประชาชาติ รัฐบาล ระบบราชการ พรรคการเมือง นักการเมือง กลุ่มผลประโยชน์ รวมถึงนักวิชาการต่างๆ มากกว่าเป็นการเมืองของประชาชนธรรมดา กล่าวอีกนัยหนึ่ง การเมืองแบบใหม่ไม่เชื่อเรื่องของ “ ความเป็นตัวแทนของประชาชน “
ฉะนั้น หัวใจของการเมืองแบบใหม่ จึงอยู่ที่การสร้างการเมืองแบบที่ประชาชนธรรมดามีบทบาทอย่างแข็งขันในรูปของขบวนการเคลื่อนไหวของประชาชนแบบต่างๆมากกว่าการเมืองแบบรัฐประชาชาติที่มุ่งเน้นการช่วงชิงอำนาจรัฐ และพยายามมองหาวิธีการสร้างอำนาจแบบใหม่ที่อยู่นอกวงการเมืองแบบเก่าให้ได้ นับเป็นการพยายามสร้างนิยามใหม่ให้กับ “ การเมือง “ ขณะเดียวกันก็มีความเห็นแตกต่างไปจากการเมืองแบบเก่าในเรื่องอำนาจด้วย กล่าวคือ อำนาจมิได้กระจุกตัว
ผูกขาดอยู่ ณ ที่ใดที่หนึ่ง แต่กระจัดกระจายอยู่ทั่วไปในสังคม ดังนั้นอาณาบริเวณของการเคลื่อนไหวของการเมืองแบบใหม่จึงมิได้จำกัดอยู่ที่ขั้วใดขั้วหนึ่งของการเมืองแบบเก่าเช่นที่ภาครัฐหรือเอกชน แต่อยู่ที่รอยต่อของสองขั้วนี้มากกว่า

ประการที่ 2 การเมืองแบบใหม่ไม่ได้ให้ความสำคัญกับเรื่องของความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจและความมั่นคงของชาติ ซึ่งเป็นสองประการที่ค้ำจุนการเมืองแบบเก่าหลังยุคหลังสงครามเย็น เพราะเห็นว่าที่ผ่านมาได้สร้างปัญหาให้กับสังคมสมัยใหม่โดยเฉพาะการทำลายล้างทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมภายใต้ข้ออ้างทางเศรษฐกิจ การพัฒนาอุตสาหกรรม และการทำสงครามล้างผั่นธ์มนุษย์
ตามที่ไชยรัตน์ เจริญสินโอฬาร (2538) ได้เสนอไว้ว่า ลักษณะการเคลื่อนไหวทางสังคมแบบ
ใหม่แตกต่างจากการเคลื่อนไหวทางสังคมแบบเก่าตรงที่ ขบวนการเคลื่อนไหวสิ่งแวดล้อม
เป็นการต่อสู้เพื่อให้เกิดการบริหารและจัดการทรัพยากรธรรมชาติโดยท้องถิ่นหรือชุมชน การเน้นไปที่การพัฒนาที่ให้ชุมชนหรือท้องถิ่นเป็นตัวตั้งไม่ใช่สังคมแบบตะวันตก เช่น ทฤษฎีการทำให้ทันสมัยเป็นตัวตั้ง ขบวนการเคลื่อนไหวทางสิ่งแวดล้อมได้ตั้งคำถามอย่างจริงจังกับชุดวาทกรรมการพัฒนากระแสหลักที่ไม่มีที่ยืนให้กับกลุ่มคนที่เสียเปรียบและด้อยโอกาสและไม่เคารพต่อภูมิปัญญาและวิถีชีวิตของ
ชาวบ้าน และขบวนการเคลื่อนไหวเกิดขึ้นจากการที่เห็นว่าไม่ได้รับการดูแลปกป้องจากรัฐจึง
ลุกขึ้นมาต่อสู้เอง

ประการที่สาม กลุ่มคนที่สนับสนุนหรือเป็นฐานให้กับการเมืองแบบใหม่เป็นคนละชุดกับการเมืองแบบเก่า คือ การเมืองแบบเก่าได้รับการสนับสนุนจากชนชั้นนายทุน ผู้ประกอบการ ชนชั้นกลางและชนชั้นแรงงาน ในขณะที่กลุ่มหลักที่สนับสนุนการเมืองแบบใหม่ได้แก่ กลุ่มคน “ ชนชั้นกลางใหม่ “ ซึ่งมีลักษณะเด่นตรงที่มีการศึกษาสูง รายได้ดี อาศัยอยู่ในเมือง มีอาชีพในแขนงวิชาต่างๆเช่น แพทย์ วิศวกร สถาปนิก นักกฎหมา และ นักบริหารเป็นต้น
บทบาทของชนชั้นกลางใหม่ในขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมใหม่ แตกต่างจากชนชั้นกลางในการเมืองแบบเก่า ที่สำคัญคือ มิได้เข้าไปในฐานะผู้นำ แต่เข้าไปในลักษณะร่วมมือกับกลุ่มคนอื่นๆที่ไม่มีบทบาทในการเมืองแบบเก่ามากกว่าเช่น คนหนุ่มสาว กลุ่มแม่บ้านชนชั้นกลาง กลุ่มคนว่างงาน และคนเกษียณอายุ ซึ่งมีเวลาว่างมากพอและไม่พอใจกับสภาพชีวิตที่เป็นอยู่จึงร่วมขบวนการเคลื่อนไหวด้วย

ประการที่สี่ การเมืองแบบใหม่และขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมรูปแบบใหม่ มิใช่เป็นขบวนการเคลื่อนไหวเพื่อประท้วงหรือต่อต้านโดดๆอย่างขบวนการเคลื่อนไหวทางการเมืองแบบเก่า แต่เป็นการเคลื่อนไหวที่มีเป้าหมายเด่นชัดอยู่ที่การช่วงชิงการนำการสร้งความหมายคำนิยามหรือความหมายชุดใหม่ให้กับสิ่งที่เรียกร้อง ต่อสู้เคลื่อนไหวโดยไม่ตกอยู่ภายใต้เงื่อนไขหรือกติกาของการเมืองแบบเก่า

ประการสุดท้าย ได้แก่ยุทธศาสตร์หรือมรรควิธีที่ใช้ในการต่อสู้ กล่าวคือขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมรูปแบบใหม่ เป็นคนละอย่างกับการเมืองของกลุ่มผลประโยชน์ในการเมืองแบบเก่าเนื่องจากมิได้เคลื่อนไหวเรียกร้องบนพื้นฐานของผลประโยชน์แคบๆและเฉพาะเจาะจงของกลุ่มตัวเอง แต่เคลื่อนไหวในประเด็นปัญหาที่หลากหลายและกว้างไกลมากยิ่งไปกว่านั้น ยุทธศาสตร์ที่ขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมรูปแบบใหม่ใช้ก็มิใช่การประนีประนอมต่อรอง หรือการประสานประโยชน์ อย่างการเมืองเก่า แต่เลือกใช้วิธีปะทะ เผชิญหน้า หรือแตกหักกันเลยทีเดียว

singhthong007@yahoo.com
แจ้งลบกระทู้ หรือ ลบผู้ตอบกลับ ตอบกลับโดย : admin IP ADDRESS : 111.84.87.187 , ,


View full-size image

Posts : 70
Replies : 385


« Reply #3 เมื่อ 30/01/2010 , 01:20:25 » Edit
ข้อ 2. .....ระเบียบวิธีวิจัย....
รูปแบบข้อสอบ...
แบบที่ 1 กำหนดให้เขียนเค้าโครงการวิจัย แยกออกเป็น 3 ข้อ คือ
1.1 ข้อสอบลักษณะที่ให้เราเขียนสาระนิพนธ์ที่เราทำกันเอง อาจเขียนในส่วนของบทที่ 1-3 หรือเขียนโครงร่างการวิจัยสาระนิพนธ์ (หากเป็นโครงร่างห้ามเขียนผลการวิจัยเด็ดขาด)
1.2 ข้อสอบที่กำหนดหัวข้อหรือประเด็นที่น่าสนใจมา และให้เราเขียนระเบียบวิธีวิจัยในการศึกษาปัญหาดังกล่าว หรือเขียนโครงร่างการวิจัยจากประเด็นที่กำหนดให้
1.3 ข้อสอบที่ใช้บทคัดย่อมาให้นักศึกษาเขียนเค้าโครงงานวิจัยที่สมบูรณ์ หรือบางส่วน
แบบที่ 2 ข้อสอบที่ออกเกี่ยวกับองค์ความรู้ในการวิจัย
- ให้อธิบายถึงความแตกต่างของ Inductive และ Deductive
- ให้อธิบายความแตกต่างระหว่างการวิจัยเชิงคุณภาพ และการวิจัยเชิงปริมาณ
- ความเชื่อมโยงระหว่างกรอบความคิดและระเบียบวิธีวิจัย
แบบที่ 3 ให้อธิบายกระบวนการวิจัย

การวิจัย หมายถึง การค้นหาความรู้ด้วยวิธีที่มีระบบเชื่อถือได้ มีกระบวนการที่เป็นวิทยาศาสตร์สร้างองค์ความรู้ใหม่ หรือสร้างความเข้าใจองค์ความรู้เดิมอย่างลึกซึ้ง
วิชาวิจัยเป็นวิชาที่สอนให้นักศึกษารู้จักเครื่องมือในการนำไปใช้ในการแสวงหาความรู้ เนื่องจากเชื่อว่าความรู้ที่ดีและน่าเชื่อถือจะต้องมีวิธีการในการได้มาซึ่งความรู้ (Methodology) ที่น่าเชื่อถือด้วย วิธีการแสวงหาความรู้ที่น่าเชื่อถือ คือ วิธีการที่มีกระบวนการที่เป็นระบบ มีแบบแผนขั้นตอนที่ชัดเจน

ประเด็นที่ 1 การเขียนเค้าโครงร่างการวิจัย หรือแบบเสนอโครงร่างการวิจัย (Research Proposal) ซึ่งประกอบด้วยหัวข้อสำคัญๆ ดังนี้
1. ชื่อเรื่อง
2. ปัญหาและความสำคัญของปัญหา
3. วัตถุประสงค์ในการศึกษา
4. สมมติฐาน
5. ขอบเขตในการศึกษา
6. กรอบความคิดที่ใช้ในการศึกษา
7. ระเบียบวิธีวิจัย
สิ่งนี้สำคัญมาก เราจะต้องบอกให้ได้ว่า เรื่องที่เราจะศึกษานั้น ควรจะวิจัยเชิงคุณภาพ หรือวิจัยเชิงปริมาณ ถ้าเลือกคุณภาพก็ต้องใช้วิธีการวิจัยเชิงคุณภาพ ถ้าเลือกปริมาณ ก็ต้องตอบวิธีการวิจัยเชิงปริมาณ
ระเบียบวิธีวิจัยเชิงปริมาณ ต้องบอกถึง
- รูปแบบการวิจัย เช่น การวิจัยสำรวจ
- วิธีการเก็บข้อมูล หรือเครื่องมือในการวิจัย เช่น ออกแบบสอบถาม แบบทดสอบ ฯลฯ
- ประชากรที่ศึกษา ถ้ามีมากและขนาดใหญ่ต้องสุ่มตัวอย่าง ...จะต้องบอกวิธีการสุ่มตัวอย่างด้วย
ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ ต้องบอกถึง
- รูปแบบการวิจัย เช่น การวิจัยเอกสาร การวิจัยสนาม ฯลฯ
- วิธีการเก็บข้อมูลและเครื่องมือในการวิจัย เช่น การสังเกตการณ์ การสัมภาษณ์เจาะลึก
- ประชากรที่ศึกษา มีจำนวนน้อย ต้องทำการศึกษาแทบจะทุกคนหรือทุกกรณี
8. การวิเคราะห์ข้อมูล
- การวิเคราะห์ข้อมูลในเชิงปริมาณ มักจะใช้สถิติเป็นเครื่องมือในการวิเคราะห์
- การวิเคราะห์ข้อมูลในเชิงคุณภาพ มักจะใช้วิธีพรรณนาความ ตีความหมาย เป็นเครื่องมือในการวิเคราะห์

ประเด็นที่ 2 องค์ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับระเบียบวิธีวิจัย
การวิจัยเชิงคุณภาพ เป็นการวิจัยที่ไม่เน้นข้อมูลที่เป็นตัวเลข เป็นการวิจัยที่เน้นไปที่รายละเอียดต่างๆของกลุ่มประชากรที่ทำการศึกษา ที่จะก่อให้เกิดความรู้ ความเข้าใจเรื่องนั้น ข้อมูลที่ได้จากการค้นพบอาจได้มาจากหน่วยที่ต้องการศึกษาเพียงไม่กี่หน่วยไม่กี่กลุ่ม อยู่บนพื้นฐานปรากฏการณ์นิยม ให้ความสำคัญกับความรู้สึก โลกทัศน์ ฯลฯ เน้นไปสัมผัสกับกับข้อมูลโดยตรง ไม่เน้นสถิติตัวเลข
การวิจัยเชิงปริมาณ เป็นการวิจัยที่เน้นข้อมูลที่เป็น ตัวเลข เป็นหลักฐานยืนยัน ความถูกต้องของข้อค้นพบ และข้อสรุปต่างๆของเรื่อง ที่จะทำการวิจัย

แบ่งตามวิธีการให้เหตุผล
1.หลักอุปนัย (Inductive)เป็นวิธีที่เริ่มต้นจากข้อเท็จจริงเฉพาะซึ่ง ได้จากเหตุการณ์ที่เข้าไปศึกษาไปสังเกตหรือจากเรื่องราวในอดีตเป็นการหาความรู้จากส่วนย่อย และนำความรู้จากส่วนย่อยมาประติดประต่อหรือประมวลให้เป็นหลักเกณฑ์ทำให้เกิดความรู้ใหม่ เช่น การวิจัยสนาม การวิจักเอกสาร (การวิจัยเชิงคุณภาพ) การวิจัยที่ใช้ตรรกะในการวิจัยแบบอุปนัย เป็นตรรกะที่ใช้การวิจัยเป็นเครื่องมือในการพัฒนาทฤษฎีหรือสร้างทฤษฎีขึ้นมาใหม่
2.หลักนิรนัย (Deductive) เป็นวิธีเริ่มต้นจากหลักเกณฑ์หรือข้อเท็จจริง และนำไปทดสอบยืนยันว่าเป็นความรู้ที่ใช้ได้เป็นการทั่วไป เป็นการขยายองค์ความรู้ เช่น การวิจัยแบบสำรวจ (การวิจัยเชิงปริมาณ) การวิจัยที่ใช้ตรรกะแบบนิรนัยจึงเป็นการวิจัยเพื่อทดสอบทฤษฎีที่มีอยู่ก่อนแล้ว
ระดับของการวัด
Nominal scale เป็นการวัดแบบกลุ่ม เป็นวิธีการที่ง่ายที่สุด เพียงแต่การกำหนดเกณฑ์แบ่งแยกประชากรที่ศึกษาออกเป็นกลุ่มแล้วตั้งชื่อให้แต่ละกลุ่ม ที่มีคุณสมบัติเหมือนกันให้อยู่ในกลุ่มเดียวกัน คุณสมบัติที่สำคัญ คือ มีความเท่าเทียมกัน คือ สมาชิกในกลุ่มเดียวกันจะต้องเหมือนกัน แต่ละกลุ่มต้องมีคุณสมบัติไม่ซ้ำซ้อนกัน แยกออกจากกันได้โดยเด็ดขาด ตัวเลขหรือสัญลักษณ์เป็นเพียงแต่ชื่อไม่สามารถเอามาคำนวณทางเลขคณิตได้ เช่น เพศ สถานภาพการสมรส ภูมิลำเนา เป็นต้น
Ordinal scale เป็นการวัดแบบเรียงลำดับ ต้องสามารถจัดอันดับ อัตราความแตกต่างระหว่างกันและกันได้ ในระบบ นี้ อาจจะใช้ข้อความว่า มากกว่า น้อยกว่า ปานกลาง สูงกว่าหรือต่ำกว่า เช่น มากที่สุด ปานกลาง น้อย น้อยที่สุด หรือระดับการศึกษาตัวเลขหรือสัญลักษณ์ที่แสดงไม่มีผลต่อการคำนวณ แต่จะบอกความสำคัญเท่านั้น ไม่สามรถบอกปริมาณและความแตกต่างได้
Interval scale เป็นการวัดแบบช่วง คือสามารถกำหนดช่วงห่างของความแตกต่างได้อย่างแน่นอน ดังนั้นจึงสามารถบวก ลบ กันได้ เช่นระดับอุณหภูมิ คะแนนในส่วนความรู้ด้านต่างๆ I.Q
Ratio scale เป็นการวัดที่มีคุณสมบัติของมาตรวัดแบบช่วงทุกประการ แต่มีคุณสมบัติเพิ่มเติมคือ มีจุดเริ่มต้นที่ศูนย์ที่แท้จริง เช่น เงิน น้ำหนัก ความสูง และอายุ ดังนั้นจึงสามารถใช้สถิติได้ทุกประเภท
singhthong007@yahoo.com
แจ้งลบกระทู้ หรือ ลบผู้ตอบกลับ ตอบกลับโดย : admin IP ADDRESS : 111.84.87.187 , ,


View full-size image

Posts : 70
Replies : 386
« Reply #4 เมื่อ 30/01/2010 , 01:22:03 » Edit
วัตถุประสงค์ในการศึกษาถือว่าเป็นหัวใจของการวิจัยเชิงคุณภาพ ขณะที่สมมติฐานเป็นหัวใจของการวิจัยเชิงปริมาณ

ประเด็นที่ 3 การอธิบายกระบวนการวิจัย
สิ่งที่ต้องทำความเข้าใจ
1. ชื่อเรื่อง หมายถึงการนำประเด็นมาตั้งเป็นชื่อ ต้องกระชับและสะท้อนให้เห็นถึงประเด็นในการวิจัย ขอบเขตในการวิจัยทั้งด้านเวลา และสถานที่ ชื่อเรื่องที่ดีต้องเป็นประโยคบอกเล่า ไม่ใช่คำถามหรือปฏิเสธ
2. ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง หมายถึง การเลือกกลุ่มประชากรที่เราจะศึกษา เช่น ถ้าศึกษาเรื่อง ความคิดทางการเมืองของนักศึกษาปริญญาโทรามคำแหงส่วนภูมิภาค ประชากรก็จะเฉพาะ นักศึกษาปริญญาโทรามคำแหงส่วนภูมิภาคทั้งหมด
หากประชากรมีขนาดใหญ่เกินไป เราไม่สามารถศึกษาประชากรทั้งหมดได้ ต้องมีการสุ่มตัวอย่าง เพื่อเลือกตัวอย่างของประชากรบางส่วนมาศึกษา
การกำหนดกลุ่มตัวอย่าง (Sampling) มี 2 วิธีใหญ่ คือ
การกำหนดโดยใช้หลักความน่าจะเป็น (Probability Sampling) เป็นการกำหนดกลุ่มตัวอย่างโดใช้หลักความน่าจะเป็นเป็นเครื่องมือ ในการเลือกเพื่อให้ได้ตัวอย่างที่สามารถใช้เป็นตัวแทนของประชากรที่ต้องการศึกษา คำนึงถึงความน่าจะเป็นของแต่ละหน่วยประชากรที่จะได้รับเลือก ใช้การสุ่มไม่เฉพาะเจาะจง แบ่งเป็นรูปแบบต่างๆ ได้ดังนี้
1. การสุ่มตัวอย่างแบบง่าย ( Simple Random Sampling) เป็นการสุ่มตัวอย่างประชากรที่เปิดโอกาสให้ประชากรทุกหน่วยมีสิทธิ์ได้รับการเลือกเท่าๆกันโดยกำหนดรหัสให้กับประชากรทุกหน่วยแล้วใช้ตารางสุ่ม หากไม่ใช้ตารางสุ่มอาจะใช้วิธีการจับฉลากจนได้กลุ่มตัวอย่างจนครบตามต้องการ
2. การสุ่มตัวอย่างแบบมีระบบ (Systematic Sampling) เป็นการสุ่มตัวอย่างประชากรแบบสุ่มเป็นช่วงๆ โดยมีบัญชีรายชื่อของประชากรทุกหน่วย ทำการสุ่มหาจุดเริ่มต้น หาช่วงของการสุ่ม ซึ่งมีค่าเท่ากับขนาดของประชากร หารด้วยขนาดของกลุ่มตัวอย่าง เมื่อได้จุดเริ่มต้นแล้ว นับไปตามช่วงของการสุ่มจนครบบัญชีรายชื่อ
เช่น ประชากร 10000 คน ต้องการนำมาศึกษา 1000 คน ช่วงของการสุ่มจะมีค่าเท่ากับ 10 ดังนั้น เมื่อให้รหัสแก่ประชากรทั้ง10000 คน นำคนที่ 1 ถึง10 มาสุ่มหาจุดเริ่มต้น เช่นถ้าได้คนที่ 4 คนที่2 จะเป็นคนที่ 14 คนที่สามจะเป็นคนที่ 24 ไล่ไปเรื่อยจนครบ 10000 คน จะได้ตัวอย่าง 1000 คน โดยมีอัตราส่วนของกลุ่มตัวอย่างเท่ากับ 0.1(1:10)
3. การสุ่มตัวอย่างแบบแยกประเภทสุ่ม (Stratified Sampling)
ก่อนทำการสุ่มให้แยกประเภทประชากรทีมีคุณสมบัติอย่างเดียวกันไว้ด้วยกัน แล้วสุ่มตัวอย่างจากทุกๆประเภทของประชากรที่กำหนดขึ้นมา โดยใช้การสุ่มแบบง่าย หรือการสุ่มแบบมีระบบ สัดส่วนของกลุ่มตัวอย่างในแต่ละประเภทอาจพิจารณาจากสัดส่วนของประชากรทั้งหมด
4. การสุ่มตัวอย่างแบบแบ่งกลุ่ม (Cluster Sampling)
จะใช้เมื่อไม่สามารถจัดทำรายชื่อของประชากรทุกๆหน่วย หรือไม่สะดวกในการจัดทำรายชื่อ โดยก่อนการสุ่มให้แบ่งกลุ่มประชากรที่ต้องการศึกษาออกเป็นกลุ่มๆ โดยที่ทุกๆกลุ่มมีหน่วยประชากรที่มีคุณสมบัติครบตามที่ผู้วิจัยต้องการศึกษา หลังจากนั้นให้นำกลุ่มเหล่านั้นมาทำการสุ่มตัวอย่าง เมื่อสุ่มได้กลุ่มใด จะศึกษาสมาชิกทั้งหมดที่อยู่ในกลุ่มนั้น
5. การสุ่มตัวอย่างแบบแบ่งกลุ่มหลายขั้นตอน (Multistage Cluster Sampling) การสุ่มตัวอย่างแบบแบ่งกลุ่ม หากเป็นการสุ่มเป็นลำดับขั้นจากหน่วยงานหรือลำดับขั้นที่ใหญ่จากหน่วยที่สุ่มได้ทำการสุ่มหน่วยที่มีลำดับที่ใหญ่รองลงมา ไปทีละชั้นๆ จนถึงกลุ่มตัวอย่างในชั้นที่ต้องการ เช่น การแบ่งกลุ่ม เป็นภาค จังหวัด อำเภอ ตำบล หมู่บ้าน ครัวเรือน

การกำหนดโดยไม่ใช้หลักความน่าจะเป็น (Non probability Sampling) บางครั้งเรียกว่า การเลือกตัวอย่างประชากรแบบเจาะจง เจตนา ใช้ความสะดวกหรือความสนใจของผู้วิจัยเป็นหลัก เช่น
1. การเลือกตัวอย่างแบบบังเอิญ (Accidental Sampling) เป็นการเลือกตัวอย่างประชากรโดยเลือกหน่วยใดหรือกับใครก็ได้ที่บังเอิญอยู่หรือผ่านมา ณ จุดที่มีการเก็บรวบรวมข้อมูล เช่น สอบถามนักศึกษาที่เข้าไปใช้ห้องสมุด ณ ปากทางเข้าห้องสมุด
2. การเลือกตัวอย่างแบบกำหนดโควต้า ( Quota Sampling) เป็นการเลือกตัวอย่างประชากร โดยประยุกต์วิธีสุ่มแบบแยกประเภทสุ่ม โดยแบ่งประชากรออกเป็นกลุ่มๆ แล้วเลือกตัวอย่างหลักๆในแต่ละกลุ่ม เช่น แบ่งนักศึกษาออกตามชั้นปีเลือกมาชั้นปีละ 50 คน เป็นต้น
3. การเลือกตัวอย่างโดยใช้ผู้เชี่ยวชาญระบุ ( Expert Choice Sampling) เป็นการเลือกตัวอย่างประชากร โดยถามผู้เชี่ยวชาญในเรื่องที่ต้องการศึกษาผู้เชี่ยวชาญจะช่วยเลือก โดยใช้ประสบการณ์ และความคิดเห็นของตนระบุหน่วยที่ควรเข้าไปทำการศึกษา
4. การเลือกตัวอย่างแบบลูกโซ่ (Snowball Sampling) เป็นการเลือกตัวอย่างประชากร โดยตัวอย่างแรกที่ผู้วิจัยมีความสนใจเป็นพิเศษ แล้วถามตัวอย่างแรกนั้นช่วยเสนอรายชื่อตัวอย่างที่มีคุณสมบัติตามที่นักวิจัยต้องการไปอีก เป็นการเลือกตัวอย่างแบบโยงเป็นทอดๆคล้ายลูกโซ่ เช่นการศึกษาในทางโบราณคดี
5. การเลือกตัวอย่างแบบผสม (Mixed Sampling) เป็นการนำเอาการสุ่มตัวอย่างแบบอาศัยหลักความน่าจะเป็น มาผสมกับวิธีการเลือกตัวอย่างแบบไม่ใช้หลักความน่าจะเป็น เช่นเลือกจังหวัด และอำเภอที่ต้องการศึกษา โดยวิธีเจาะจง แล้วสุ่มหมู่บ้านในอำเภอที่เลือกไว้มาทำการศึกษา

ตัวอย่างข้อสอบ ให้ทดสอบและเปลี่ยนชื่อเรื่องใหม่
1. ชื่อเรื่องในการศึกษา
บทบาทสตรีในการพัฒนาท้องถิ่น ศึกษาเฉพาะกรณี จังหวัดลำปาง
2. วัตถุประสงค์ในการศึกษา สามารถแยกได้เป็น
1. เพื่อศึกษา..................................
2. เพื่อเปรียบเทียบความแตกต่าง..................
3. เพื่อเปรียบเทียบความสัมพันธ์...................
4. เพื่อเสนอแนะ.........................
ดังนั้น จากกรณีข้างต้น จะสามารถตั้งวัตถุประสงค์ได้ดังนี้
1. เพื่อศึกษาบทบาทของสตรีในการพัฒนาท้องถิ่น จังหวัดลำปาง
2. เพื่อเปรียบเทียบ ความแตกต่างระหว่างคุณลักษณะของสตรี และคุณลักษณะของชุมชน กับบทบาทของสตรีในการพัฒนาท้องถิ่น
3. เพื่อเปรียบเทียบความสัมพันธ์ระหว่างการมีส่วนร่วมในการพัฒนาของสตรี กับบทบาทของสตรีในการพัฒนาท้องถิ่น
4. เพื่อเสนอแนะแนวทางในการพัฒนาชุมชนของสตรี
3. ประเด็นที่ศึกษา / ตัวแปรที่ศึกษา

ตัวแปรอิสระ
1. คุณลักษณะของสตรี
2. คุณลักษณะของชุมชน
3. การมีส่วนร่วมในการพัฒนาของสตรี

ตัวแปรตาม
-บทบาทของสตรีในการพัฒนาท้องถิ่น



4. สมมติฐานในการศึกษา
1. คุณลักษณะของสตรีที่แตกต่างกัน ทำให้บทบาทของสตรีในการพัฒนาท้องถิ่นแตกต่างกัน
2. คุณลักษณะของชุมชนที่แตกต่างกัน ทำให้บทบาทของสตรีในการพัฒนาท้องถิ่นแตกต่างกัน
3. การมีส่วนร่วมในการพัฒนาของสตรีมีความสัมพันธ์กับบทบาทสตรีในการพัฒนาท้องถิ่น

5. ระเบียบวิธีวิจัย
รูปแบบการวิจัย เป็นการวิจัยเชิงสำรวจ (Survey Research)
ประชากร สตรีที่อาศัยอยู่ในจังหวัดลำปาง ทั้งในเขตเทศบาลและเขต อบต.
วิธีการในการสุ่มตัวอย่าง (กรณีนี้ใช้ การสุ่มตัวอย่างแบบแบ่งกลุ่มหลายขั้นตอน)
1. สุ่มตัวอย่างจากจังหวัดลำปาง มา 2 อำเภอ
2. ในแต่ละอำเภอ เลือกสุ่มตัวอย่างมาจาก 1 เทศบาล และ 1 อบต.
3. ในแต่ละแห่งเลือกสุ่มตัวอย่างผู้หญิงมา 100 คน ด้วยวิธีการสุ่มแบบเป็นระบบ โดยนำแผนที่หมู่บ้านมาคำนวณการกระจายของผู้ที่อยู่อาศัยและสุ่มตามที่คัดเลือกมาบ้านละ 1 คน ให้ครบจำนวน 100 คน รวมประชากรที่ศึกษาทั้งสิ้น 400 คน
การสร้างเครื่องมือวัด
สร้างแบบสอบถาม โดยแบ่งเป็น 4 ตอน ดังนี้
ตอนที่ 1 คุณลักษณะของสตรี วัดระดับ Nominal Scale.
ตอนที่ 2 คุณลักษณะของชุมชน วัดระดับ Nominal Scale.
ตอนที่ 3 การมีส่วนร่วมในการพัฒนาของสตรี วัดระดับ Interval Scale.
ตอนที่ 4 บทบาทสตรีในการพัฒนาท้องถิ่น วัดระดับ Interval Scale.
ตอนที่ 1 – 3 เป็นตัวแปรอิสระ
ตอนที่ 4 เป็นตัวแปรตาม
• หมายเหตุ การสร้างแบบสอบถาม ถ้าโจทย์กำหนดให้มี 4 ขั้นตอน ต้องแบ่งเป็นตัวแปรอิสระ 3 ตัว และตัวแปรตาม 1 ตัว ซึ่งต้องตรงกับตัวแปรที่ศึกษา
• ถ้าโจทย์ไม่ได้กำหนด การแบ่งตอนในการสร้างแบบสอบถาม เราก็ตั้งจำนวนตัวแปรอิสระ และตัวแปรตามเอง
การเก็บรวบรวมข้อมูล นำแบบสอบถามที่สร้างขึ้นไปแจกตามกลุ่มตัวอย่างที่สุ่มมาได้ และรับกลับทันที
การวิเคราะห์ข้อมูล
1. สมมติฐานที่ 1 ใช้สถิติ t - test ในตัวแปรที่มี 2 กลุ่ม และใช้ f - test ในตัวแปรที่มี
มากกว่า 2 กลุ่ม
2. สมมติฐานที่ 2 ใช้สถิติ t - test ในตัวแปรที่มี 2 กลุ่ม และใช้ f - test ในตัวแปรที่มี
มากกว่า 2 กลุ่ม
3. สมมติฐานที่ 3 ใช้สถิติ correlation. ในการทดสอบความสัมพันธ์ของตัวแปร
singhthong007@yahoo.com
แจ้งลบกระทู้ หรือ ลบผู้ตอบกลับ ตอบกลับโดย : admin IP ADDRESS : 111.84.87.187 , ,


View full-size image

Posts : 70
Replies : 387
« Reply #5 เมื่อ 30/01/2010 , 01:22:44 » Edit
ข้อ 3.การพัฒนา หมายถึง ความพยายามที่จะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงประเทศในด้านต่างๆทั้งทางด้านเศรษฐกิจ การเมือง วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และสิ่งแวดล้อมภายในเวลาที่กำหนด กล่าวคือ การพัฒนาจะต้องมีจุดเริ่มต้น และจุดสิ้นสุด ว่าในช่วงเวลาหนึ่ง ๆ เราอยากจะให้บรรลุวัตถุประสงค์อะไรบ้าง ฉะนั้นเราจะเห็นได้ว่า แผนพัฒนาของเราก็จะกำหนดระยะเวลาเป็นแผนละ 5 ปี

การพัฒนา

1.การสร้างความเติบโตในทางเศรษฐกิจ
2.การกระจายรายได้
3.การแก้ไขปัญหาทางสังคมที่เกิดจากการเติบโตทางเศรษฐกิจ
4.สร้างความเสมอภาคในสังคม
5.การบริหารจัดการที่ดี Good Governance
6.การบริโภคทรัพยากรอย่างประหยัด
7.การรักษาสิ่งแวดล้อม
8.การมีคุณภาพชีวิต
9.การเป็นสวนหนึ่งของโลก
10.การมีอำนาจต่อรองระหว่างประเทศ

การพัฒนาพ้นจากวัฎจักร เรียกว่า การพัฒนาแบบยั่งยืน เป็น Sustainable Development เป็นการพัฒนาแบบมีส่วนร่วม เน้น ธรรมาภิบาล สันติภาพ สิทธิเสรีภาพ และเศรษฐกิจพอเพียง












คือความยากจน ทำให้ไม่ได้รับการศึกษา ทำให้โง่ และไม่รู้จักรักษาสุขภาพเพราะรายได้ไม่พอ ทำให้เจ็บป่วยและจนในที่สุด

การพัฒนาการเมืองของไทย ปี 2475 เปลี่ยนการปกครอง
ปี 2540 เกิดวิกฤติเศรษฐกิจ

-เศรษฐกิจพอเพียง

-โลกาภิวัตน์ คือการทำให้เป็นนานาชาติ คิดถึงพรมแดนน้อยลงเป็นการเปิดพรมแดน การยกเลิกกฎระเบียบ การกีดกันระหว่างรัฐ


ผู้นำใน ทัศนะของ ดร.พงษ์ศานต์ พันธุลาภ

ผู้นำ คือบุคคลที่สามารถมีอิทธิพลเหนือบุคคลอื่น สามารถใช้อำนาจหน้าที่ และความรับผิดชอบที่มีอยู่ชักจูงใจให้ผู้อื่นปฏิบัติตามนโยบาย พร้อมทั้งอุทิศตนนอกเหนือไปจากหน้าที่ของงานประจำ นอกจากนั้น ผู้นำยังเป็นบุคคลที่จะทำให้นโยบายของชาติหรือองค์กรประสบความสำเร็จตามเป้าหมาย

ผู้นำ ต้องมี วิสัยทัศน์ ความอดทน



ทฤษฎีบูรณาการทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศ (International Integration Theory)
เป็นทฤษฎีที่สนับสนุนให้ประเทศต่างๆมีการรวมกลุ่มกันเพื่อสร้างความร่วมมือในทางเศรษฐกิจ ปัจจุบันเป็นทฤษฎีที่ได้รับการยอมรับมากขึ้น ดังจะเห็นจากทั่วโลกได้เกิดการรวมกลุ่มในรูปแบบต่างๆมากมาย
ทฤษฎีบูรณาการทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศมีนักวิชาการนำเสนอหลายคนแต่ที่มีชื่อเสียงคือทฤษฎีการบูรณาการทางเศรษฐกิจในระดับภูมิภาคของ Bela Balassa (เบลา บาลาสซา) เนื่องจากเป็นทฤษฎีที่ใช้ในการอธิบายการบูรณาการของยุโรป ซึ่งเป็นการรวมกลุ่มที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในโลก
บาลาสซ่าเสนอว่าขั้นตอนของการบูรณาการทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาคมี 5 ขั้นตอน ได้แก่
1.ความร่วมมือจัดตั้งเขตการค้าเสรี (Free Trade Area / Agreement: FTA) หมายถึง การร่วมมือกันของประเทศสมาชิกในภูมิภาคเพื่อขจัดอุปสรรคทางการค้า ยกเลิกภาษีทางการค้าระหว่างกัน มีการเคลื่อนย้ายสินค้าโดยเสรีระหว่างประเทศสมาชิก โดยประเทศสมาชิกยังจัดเก็บภาษีศุลกากรกับประเทศนอกกลุ่มได้ตามนโยบายของตนเอง
เวลานี้การรวมตัวของประเทศในกลุ่มอาเซียนยังอยู่ในขั้นตอนนี้คือการจัดเป็นเขตการค้าเสรีอาเซียน (AFTA)
2.สหภาพศุลกากร (Custom Union) หมายถึง ประเทศสมาชิกนอกจากจะยกเลิกภาษีทางการค้าลดอุปสรรคระหว่างกันแล้วยังใช้ระบบภาษีศุลกากรกับประเทศนอกกลุ่มในอัตราเดียวกัน หรือมี Common Custom Policy
3. ตลาดร่วม (Common Market) หมายถึง การขยายความร่วมมือด้านการค้าถึงขนาดที่เปิดโอกาสให้ทุน แรงงาน การประกอบการเคลื่อนไหวอย่างเสรีภายในกลุ่ม เช่นแรงงานในเยอรมันไปทำงานในฝรั่งเศส ในอังกฤษ และประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปอื่นๆ ได้อย่างเสรี
4. สหภาพทางเศรษฐกิจ (Economic Union) เป็นการรวมตัวกันตั้งแต่ขั้นตอนที่ 1 + 2 + 3 รวมกับการกำหนดนโยบายสังคม เศรษฐกิจ การเงิน การคลังร่วมกัน
5. สหภาพการเมือง (Political Union) ถือเป็นจุดสุดท้ายของการบูรณาการทางเศรษฐกิจ หมายถึง การใช้นโยบายการเมืองและความมั่นคงอันเดียวกัน เช่นเดียวกับ United States of America ขั้นตอนนี้ยังคงเป็นไปได้ยากเพราะรัฐต่าง ๆ ยังอยากสงวนอำนาจอธิปไตยในการกำหนดนโยบายการเมืองและความมั่นคงของตนเองอยู่
ทั้งนี้ในทางปฏิบัติ มักมีวัตุประสงค์ทางการเมืองและการทหารแอบแฝงอยู่ และในปัจจุบันจะมากขึ้น เช่น กลุ่ม แอฟริกา (AOU) ปัจจุบันเปลี่ยนเป็น AU (เน้น เศรษฐกิจ เลียนแบบ อียู) ซึ่งเคยตกเป็นเมืองขึ้นจึงต้องการรักษาเอกราชและอำนาจและผลประโยชน์ของประเทศและเพื่ออำนาจต่อรองในเวทีการเมืองระหว่างประเทศ
(ทฤษฎีนี้เหมาะสำหรับไปใช้อธิบายความร่วมมือในทางเศรษฐกิจแบบกลุ่มประเทศ เช่นความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจของอาเซี่ยน อียู หรือกลุ่มเศรษฐกิจอื่นๆของโลก)
ทฤษฎีที่ใช้ในการวิเคราะห์ความร่วมมือทางการเมือง
1.ทฤษฎีดุลแห่งอำนาจ (Balance of Bower) เป็นทฤษฎีที่บอกว่าโลกจะไม่เกิดปัญหาความรุนแรง ไม่มีสงคราม หากมีความได้ดุลในอำนาจของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เนื่องจากต่างฝ่ายต่างต้องกลัวอำนาจของอีกฝ่าย
เช่นรัสเซียก็พยายามสร้างดุลกับสหรัฐอเมริกา หรือในยุคของสงครามเย็นฝ่ายคอมมิวนิสต์ก็พยายามรวมกลุ่มกันเพื่อสร้างดุลอำนาจกับฝ่ายโลกเสรี
ทฤษฎีที่ใช้วิเคราะห์ความขัดแย้งทางเศรษฐกิจ

ทฤษฎีพึ่งพาอาศัยกันเชิงซ้อน (Interdependence Theory) ของ โรเบิร์ต โอ. คีโอเฮน และโจเซฟ เอส.ไน แบ่งการพึ่งพาออกเป็น2 ลักษณะ คือ
-การพึ่งพากันแบบอ่อนไหว
-การพึ่งพาแบบอ่อนแอ

สมมติฐานของทฤษฎีพึ่งพาอาศัยกัน
-การมีช่องทางในการติดต่อสัมพันธ์กันหลายรูปแบบหลายวิธีการหลายช่องทาง หลายองค์ประกอบและหลายผู้แสดง
-ไม่มีการจัดลำดับความสัมพันธ์ก่อนหลังของประเด็นปัญหา
-บทบาทของกองทัพมีลดน้อยลง และลดความสำคัญลง




เปรียบเทียบทฤษฎีดุลแห่งอำนาจกับทฤษฎีพึ่งพาอาศัยกัน

ดุลแห่งอำนาจ พึ่งพาอาศัยกัน
1.รัฐเป็นผู้แสดงหลักในระบบการเมืองระหว่างประเทศ
2.ความมั่นคงเป็นประเด็นปัญหาหลักของนโยบายต่างประเทศและในประเทศ
3.กองทัพเป็นเครื่องมือในการดำเนินนโยบายต่างประเทศ 1.มีผู้แสดงที่หลากหลายพระเอกเปลี่ยนไปตามสถานการณ์
2.ไม่มีประเด็นปัญหาใดเป็นปัญหาหลักขึ้นอยู่กับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป
3.กองทัพมีบทบาทน้อยลงจะใช้กองทัพต่อเมื่อไม่มีทางเลือกแล้วจากวิถีทางการทูต กองทัพเป็นทางเลือกสุดท้าย


รูปแบบวิเคราะห์ความเปลี่ยนแปลง
-กระบวนการทางเศรษฐกิจเปลี่ยนแปลง
-โครงสร้างของอำนาจในสังคมชุมชนระหว่างประเทศ
-โครงสร้างของอำนาจในเรื่องที่เกี่ยวข้องประเด็นปัญหาแต่ละเรื่องนั้นเปลี่ยนแปลง
-บทบาทขององค์การระหว่างประเทศที่เพิ่มสูงขึ้นในสังคมชุมชนระหว่างประเทศ

ทฤษฎีชนชั้นนำ – ทำความเข้าใจบทบาททางการเมืองโดยพิจารณาไปที่บทบาทของชนชั้นนำในสังคม มองว่า สังคมประกออบด้วยชนชั้นนำกับชนชั้นล่าง ชนชั้นนำเป็นคนส่นน้อยแต่มีอำนาจครอบงำชนชั้นล่างที่เป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ

เศรษฐกิจสร้างสรรค์" คือ แนวคิดการขับเคลื่อนเศรษฐกิจบนพื้นฐานของการใช้องค์ความรู้ (Knowledge) การศึกษา การสร้างสรรค์งาน (Creativity) และการใช้ทรัพย์สินทางปัญญา (Intellectual property) ที่เชื่อมโยงกับรากฐานทางวัฒนธรรม การสั่งสมความรู้ของสังคม และเทคโนโลยี/นวัตกรรมสมัยใหม่ สำหรับขอบเขตในการวัดขนาดของเศรษฐกิจสร้างสรรค์ในประเทศไทย ได้ยึดตามรูปแบบของ UNCTAD เป็นกรอบ โดยแบ่งประเภทอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ออกเป็น 4 กลุ่มหลัก ได้แก่ มรดกทางวัฒนธรรม (Heritage of Cultural Heritage) ศิลปะ (Arts) สื่อ (Media) งานสร้างสรรค์ตามลักษณะงาน (Functional Creation) ซึ่งเป็นการกำหนดกรอบโดยกว้าง เพื่อประโยชน์ในการวัดขนาดทางเศรษฐกิจของอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ของไทย และสะท้อนถึงความสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจไทย มูลค่าของเศรษฐกิจสร้างสรรค์ไทยในปี 2545-2549 คิดเป็นร้อยละ 10-11 ของผลิตภัณฑ์ มวลรวมในประเทศ (หรือประมาณร้อยละ 14-17 ของรายได้ประชาชาติ) โดยกลุ่มงานสร้างสรรค์ตามลักษณะงาน กลุ่มมรดกทางวัฒนธรรม (Cultural Heritage) และกลุ่มสื่อ (Media) เป็นกลุ่มที่มีมูลค่าสูงสุด ซึ่งหากพิจารณาแยกรายสาขาย่อยจะพบว่าการออกแบบเป็นสาขาที่มีมูลค่าสูงที่สุด รองลงมา คือ สาขางานฝีมือและหัตถกรรม และสาขาแฟชั่น โดยทั้ง 3 สาขาที่มีมูลค่ารวมกันประมาณร้อยละ 9.5 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ
แนวทางเศรษฐกิจสร้างสรรค์ที่อยู่บนพื้นฐานของความรู้ และนวัตกรรมใหม่ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องได้ไม่สิ้นสุดนี้จึงจะเป็นความยั่งยืน ตัวอย่างที่ชัดเจนเช่นทำไมประเทศเล็ก อย่างสิงคโปร์ที่ไม่มีทรัพยากรธรรมชาติ จึงมีรายได้ต่อหัวของประชากรสูงในระดับ 37,597 ดอลลาร์ (ตัวเลข ณ ปี 2551) สูงในระดับต้นๆ ของโลก สิงคโปร์ได้พัฒนามาจากหมู่บ้านประมง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของประเทศมาเลเซียจนกลายมาเป็นศูนย์กลางการค้าและการเงินที่สำคัญของโลกแห่งหนึ่ง ทำไมประเทศฟินแลนด์ ซึ่งเป็นประเทศเล็กในทวีปยุโรปจึงร่ำรวยจากการผลิตมือถือโนเกีย ที่เป็นที่นิยมใช้อย่างกว้างขวางทั่วโลกและบริษัทมือถือโนเกียนั้นพัฒนาการมาจากโรงงานผลิตกระดาษ ผลิตภัณฑ์จากยางไม้ และสายเคเบิล และประเทศสหรัฐอเมริกามีรายได้จากค่าสิทธิบัตรของสินค้าและบริการในแต่ละปีสูงกว่าการส่งออกเครื่องบินเสียอีก

singhthong007@yahoo.com
สมาชิกเท่านั้นที่สามารถโต้ตอบในกระทู้นี้ได้