Photobucket


ติดต่อลงโฆษณา ในเวปบอร์ดนี้

Abuse/แจ้งลบ
ABUSE / แจ้งลบ
Your Email :
Why? !
Security Code

แนวข้อสอบ PS 601

- กลับไปยังหมวดหลักของกระทู้นี้
  - แนวข้อสอบ PS 601
แจ้งลบกระทู้ หรือ ลบผู้ตอบกลับ กระทู้โดย : admin IP ADDRESS : 125.25.102.96 , ,

View full-size image

Posts : 13
Replies : 75


« เมื่อ 14/10/2008 , 19:34:38 » Send Topic Set to Print Page Edit




ข้อสอบ ข้อ1 .อธิบายความหมายของสัมพัทธ, สัมพทธคติ และเหตุใดจึงถูกเรียกว่า ปีศาจสัมพัฑธคติ ยกตัวอย่าง

ตอบ ความเป็นสัมพัทธ์ ความไม่สิ้นสุด (Relativity)
ความไม่สมบูรณ์ในตัวเอง ต้องขึ้นอยู่กับอย่างอื่นการที่สิ่งหนึ่งสิ่งใดจะมีคุณสมบัติอย่างใดนั้นๆจะต้องสัมพันธ์กับสภาพการอย่างอื่น หากสภาพการอย่างอื่นไม่อำนวยแล้ว คุณสมบัติเช่นนั้นก็ไม่มีต่อไป เช่น น้ำจะเป็นของแข็งก็ได้ ของเหลวก็ได้ เป็นก๊าซก็ได้ เป็นไปก็ได้ เป็นรูปสี่เหลี่ยมทรงกระบอกก็ได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมของน้ำนั้น
สภาพที่สัมพันธ์กันนี้ เรียกว่าสัมพัทธ์ ความสัมพันธ์กับสภาพเป็นเครื่องกำหนดคุณลักษณะของน้ำ
นักจริยศาสตร์ ถือว่าความดี ความชั่วความถูก ความผิดเป็นสิ่งสัมพัทธ์ ดีชั่วถูกผิด ไม่เป็นสิ่งตายตัว การกระทำอย่างหนึ่งจะดีหรือไม่ดีขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายประการ
นักปรัชญา ถือว่า ความดีความชั่ว ไม่ใช่คนเป็นผู้ตัดสิน แต่เป็นเรื่องของจารีตประเพณีของสังคมนั้นๆ

สัมพัทธคติ (Relativism) หมายความว่า “ความเชื่อว่าความจริงไม่เที่ยงแท้เสมอ “
สิ่ง ๆ หนึ่งเปลี่ยนแปลงไปตามเหตุปัจจัยภายนอก ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขและปัจจัยหลายอย่าง เช่น น้ำ ซึ่งมีลักษณะไม่ตายตัว เปลี่ยนแปลงไปตามภาชนะที่บรรจุใส่ การกระทำของบุคคลก็เป็นเช่นเดียวกัน สัมพัทธนิยม เป็นแนวคิดที่ว่าถึงการใช้สิทธิที่เท่าเทียมกันทั้งแก่ความจริงและความเท็จ ( เหตุผลและความวิกลจริต ความดีและความชั่ว และอื่นๆ )
ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจกันก่อนว่า การจะสรุปว่าจารีตแบบแผนใดนั้นจริงหรือเท็จ ( ฯลฯ ) ย่อมเป็นการเอามุมมองของจารีตหนึ่งมาตัดสินอีกจารีตหนึ่ง ตัวจารีตแบบแผนไม่ได้ดีหรือร้ายโดยตัวของมันเอง จารีตทั้งหลายก็เป็นของมันอย่างที่มันเป็น จะกลายเป็นสิ่งปรารถนาหรือไม่พึงปรารถนา ก็ต่อเมื่อมีผู้ที่ร่วมอยู่ในจารีตอื่นมาตัดสิน
ตัวอย่าง สัมพัทธคติในทางการเมืองนั้นเรียกร้องให้จารีตทุกจารีตมีความเท่าเทียมกัน เพียงข้อเท็จจริงที่ว่ามีคนกลุ่มหนึ่งดำเนินชีวิตตามจารีตใดจารีตหนึ่งก็เพียงพอแล้วที่ทำให้จารีตนั้นมีสิทธิ์จะได้รับสิทธิพื้นฐานในสังคมที่จารีตนั้นดำเนินอยู่
ข้อโต้แย้ง " ที่เป็นปรัชญามากกว่า " นั้น อาจสนับสนุนกระบวนการดังกล่าว โดยชี้ให้เห็นว่า จารีตใดจารีตหนึ่ง ไม่ได้ดีหรือเลว แต่ดำรงอยู่อย่างนั้นเอง และจารีตนั้นๆ จะมีคุณสมบัติในทางบวกหรือลบอย่างไรก็ต่อเมื่อมีการมองตัดสินโดยผ่านกรอบของจารีตอื่น นอกจากนี้ควรให้ความสำคัญเป็นพิเศษต่อความเห็นของผู้ที่ดำรงชีวิตตามแบบแผนของจารีตนั้นๆ เอง

สัมพัทธคติในทางการเมืองเป็นการเรียกร้องยืนยันในสิทธิ
สัมพัทธคติในทางปรัชญานั้น คือ ความเห็นที่ว่า จารีตทุกจารีต ทฤษฏีทุกทฤษฎี แนวความคิดทุกแนว ล้วนถูกหรือผิดเท่าๆ กันหมด ดังนั้น การกระทำอย่างหนึ่งอย่างใดจะดีหรือชั่ว ถูกหรือผิด ควรหรือไม่ควร จึงขึ้นอยู่กับเงื่อนไขและปัจจัยหลายอย่าง เช่น บุคคล เวลา สถานที่ สภาพแวดล้อม จารีตประเพณี สภาพทางเศรษฐกิจ เป็นต้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้มีส่วนในการกำหนดความดี ความชั่ว ในสถานการณ์หนึ่ง สิ่งหนึ่งหรือการกระทำหนึ่งอาจดีหรือถูก แต่ในอีกสถานการณ์หนึ่ง สิ่งเดียวกันหรือการกระทำเดียวกันนี้อาจเลวหรือผิดก็ได้
ดังนั้น ความดี ความชั่ว ความถูก ความผิด จึงมิใช่สิ่งตายตัว ทั้งก็ไม่มีเกณฑ์ หรือมาตรการที่ตายตัวใด ๆ มาตัดสินได้ เกณฑ์หรือมาตรการจะแปรเปลี่ยนไปตามบุคคล หรือสังคม ซึ่งอาจแตกต่างกันได้ ทั้งไม่มีเกณฑ์ใดถูกต้อง หรือดีกว่าเกณฑ์อื่น เกณฑ์ของคน ๆ หนึ่ง หรือของสังคมหนึ่งจะนำไปใช้กับอีกคนหนึ่ง หรือสังคมหนึ่งไม่ได้ ด้วยว่าโลกเรามีวัฒนธรรม ความเป็นอยู่ของสังคม หลากหลายแตกต่างกันไป การปฏิบัติอย่างหนึ่งอาจเป็นที่สรรเสริญ แต่ในอีกสังคมหนึ่ง การปฏิบัตินั้นกลับเป็นที่น่าประณาม ดังนั้น เกณฑ์จากที่ใดก็ควรเป็นเกณฑ์ของสังคมนั้น และเกณฑ์ของสังคม ณ สมัยใดก็ควรเป็นของสมัยนั้น เป็นไปไม่ได้ จะหาเกณฑ์สากล ที่สามารถใช้ได้ทุกหนแห่ง ทุกเวลา เราจึงไม่ควรนำเกณฑ์ของสังคมหนึ่ง ไปใช้ตัดสินการะกระทำ ของคนที่อยู่ในอีกสังคมหนึ่ง

ทำไมถึงเรียก ปีศาจสัมพัทธคติ
Paul Feyerabend นักปรัชญาวิทยาศาสตร์ กล่าวว่า เหตุที่เรียกปีศาจสัมพัทธคติ เนื่องจาก ปัจจุบันคนเรา กำลังก้าวสู่ดินแดนที่เต็มไปด้วยกับดัก เล่ห์เหลี่ยมต่างๆ อารมณ์ที่ร้อนแรงกลายเป็นข้อโต้แย้ง สัมพัทธคติถูกโจมตีกลายเป็นปีศาจเพราะคนเราเกิดความกลัว ว่า สัมพัทธคติจะคุกคามสถานภาพและบทบาทของพวกเขา
จุดสำคัญของความกลัวต่อสัมพัทธคตินี้ คือ ความกลัวว่าทัศนะที่ตัวเองรักและหวงแหนจะกลายเป็นเพียงทัศนะหนึ่งในการจัดการชีวิต ซึ่งเหลือความสำคัญก็แต่ในหมู่ผู้ที่เติบโตมาตามแบบแผนเช่นนั้น และบางทีกลับเป็นสิ่งที่ไม่น่ายินดี หรือกลายเป็นสิ่งกีดขวางสำหรับคนในจารีตอื่นก็ได้ มีคนจำนวนน้อยมากที่พอใจ และดำเนินชีวิตอย่างที่ตนพอใจ โดยที่ไม่ประสงค์จะเอาจารีตหรือแบบแผนของตนไปยัดเยียดให้คนอื่น คนส่วนใหญ่รวมทั้งชาวคริสต์ นักเหตุผลนิยม นักเสรีนิยม และมาร์กซิสต์เป็นจำนวนมาก เชื่อว่ามีสัจจะเพียงหนึ่งเดียวและสัจจะที่ว่านั้นต้องอยู่เหนือสัจจะอื่นใด ใด ความมีใจกว้างไม่ได้หมายถึงการปล่อยให้ ความเห็นผิด อยู่เคียงข้างกับสัจจะ แต่หมายถึงการรู้จักปฏิบัติอย่างมีน้ำใจต่อคนที่ถูกความเห็นผิดควบคุมอยู่ ในแง่สัมพัทธคติย่อมทำให้ท่าทีของตนเหนือคนอื่นอย่างสะดวกสบายนี้ กลับเป็นเรื่องไร้สาระด้วยเหตุนี้ใครต่อใครจึงเกลียดกลัวสัมพัทธคติยิ่งนัก
นอกจากนี้ความเกลียดกลัวนี้ยังเพิ่มมากขึ้น เมื่อมีการยกเอาผลในทางปฏิบัติมาโจมตีเสริมข้อโต้แย้งในทางความคิด ใครต่อใครมักพูดกันว่า คนที่เชื่อว่าความจริงเป็นสิ่งสัมพัทธ นั้น ย่อมไม่มีเหตุผลพอที่จะรักษาวาจาสัตย์ ทำตามพันธสัญญาหรือเคารพชีวิตผู้อื่น พวกนี้เป็นเหมือนสัตว์ป่าที่ทำอะไรตามใจตนเอง และเพราะเป็นเหมือนสัตว์ป่านี่เอง ก็เลยทำให้พวกที่เชื่อในสัมพัทธคตินี้เป็นพิษเป็นภัยต่อชีวิตศรีวิไลของมนุษย์
ตัวอย่าง ( อันนี้ต้องพยายยามคิดเองกันนะ )
ปีศาจสัมพัทธคติที่เห็นชัดในขณะนี้ คือ กรณีรัฐบาลใช้ความรุนแรงสลายการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชน เพื่อประชาธิปไตย เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2551 ที่ผ่านมา ภายหลังจากที่ กลุ่ม พันธมิตรฯ ได้เคลื่อนพลจากทำเนียบฯ ไปปิดล้อม รัฐสภา เพื่อขัดขวางไม่ให้ รัฐบาลแถลงนโยบาย โดยตำรวจยิงแก๊สน้ำตา ใส่กลุ่มผู้ชุมนุม เพียงเพื่อต้องการที่จะให้กลุ่มผู้ชุมนุม เปิดทางให้ รัฐบาลและ สส. เข้าแถลงนโยบาย เท่านั้น ขณะที่ ทางกลุ่มพันธมิตรฯเองก็ได้มีการตอบโต้ กลับคืนเช่นกัน โดยการปะทะกัน ของทั้ง 2 ฝ่าย มีอย่างต่อเนื่องตลอดวันที่ 7 ตุลาคม เหตุการณ์ลุกลามบานปลายใหญ่โต
จากเหตุการณ์นั้น ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต และ ขาขาด แขนขาด จำนวนหนึ่งและบาดเจ็บทั้งสองฝ่าย หลายร้อยคน และเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ของสังคมไทย ต่างฝ่ายต่างกล่าวหาซึ่งกันและกัน โดยทางกลุ่มพันธมิตรฯ โดยกลุ่มแกนนำ ฯ ก็ ประณามการกระทำของตำรวจ ว่า ใช้ความรุนแรง สลายม็อบโดยไม่มีการเจรจาก่อน ขณะที่ทางตำรวจเอง โดย พล.ต.ต. อำนวย นิ่มมะโน รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (รอง ผบช.น.) ก็ออกมาชี้แจง ว่าการปิดล้อมถนนโดยรอบรัฐสภาและทางเข้าออก และประกาศชัดเจนว่าจะขัดขวางการประชุมรัฐสภา แปลว่า ขัดขวางการบริหารราชการแผ่นดิน ถือว่าเกินกรอบการใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญที่จะตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล หากจะใช้สิทธิตรวจสอบต้องเปิดโอกาสให้รัฐบาลบริหารงานก่อน อีกทั้ง พันธมิตร เอาน้ำมันมาราดถนน การบาดเจ็บที่เกิดขึ้น อาจจะเป็นเพราะว่า วิ่งหกล้มกันเองก็เป็นได้ พร้อมกับโอดครวญว่า กลายเป็นจำเลยของสังคมทั้งๆที่ ทำหน้าที่มีการรักษาความสงบให้กับบ้านเมือง
เหตุการณ์ดังกล่าว กลายเป็นเรื่องที่ลุกลามบานปลาย ถึงขั้น โรงพยาบาลหลายแห่ง ประกาศจะไม่รับรักษาตำรวจที่บาดเจ็บ หรือกระทั่ง คน ม.จุฬาฯ แต่งดำประท้วง การทำหน้าที่ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เป็นต้น
เหตุใด เหตุการณ์สลายม็อบพันธมิตร วันที่ 7 ตุลาคม จึงกลายเป็น เหตุการณ์ปีศาจสัมพัทธภาพ เนื่องจาก คนกลุ่มหนึ่ง คือ กลุ่มพันธมิตรฯ และแนวร่วมฯ ไม่ยอมรับ กฎ กติกาของบ้านเมืองที่กำหนดไว้ หมายถึงไม่ยอมรับการเข้ามาบริหารประเทศ ของรัฐบาลทั้งของ นาย สมัคร สุนทรเวช และรัฐบาลของ นาย สมชาย วงศ์สวัสดิ์ ทั้งๆที่ ทั้ง2 รัฐบาล เข้ามาบริหารประเทศ ด้วยวิถีทางประชาธิปไตย คือ เสียงส่วนใหญ่เลือก สส.ของพรรคพลังประชาชน เข้ามาเป็นจำนวนมาก และ

ได้รับเลือกให้เป็นแกนนำในการบริหารประเทศ
การปลุกระดม โดยการเอาความคิดของตนเอง ไปตัดสินดีชั่วถูกผิด การกล่าวโจมตี ว่า ทั้งรัฐบาลของนายสมัคร และรัฐบาลของนาย สมชายเป็นนอมินี ของ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ทั้งๆที่ รัฐบาลของนายสมชายเอง ยังไม่ทันได้แถลงนโยบายเพื่อเข้าบริหารประเทศด้วยซ้ำ การประกาศอารยะขัดขืน ไม่ยอมรับหมายจับในข้อหากบฏ หรือการเข้ายึดทำเนียบ การหยุดงานประท้วงของพนักงานรถไฟ หรือแม้กระทั่งการตัดน้ำตัดไฟรัฐสภาในวันที่แถลงนโยบาย
ในขณะที่ ทางฝั่งรัฐบาลเอง โดยเฉพาะตำรวจ ก็ใช้กำลังเข้าไปสลายการชุมนุม หน้ารัฐสภา ใช้แก๊สน้ำตายิงเข้าใส่ เท่ากับยิ่งเป็นการยั่วยุ ให้เกิดความรุนแรง ความเกลียดชังมากยิ่งขึ้น ดังนั้น เมื่อต่างฝ่ายต่างเอาความคิดของตนเป็นที่ตั้ง จึงย่อมไม่มีเหตุผลพอที่จะรักษาวาจาสัตย์ ทำตามพันธสัญญาหรือเคารพชีวิตผู้อื่น เป็นเหมือนพวกสัตว์ป่าที่ทำอะไรตามใจตนเอง เป็นต้น
singhthong007@yahoo.com

แจ้งลบกระทู้ หรือ ลบผู้ตอบกลับ ตอบกลับโดย : admin IP ADDRESS : 125.25.102.96 , ,


View full-size image

Posts : 13
Replies : 76
« Reply #1 เมื่อ 14/10/2008 , 22:06:07 » Edit
ข้อสอบ ข้อ 2 อธิบายและแสดงความคิดเห็น การเมืองใหม่ ทฤษฎีรัฐศาสตร์ไร้น้ำยา

การเมืองแบบใหม่ คือขบวนการปฏิวัติเงียบเพื่อนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงแบบใหม่ ซึ่งมีสาเหตุมาจากความตกต่ำหรือการของสถาบันหลักต่างๆทางการเมืองเช่นรัฐ กลไกของรัฐ พรรคการเมือง หรือของสถาบันสังคม เป็นผลมาจากการตกอยู่ภายใต้การครอบงำของระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมชี้นำ ดังกระแสที่เรียกว่า privatization ทำให้ประชาชนเสื่อมศรัทธากับสถาบันทางการเมืองและสังคมที่เป็นอยู่ เพราะไม่สามารถแก้ไขปัญหาให้กับประชาชน เมื่อกลไกของรัฐและสังคมตกอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของกลไกตลาด ผลประโยชน์ของประชาชนส่วนใหญ่ก็ไม่ได้รับการดูแลปกป้องจากรัฐอีกต่อไป เมื่อเป็นเช่นนี้ประชาชนในประเทศอุตสาหกรรมก้าวหน้าจึงได้เริ่มคิดค้นรูปแบบและวิธีเคลื่อนไหวอื่นๆเพื่อแก้ไขปัญหาและความขัดแย้งใหม่ๆที่กำลังเผชิญอยู่ไม่ว่าจะเป็นปัญหาสิ่งแวดล้อมเป็นพิษ, โลกร้อน, ภัยจากสงครามอาวุธนิวเคลียร์ โรคเอดส์ ปัญหาสิทธิมนุษยชนโดยเฉพาะสิทธิของชนกลุ่มน้อย รวมถึงปัญหาความยากจนและปัญหาอื่นๆที่เกิดขึ้นในสังคม จึงนำไปสู่การคิดค้นรูปแบบและวิธีการขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมรูปแบบใหม่และวาทกรรมการพัฒนาชุดใหม่

ความแตกต่างที่สำคัญระหว่างการเมืองแบบเก่ากับการเมืองแบบใหม่
1.การเมืองแบบใหม่ไม่ศรัทธาในระบบการปกครองแบบรัฐสภาที่เป็นอยู่ เพราะเห็นว่าไม่มีที่ว่างให้กับประชาชนธรรมดาในการเข้าไปมีส่วนร่วมตัดสินใจทางการเมืองอย่างมีนัยสำคัญ การเมืองแบบใหม่ไม่เชื่อเรื่องของ “ ความเป็นตัวแทนของประชาชน”
2. การเมืองแบบใหม่ไม่ได้ให้ความสำคัญกับเรื่องของความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจและความมั่นคงของชาติ
3. กลุ่มคนที่สนับสนุนหรือเป็นฐานให้กับการเมืองแบบใหม่เป็นคนละชุดกับการเมืองแบบเก่ากลุ่มหลักที่สนับสนุนการเมืองแบบใหม่ได้แก่ กลุ่มคน “ ชนชั้นกลางใหม่ “ ซึ่งมีลักษณะเด่นตรงที่มีการศึกษาสูง รายได้ดี อาศัยอยู่ในเมือง มีอาชีพในแขนงวิชาต่างๆเช่น แพทย์ วิศวกร สถาปนิก นักกฎหมาย และ นักบริหารเป็นต้น
4.การเมืองแบบใหม่และขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมรูปแบบใหม่ มิใช่เป็นขบวนการเคลื่อนไหวเพื่อประท้วงหรือต่อต้านโดดๆแต่เป็นการเคลื่อนไหวที่มีเป้าหมายเด่นชัดอยู่ที่การช่วงชิงการนำ
และ 5 . ยุทธศาสตร์หรือวิธีที่ใช้ในการต่อสู้ เป็นขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมรูปแบบใหม่ เคลื่อนไหวในประเด็นปัญหาที่หลากหลายและกว้างไกลมากยิ่งไปกว่านั้น ยุทธศาสตร์ที่ขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมรูปแบบใหม่ใช้ก็มิใช่การประนีประนอมต่อรอง หรือการประสานประโยชน์ อย่างการเมืองเก่า แต่เลือกใช้วิธีปะทะ เผชิญหน้า หรือแตกหักกันเลยทีเดียว
การเมืองใหม่เกี่ยวข้องกับทฤษฎีรัฐศาสตร์ไร้น้ำยาอย่างไร

ในส่วนของ ทฤษฎีรัฐศาสตร์ไร้น้ำยา ทำไม รัฐศาสตร์จึงไร้น้ำยา นักรัฐศาสตร์ชาวอเมริกัน มองว่า รัฐศาสตร์นั้นเหมือนเป็ด ที่สามารถทำได้ทุกอย่างว่ายน้ำหรือบินก็ทำได้ แต่ทำได้ไม่ดีเลยสักอย่างวิชารัฐศาสตร์ไม่สามารถประยุกต์ไปใช้งานตามที่สังคมต้องการได้

ทำไมรัฐศาสตร์จึงไร้น้ำยา รัฐศาสตร์ไร้น้ำยาเมื่อมีความกลัวจนทำให้ไม่มีความกล้าที่จะพูด ไม่มีความกล้าที่จะแสดงออกถึงพลังที่กล้าหาญ ทั้งที่รัฐศาสตร์ได้มีความสำคัญ เมื่อ “ในหลวง” ขึ้นครองราชย์ ได้ประกาศคำรัฐศาสตร์ออกมาคือ เราจะปกครองแผ่นดินโดยธรรม คำว่าธรรม ทำให้รัฐศาสตร์ได้รับการยกย่องว่าเราต้องการสังคมที่ดี ไม่มีการกดขี่ข่มเหง ไม่เล่นพรรคเล่นพวก ถ้ากล้าพูด รัฐศาสตร์ก็กลายเป็นผู้นำสังคม ถ้ากลัวไม่กล้าพูด รัฐศาสตร์จึงไร้น้ำยา

การที่จะลบล้างคำปรามาสว่าวิชารัฐศาสตร์ไร้น้ำยาได้

1.ต้องรู้ เข้าถึง เข้าใจ ศาสตร์ต่างๆอย่างลึกซึ้ง เป็นการบูรณาการศาสตร์ต่างๆ เข้าด้วยกัน และสามารถเข้าใจถึงปรัชญาในศาสตร์แต่ละศาสตร์ได้อย่างชัดเจน เพื่อที่จะเสนอแนวคิด หลักการ แนวทางแก้ปัญหา ในกรณีเกิดวิกฤตทางรัฐศาสตร์ เนื่องจากนักรัฐศาสตร์เป็นสถาปนิกแห่งรัฐ
2.กล้าแสดงความคิดเห็นอย่างชาญฉลาด ชัดเจน มองสิ่งต่างๆ ในภาพรวม และสามารถสะท้อนปัญหาไปสู่แนวทางการแก้ไขได้
3.คิดค้นหารูปแบบใหม่เพื่อพัฒนาโครงสร้างการเมือง ระบบอำนาจ ระบบการบริหารงาน เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพ และเหมาะสมกับสังคม ประวัติศาสตร์ของประเทศนั้นๆ เพื่อให้ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดแก่ระบอบการปกครอง
4.นำหลักปรัชญา และ วิทยาศาสตร์มาผนวกบวกกันเพื่อให้คิดปรับเปลี่ยนตามสภาวการณ์ ให้สมกับคำกล่าวที่ว่า รัฐศาสตร์เป็นราชาแห่งศาสตร์

ตัวอย่าง ของการเมืองใหม่ ที่เห็นได้ชัดเจนในสังคมบ้านเรา เช่น การที่ กลุ่มชาวไร่ชาวนาออกมาปิดถนน เรียกร้องให้ รัฐบาลประกันราคาข้าว ,การรวมตัวของประชาชนทางภาคอีสาน ในนามของสมัชชาคนจน ที่เรียกร้องให้รัฐบาลแก้ไขปัญหาในหลายเรื่อง ทั้งในเรื่องของการแก้ไข ปัญหาที่ดินทำกิน,จี้รัฐบาลให้ความช่วยเหลือในเรื่องของผลกระทบจากโครงการของรัฐ เป็นต้น

หรือแม้แต่กระทั่ง การชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยเองก็ตาม ที่จะเห็นได้ว่า คนที่มาร่วมชุมนุมเป็นกลุ่มชนชั้นกลางใหม่ มีรายได้ดี การศึกษาดี มีทั้งแพทย์ นักกฎหมาย นักแสดง ครู อาจารย์ พนักงานรัฐวิสาหกิจ หรือแม้แต่กระทั่งนักเรียน นักศึกษา เป็น ที่แสดงออกให้อย่างชัดเจน ไม่ยอมรับระบบการเมืองแบบเก่า ไม่ยอมรับสส.หน้าเก่า รวมถึงไม่ยอมรับการครอบงำของระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมชี้นำ เป็นต้น

ดังนั้น การเมืองใหม่ จึง เป็นตัวอย่างหนึ่ง ที่ทำให้รัฐศาสตร์ไม่ไร้น้ำยา เพราะหากประชาชน กล้าที่จะลุกขึ้นมาพูด มาแสดงพลังเรียกร้องความต้องการอย่างกล้าหาญ แสดงออกว่า ต้องการสังคมที่ดี ไม่มีการกดขี่ข่มเหง ไม่เล่นพรรคเล่นพวก ถ้ากล้าพูด รัฐศาสตร์ก็กลายเป็นผู้นำสังคม เพราะถ้ากลัวไม่กล้าพูด รัฐศาสตร์จึงไร้น้ำยา

singhthong007@yahoo.com
แจ้งลบกระทู้ หรือ ลบผู้ตอบกลับ ตอบกลับโดย : admin IP ADDRESS : 125.25.102.96 , ,


View full-size image

Posts : 13
Replies : 78
« Reply #2 เมื่อ 14/10/2008 , 22:17:20 » Edit
ข้อ 3 กำลังช่วยกันทำอยู่ พรุ่งนี้เสร็จแล้วลงครับ
singhthong007@yahoo.com
แจ้งลบกระทู้ หรือ ลบผู้ตอบกลับ ตอบกลับโดย : admin IP ADDRESS : 125.25.127.5 , ,


View full-size image

Posts : 13
Replies : 79


« Reply #3 เมื่อ 15/10/2008 , 13:40:06 » Edit
ข้อ. 3 อธิบายความหมายของวาทะกรรม ในความหมายของ มิเชล ฟูโกต์ อธิบายเปรียบเทียบกับ
การเปลี่ยนกระบวนทัศน์ Paradigm Shift (ศาสตร์ปกติธรรมดา Normal Science) ของ โธมัส
เอส คูณห์

วาทกรรม (Discourse)
มิเชล ฟูโกต์ นักปรัชญาชาวฝรั่งเศส ซึ่งได้กล่าวถึงวาทกรรมไว้ว่า วาทกรรมหมายถึงระบบ และกระบวนการในการสร้าง/ผลิต เอกลักษณ์) และความหมาย (Significance) ให้กับสรรพสิ่งต่าง ๆ ในสังคมที่ห่อหุ้มเราอยู่ ไม่ว่าจะเป็นความรู้ ความจริง อำนาจ หรือตัวตนของเราเอง นอกจากนั้นแล้ว วาทกรรมยังคงทำหน้าที่ตรึงสิ่งที่สร้างขึ้นมานั้นให้ดำรงอยู่และเป็นที่ยอมรับของสังคมในวงกว้างจนกลายเป็นวาทกรรมหลัก (Dominant Discourse) หรือสิ่งที่มิเชล ฟูโกต์นั้นเรียกว่า “Episteme” ขึ้นมาในสังคม และยังมองว่า วาทกรรม คือระบบที่ทำให้การพูด/การเขียนถึง (รวมทั้งการปฏิบัติ) ในเรื่องต่าง ๆ ในสังคมหนึ่ง ๆ เป็นไปได้ เพราะวาทกรรมจะเป็นตัวกำหนดกฎเกณฑ์ เงื่อนไข และกลไกต่าง ๆ ในการพูด การเขียน (รวมทั้งการปฏิบัติ) ในเรื่องราว/ในรูปแบบต่าง ๆ ด้วย
“วาทกรรมถูกสร้างขึ้นจากความแตกต่างระหว่างสิ่งที่สามารถพูดได้อย่างถูกต้องในช่วงระยะเวลาหนึ่ง ฉะนั้น วาทกรรมจึงสร้างสรรพสิ่งต่าง ๆ ขึ้นมา ภายใต้กฎเกณฑ์ชุดหนึ่ง กฎเกณฑ์นี้จะเป็นตัวกำหนดการดำรงอยู่ การเปลี่ยนแปลง หรือ การเลือนหายของสรรพสิ่งนั่นคือควบคู่ไปกับสิ่งต่าง ๆ ที่สังคมสร้างขึ้น ยังมีการสร้างและการเปลี่ยนแปลงสิ่งที่ถูกพูดถึงโดยวาทกรรมอีกด้วย”

มิเชล ฟูโกต์ ( Michel Foucault) ได้ให้ความหมายของ
วาทกรรม หมายถึง กระบวนการสร้างความหมายโดยภาษาและสัญลักษณ์ต่างๆ
ที่ดำรงอยู่ในสังคม ประกอบกันเป็นความรู้ ความเข้าใจในเรื่องหนึ่งๆ
ซึ่งส่งผลต่อการกำหนดว่าอะไรคือความรู้ ความจริง และอะไรไม่ใช่
วาทกรรมเป็นสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นโดยสังคมทั้งโดยกลุ่มที่ครองอำนาจ
และกลุ่มที่ต่อต้าน

กล่าวโดยรวมในแนวคิดเกี่ยวกับเรื่องวาทกรรม ของมิเชล ฟูโกต์ ได้ว่า สิ่งที่เรียกว่า วาทกรรม ในทัศนคติของมิเชล ฟูโกต์ นั้น เป็นเรื่องที่มากกว่าเรื่องของภาษา คำพูด หรือ การตีความ แต่เป็นเรื่องของอำนาจและความรุนแรงที่แสดงออกมาในรูปของภาคปฏิบัติการจริงของวาทกรรม (Discursive Practices) ในสังคม หรือที่ฟูโกต์ กล่าวไว้ในปาฐกถานำในงานเขียนเรื่อง “the order of discourse” ที่ไชยรัตน์ เจริญสินโอฬาร (2545 : 25) ได้เรียบเรียงไว้ว่า “ในทุก ๆ สังคมการผลิตวาทกรรมจะถูกควบคุม คัดสรร จัดระบบ และแจกจ่ายภายใต้กฎเกณฑ์ชุดหนึ่ง ซึ่งมีหน้าที่พลิกแพลงเพื่อให้เรามองไม่เห็นอำนาจ และอันตราย รวมตลอดถึงความน่าเกลียด น่าสะพรึงกลัวของวาทกรรม เพื่อให้วาทกรรมดังกล่าวดำรงความเหนือกว่า/ความเป็นเจ้าในสังคม สำหรับสังคมปัจจุบันของเรา กฎเกณฑ์ที่รู้จักกันดีคือการกีดกัน การเก็บกด/ปิดกั้น ในรูปแบบที่เราคุ้นชินอย่างมากนั่นคือ การห้าม

การวิเคราะห์วาทกรรม (Discourse and Discourse Analysis)
แนวคิดดังกล่าวนี้เป็น การพยายามศึกษาและสืบค้นถึงกระบวนการ ขั้นตอน ลำดับเหตุการณ์ และลำดับปลีกย่อยต่าง ๆ ในการสร้างเอกลักษณ์และความหมายต่าง ๆ ให้กับสรรพสิ่งที่ห่อหุ้มเราอยู่ในสังคมในรูปแบบของวาทกรรม และภาคปฏิบัติการของวาทกรรมว่าด้วยเรื่องนั้น ๆ ว่าเป็นมาอย่างไร มีการต่อสู้เพื่อช่วงชิงการนำ (Hegemony) ในการกำหนดกฎเกณฑ์ว่าด้วยเรื่องนั้น ๆ อย่างไรบ้าง มีความเกี่ยวเนื่องสัมพันธ์กับบุคคล สถานที่ เหตุการณ์อะไร/อย่างไรบ้าง และผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการสร้าง รวมตลอดถึงการเก็บกด/ปิดกั้น สิ่งเหล่านี้ของวาทกรรมนั้นอยู่มีอย่างไร

ระบบของวาทกรรม คือ การสร้างความหมาย ความจริง โดยอ้างถึงเรื่องของความรู้ ความถูกต้อง จากนั้นได้นำเรื่องความรู้ความถูกต้องเหล่านั้นมาเป็นกรอบในการสร้างบรรทัดฐานและความคิดของคน สิ่งที่น่าคิดคือ ความรู้และความจริงเหล่านั้นถูกสร้างขึ้นมาจากผู้มีอำนาจ และผู้มีอำนาจได้ใช้ความรู้นั้นเป็นฐานอำนาจในการสร้างกรอบความคิดให้กับผู้คนผู้คนจึงตกอยู่ภายใต้อำนาจของคนเหล่านั้น

แนวคิดของเขาได้เผยให้เห็นถึงโครงสร้างทางประวัติศาสตร์ที่บิดเบือนจากข้อเท็จจริงผ่านรูป "วาทกรรม" และที่สำคัญวาทกรรมนั้นจะทรงพลานุภาพจะต้องเข้าสู่กระบวนการสถาปนา อำนาจ ในการสร้างชุดความรู้ขึ้นมาสิ่งเหล่านี้คือ สัจจะ ในปริบททางสังคมกรณี คนบ้ามิได้เกิดขึ้นเพียงเพราะเขาเหล่านั้นบ้าแต่เกิดขึ้นมีกลุ่มบุคคลที่อ้างชุดความรู้หนึ่งในการจัดนิยาม ความบ้า
และสถาปนาชุดความรู้เหล่านั้นโดยแบ่งแยก คนบ้า และคนปรกติซึ่งมีลักษณาการที่ต่างกัน
เราจึงมิได้บ้าโดยธรรมชาติ แต่กระบวนการทำให้กลายเป็น คนบ้า
ขึ้นอยู่กับอำนาจวินิจฉัยของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ


การเปลี่ยนกระบวนทัศน์ Paradigm Shift

กระบวนทัศน์ มาจากภาษาอังกฤษว่า "Paradigm" (พาราไดม์ ) คือแนวทางที่ยึดกันมา
การเปลี่ยนใหม่แบบถอนรากถอนโคน (Paradigm Shift ) เป็นการเปลี่ยนวิธีคิดใหม่ เป็นการเปลี่ยนแนวทางหรือวิถีทัศน์ในการมองโลก เนื่องจาก สิ่งที่เป็นเรื่องปกติหรือทำซ้ำแล้วซ้ำอีก ก่อให้เกิดสิ่งที่ โธมัส เอส คูณห์ เรียกว่า ศาสตร์ปกติธรรมดา (Normal Science) ซึ่งพจนานุกรมสังคมวิทยาบัญญัติไว้ว่า เป็นสิ่งที่มีการกระทำเป็นปกติวิสัยซ้ำแล้วซ้ำอีก (The kind of science routinely done day after day ) นั้น เมื่อเวลาผ่านไป สิ่งที่เป็นศาสตร์ปกติซึ่งไม่อาจจะแก้ได้ภายในทัศนะแม่บทเพียงทัศนะเดียว และ ณ จุดนี้ คูณห์ กล่าวว่า มีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้น (Anomalies) ซึ่งอาจจะเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ เช่นการเปลี่ยนแนวคิดของไอแซค นิวตันมาเป็นแนวของไอน์สไตน์ เรียกว่า ศาสตร์ปฏิวัติ (RevolutionaryScience)ในที่สุด
ศาสตร์ปกติ (Normal Science)
ความรู้ วิธีการหาความรู้ที่เป็นระบบ ของชุมชนวิชาการของคนสมัยนั้น ตอบปัญหาทุกอย่าง คนยอมรับเป็นเหมือนจิ๊กซอว์ คนเชื่อว่ามีคำตอบแล้วหาให้พบ เป็นการเฉลยปริศนา จนเกิดความผิดปกติ (Anomaly) ขึ้นมา กลายเป็นพาราไดม์ที่ได้รับการยอมรับ
แต่ถ้าตอบคำถามไม่ได้ ก็ล้มล้างและไปสร้างพาราไดม์ขึ้นมาใหม่ ภายในกรอบเดิม มี Concept มีคำเกิดขึ้นใหม่ เป็นวลี ประโยค ฐานสมมติ เกิดสมมติฐานขึ้นเป็นทฤษฎี แล้วแสวงหาพาราไดม์ใหม่


ความสามารถในการเปลี่ยนกระบวนทัศน์ได้นี้ คือ การที่คนเรายึดถือพาราไดม์เดียวและเกิดการเปลี่ยนแปลงพาราไดม์ได้นั้น ต้องขึ้นอยู่กับการยอมรับของคน ทั้งนี้ไม่ใช่เรื่องที่เปลี่ยนกันง่ายๆ ต้องมีการปฏิวัติ (Revolution: รีโวลูชั่น) วิกฤติการณ์ (Crisis:ไครซีส) ชีวิตที่ไม่ปกติสุข (Anomaly: อะนอมมะลิ) และใช้เวลานาน
วิธีกระบวนทัศน์ที่มีการเปลี่ยนแปลง คือ การแสวงหาความรู้แบบวิทยาศาสตร์ที่อ้างความเป็นจริงแล้ว ก็หลีกเลี่ยงเรื่องของศรัทธา หรือความยึดมั่นในความคิด หรือกระบวนทัศน์ ในการพัฒนาความรู้ และศาสตร์ โดยการแยกการศึกษาส่วนย่อย ๆ ของโลกแห่งความเป็นจริง
ตัวอย่างการเปลี่ยนกระบวนทัศน์
1) แนวคิดโลกแบนมาเป็นโลกกลมแบบไอแซค นิวตัน
การเปลี่ยนความเชื่อเดิมที่ว่าโลกแบนนั้นคือการเกิด Paradigm Shift หรือ Deconstruction ขึ้นมา คือสิ่งที่เราสร้างขึ้น สามารถรื้อได้แล้วสร้างใหม่ได้ แต่ฐานยังเหมือนเดิม เช่นการรื้อตึกแล้วสร้างขึ้นมาในที่เดิม

2) การเปลี่ยนแปลงอย่างมากมายในสังคมไทย ในรัชกาลที่ 5
3) การมองโลกแบบอะตอม หรือ Atomism (แบบแยกย่อย) เปลี่ยนมาเป็นการมองอย่างองค์รวม
4) กระบวนทัศน์เก่าเน้นการแข่งขัน แสวงหากำไร กระบวนทัศน์ใหม่เน้นความร่วมมือเอื้ออาทร
5) กระบวนทัศน์เก่าเน้นตะวันตก สนับสนุนจักรวรรดินิยม การล่าอาณานิคม กระบวนทัศน์ใหม่เน้นความเท่าเทียม การยอมรับวัฒนธรรมที่หลากหลาย
6) กระบวนทัศน์เก่าเน้นการรวมอำนาจ กระบวนทัศน์ใหม่ เน้นการกระจายอำนาจ
7) กระบวนทัศน์เก่าปฏิเสธความสำคัญของโลกจิตวิญญาณ กระบวนทัศน์ใหม่ เน้นความสำคัญของจิตวิญญาณ
8) กระบวนทัศน์เก่าเน้นความสำคัญของบทบาทผู้ชาย กระบวนทัศน์ใหม่ เน้นความเสมอภาคทางเพศ

ดังนั้น แนวคิดแบบ Paradigm shift มีจริง และส่งผลให้มีการเปลี่ยนแปลงที่มีผลกระทบต่อสังคมไทยในแง่ดี ซึ่งอดีตประเทศไทยอยู่ในยุคทุนนิยม เลียนแบบวัฒนธรรมตะวันตก นิยมของนอก ต่อมาเกิดวิกฤตทางเศรษฐกิจ ทำให้ประเทศไทยได้รับผลกระทบโดยตรง และเปลี่ยนจากแนวความคิดที่ต้องการ “ พัฒนา “ ให้เป็นแบบตะวันตก มาเป็น “ เศรษฐกิจที่พอเพียง” กลับเข้าสู่ยุคเกษตรกรรม หันกลับมานิยมไทย ส่งเสริมวัฒนธรรมไทย ซึ่งเป็นผลดีต่อประเทศไทย โดยยกระดับคุณภาพต่าง ๆ ของสังคมไทย ให้เป็นสังคมอุดมสุข และสังคมอุดมธรรม

สำหรับการเปรียบเทียบในข้อนี้สามารถทำได้โดยกตัวอย่าง ว่ามันเหมือนกันหรือแตกต่างกัน หรือมีความเกี่ยวข้องกันอย่างไร ( ในความคิดของเรา )
In Example -
ความเชื่อต่างๆในสังคมที่ยึดถือกันมาเช่น พระเจ้าสร้างโลก เป็นวาทกรรมชุดหนึ่งที่กลุ่มคนที่มีอำนาจมากในอดีต ( ศาสนา ) ซึ่งก็หมายถึง กระบวนทัศน์ หรือพาราไดม์หนึ่งซึ่งคนยึดถือกันเพียงพาราไดม์เดียว ต่อมาเมื่อความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเจริญขึ้นจนค้นพบข้อมูลที่ว่าโลกเกิดมาได้อย่างไร ก็จึงเกิดการปฏิวัติด้านความเชื่อ โดยต้องมีการชี้แจงหลัฐานข้อเท็จจริงกันอย่างเป็นระบบจนผู้คนยอมรับและเกิดการเปลี่ยนกระบวนทัศน์อย่างถอนรากถอนโคนเกิดขึ้น เกิดเป็นพาราไดม์ใหม่ที่คนยอมรับและยึดถือจนกว่าจะมีการเกิดพาราไดม์ใหม่ที่น่าเชื่อถือกว่าเกิดขึ้น

( ถ้ามีแบบตัวอย่างเพิ่มเติมแล้วจะมาเอาลงนะ )


singhthong007@yahoo.com
แจ้งลบกระทู้ หรือ ลบผู้ตอบกลับ ตอบกลับโดย : admin IP ADDRESS : 125.25.127.5 , ,


View full-size image

Posts : 13
Replies : 80
« Reply #4 เมื่อ 15/10/2008 , 13:45:53 » Edit
Loading...
ทีลงไว้เนี่ยคือช่วยๆกันเดาว่าน่าจะเป็นแบบนี้ แต่ก็อ่านเพิ่มเติมบ้างก็ดี ลองอ่านเป็นแนวแต่ก็ต้องหาตัวอย่างและข้อมูลเพิ่มเติมบ้าง







อย่าลืมเขียนแบบที่อาจารย์สอนล่ะ 1.ทฤษฎี 2. ข้อเท็จจริง 3.ความคิดเห็น

โชคดีทุกคนนะครับ
singhthong007@yahoo.com
แจ้งลบกระทู้ หรือ ลบผู้ตอบกลับ ตอบกลับโดย : admin IP ADDRESS : 125.25.127.5 , ,


View full-size image

Posts : 13
Replies : 81
« Reply #5 เมื่อ 15/10/2008 , 14:15:24 » Edit
ขอบคุณ บุ๋ม มาก ตั้งใจทำเพื่อเพื่อนๆสุดๆ เดี๋ยวพวกเราเลี้ยงขนม
singhthong007@yahoo.com
แจ้งลบกระทู้ หรือ ลบผู้ตอบกลับ ตอบกลับโดย : admin IP ADDRESS : 125.25.112.198 , ,


View full-size image

Posts : 13
Replies : 82


« Reply #6 เมื่อ 16/10/2008 , 15:33:47 » Edit
เอาไว้อ่านเพิ่มเติม ( เพราะข้างบนเป็นแบบย่อ )



ท่านเรียนรัฐศาสตร์ทำไม ทำไมจึงว่ารัฐศาสตร์ไรน้ำยา จะแก้ไขกล่าวหาอย่างไร

การศึกษารัฐศาสตร์นั้นต้องประกอบด้วยหลายๆวิชาประสานกัน หรือสหวิทยาการ ซึ่งทำให้ผู้ศึกษาวิชารัฐศาสตร์มีความรู้หลากหลายสาขาวิชา เนี่องจากรัฐศาสตร์นั้นถือว่าเป็นราชาแห่งศาสตร์ ดังนั้นผู้ศึกษาวิชารัฐศาสตร์จึงมีความรู้กว้าง เป็นผู้รอบรู้ในทุกด้าน
Michael Nelson ซึ่งเป็นนักรัฐศาสตร์อเมริกันแห่งมหาวิทยาลัยแวนเดอร์บิลท์ ประเทศสหรัฐอเมริกา ได้กล่าวว่าวิชารัฐศาสตร์นั้นไร้น้ำยา โดยใจความสรุปแล้ว ถ้าเปรียบเทียบความคิดของ Nelsonกับสำนวนไทยก็คือ Nelson มองว่าวิชารัฐฐาสาตร์นั้นเหมือนเป็ด ที่สามารถทำได้ทุกอย่างว่ายน้ำหรือบินก็ทำได้ แต่ทำได้ไม่ดีเลยสักอย่าง ซึ่งได้กล่าวหาวิชารัฐศาสตร์ว่าไม่สามารถประยุกต์ไปใช้งานตามที่สังคมต้องการได้ เมื่อเกิดปัญหาในทางด้านรัฐศาสตร์ เช่นกรณี วอเตอร์เกท (Watergate) แทนที่สังคมจะรับฟังความคิดเห็นของนักรัฐศาสตร์แต่กลับให้ความสำคัญ และรับฟังความคิดเห็นของนักนิติศาสตร์ นักประวัติศาสตร์ นักสังคมศาสตร์ และ นักเศรษฐศาสตร์
Nelson ยังกล่าวเพิ่มอีกว่า นักรัฐศาสตร์เมื่อศึกษาสำเร็จแล้ว ก็สามารถวิพากษ์วิชารัฐศาสตร์ได้เพียงแค่คลุมเครือ มิได้มีความชัดเจน เพื่อที่จะสะท้อนแก่นแท้ของปัญหาต่างๆ ในภาพรวม รวมถึงไม่สามารถเสนอแนะแนวทางแก้ไขได้อย่างเป็นรูปธรรม
แม้นักรัฐศาสตร์รุ่นใหม่ๆจะ พยายามสร้างรัฐศาสตร์ให้มีความเป็น “วิทยาศาสตร์” แต่ก็มิได้ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้นแต่อย่างไร ในท้ายที่สุด นักรัฐศาสตร์ในอเมริกาก็ยังคงไม่ได้รับความเชื่อถือจากสังคมอยู่นั่นเอง เมื่อเปรียบเทียบกับศาสตร์อื่นๆ ที่สังคมให้การยอมรับมากกว่า เช่น นักสังคมศาสตร์
โดย Nelson กล่าวต่อว่า แม้รัฐศาสตร์ได้เข้าไปศึกษานโยบายสาธารณะ ก็เป็นเพียงพยายามจะยกฐานะให้ รัฐศาสตร์มีความเป็นวิทยาศาสตร์ขึ้นมาเท่านั้น แต่ก็ไม่ได้รับความสนใจจากบุคคลในสังคมส่วนรวม โดยมีเพียงผู้สนใจทางด้านรัฐศาสตร์เท่านั้นที่ให้ความสนใจ
แม้มีผู้ที่ตั้งคำถามว่าทำไม รัฐศาสตร์ ในอเมริกาจึงตกต่ำ มีผู้กล่าวว่า เนื่องจากประวัติศาสตร์อเมริกา มีเพียงแค่ 200 ปีเศษ เมื่อเทียบกับรัฐศาสตร์ในประเทศกรีก ซึ่ง Plato และ Aristotle ปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่ของโลกได้เสนอแนวความคิดต่างๆในด้านวิชารัฐศาสตร์ไว้อย่างมากมาย ทำให้วิชารัฐศาสตร์ในอเมริกาไม่บรรลุผลตามที่สังคมคาดหวังจึงมีผลผลกระทบต่อวิกฤตศรัทธาในวิชารัฐศาสตร์อเมริกา
Nelson ยังมองว่า การที่รัฐศาสตร์ไม่ได้รับการยอมรับจากสังคมอเมริกัน เนื่องมาจากการละเลยรากเหง้าทางด้านปรัชญาของวิชารัฐศาสตร์ มุ่งให้รัฐศาสตร์มีความเป็นวิทยาศาสตร์มากเกินไป
ส่วน David Ricci นักรัฐศาสตร์แห่งมหาวิทยาลับฮิบรู เมืองเยรูซาเร็ม กล่าวว่า นักรัฐศาสตร์สมัยใหม่มิได้คิดเรื่องที่เป็น “อมตะ”เพียงแต่คิดเล็กน้อยไม่เป็นแก่นแท้ เหมือนนักปราชญ์ในสมัย
โบราณได้แต่งตำรางานเขียนประเภทอมตะ (the great books) ไว้อย่างมากมาย ซึ่ง Ricci เรียกร้องให้ นักรัฐศาสตร์แสดงความคิดเห็นที่เป็นอมตะ(the great books) ซึ่งนักรัฐศาสตร์สมัยปัจจุบันยังมองปัญหา ตั้งคำถามค้นหาคำคอบ เสนอแนวหลักคิด ในภาพรวมไม่ได้ และสนใจปัญหาปลีกย่อยที่เล็กน้อย หรือ Ricci เรียกว่า small conversation หรือ บทสนทนาจิ๊บจ้อย
ส่วน Herbert Kaufman นักรัฐศาสตร์ชาวอเมริกันได้ตั้งข้อสังเกตเพิ่มเติมอีกว่า งานศึกษาในช่วงสามทศวรรษที่ผ่านมาบรรดานักรัฐศาสตร์ทั้งหมดสามารถสรุปแนวความคิดเกี่ยวกับรัฐศาสตร์และรวมรวมสลักไว้ในด้านหลังเพียงแค่กลัดไม้ขีดไฟเท่านั้น
การที่จะลบล้างคำปรามาสว่าวิชารัฐศาสตร์ไร้น้ำยาได้
1.ต้องรู้ เข้าถึง เข้าใจ ศาสตร์ต่างๆอย่างลึกซึ้ง เป็นการบูรณาการศาสตร์ต่างๆ เข้าด้วยกัน และสามารถเข้าใจถึงปรัชญาในศาสตร์แต่ละศาสตร์ได้อย่างชัดเจน เพื่อที่จะเสนอแนวคิด หลักการ แนวทางแก้ปัญหา ในกรณีเกิดวิกฤตทางรัฐศาสตร์ เนื่องจากนักรัฐศาสตร์เป็นสถาปนิกแห่งรัฐ
2.กล้าแสดงความคิดเห็นอย่างชาญฉลาด ชัดเจน มองสิ่งต่างๆ ในภาพรวม และสามารถสะท้อนปัญหาไปสู่แนวทางการแก้ไขได้
3.คิดค้นหารูปแบบใหม่เพื่อพัฒนาโครงสร้างการเมือง ระบบอำนาจ ระบบการบริหารงาน เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพ และเหมาะสมกับสังคม ประวัติศาสตร์ของประเทศนั้นๆ เพื่อให้ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดแก่ระบอบการปกครอง
4.นำหลักปรัชญา และ วิทยาศาสตร์มาผนวกบวกกันเพื่อให้คิดปรับเปลี่ยนตามสภาวะการณ์ ให้สมกับคำกล่าวที่ว่า รัฐศาสตร์เป็นราชาแห่งศาสตร์

David Ricci ได้พิจารณาว่าเมื่อพฤติกรรมศาสตร์แทรกเข้ามาในการศึกษาทำให้การศึกษาในวงการรัฐศาสตร์แคบลง (Trivial Issue) ดังนั้นจึงมองว่าต้องหาทางฟื้นฟูให้มีการศึกษาในเรื่องที่มีแก่นสารหรือมีสาระมากขึ้น เพราะถ้ายังตกอายู่ภายใต้อิทธิพลของพฤติกรรมศาสตร์รัฐศาสตร์คงหาคำตอบอะไรที่เป็นประโยชน์ไม่ได้ อ.ชัยรัตน์ เจริญโอฬารได้เอาแนวคิดของ Ricci มาาขยายความในบทความ"เรื่องความไร้น้ำยาของรัฐศาสตร์" ดังนั้นจะต้องมีการปรับวิธีการศึกษารัฐศาสตร์เสียใหม่




รัฐศาสตร์ไร้น้ำยา
ทำไมจึงกล่าวว่ารัฐศาสตร์ไร้น้ำยา รัฐศาสตร์ไร้น้ำยาเมื่อมีความกลัวจนทำให้ไม่มีความกล้าที่จะพูด ไม่มีความกล้าที่จะแสดงออกถึงพลังที่กล้าหาญ ทั้งที่รัฐศาสตร์ได้มีความสำคัญเมื่อในหลวงขึ้นครองราชย์ ได้ประกาศคำรัฐศาสตร์ออกมาคือ เราจะปกครองแผ่นดินโดยธรรม คำว่าธรรม ทำให้รัฐศาสตร์ได้รับการยกย่องว่าเราต้องการสังคมที่ดี ไม่มีการกดขี่ข่มเหง ไม่เล่นพรรคเล่นพวก ถ้ากล้าพูด รัฐศาสตร์ก็กลายเป็นผู้นำสังคม ถ้ากลัวไม่กล้าพูด รัฐศาสตร์จึงไร้น้ำยา


สาเหตุของความไร้น้ำยาของรัฐศาสตร์ในสหรัฐ มีดังนี้
1) นักศึกษาไม่ทราบว่าเรียนไปเพื่อจุดประสงค์อะไร ทำอะไรได้บ้าง ไม่เป็นที่ต้องการของตลาด งานอาชีพ
2) รัฐศาสตร์ในสหรัฐได้ละเลยพื้นฐานทางปรัชญา ไม่มีความเป็นตัวของตัวเอง

วิธีแก้ใขรัฐศาสตร์ในสหรัฐ คือ
1) การกลับไปเรียนรู้ข้อผิดพลาดที่ผ่านมา
2) ให้ความสำคัญกับงานศึกษาต่างๆเพื่อให้นักรัฐศาสตร์มีทัศนะที่กว้างไกล สามารถตั้งคำถามขั้นพื้นฐานที่สำคัญๆมากกว่าการศึกษาเรื่องแคบๆและซ้ำซากจำเจเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวกับพฤติกรรมการเลือกตั้ง

วิธีไม่ให้รัฐศาสตร์น้ำยา มีดังนี้
1) กล้าคิดในสิ่งที่สมควรคิดอย่างถูกต้องทำนองคลองธรรม
2) กล้าพูดในสิ่งสมควรพูดอย่างถูกต้องทำนองคลองธรรม
3) กล้าทำในสิ่งที่สมควรทำอย่างถูกต้องทำนองคลองธรรม

singhthong007@yahoo.com
แจ้งลบกระทู้ หรือ ลบผู้ตอบกลับ ตอบกลับโดย : admin IP ADDRESS : 125.25.112.198 , ,


View full-size image

Posts : 13
Replies : 83
« Reply #7 เมื่อ 16/10/2008 , 15:36:01 » Edit
สัมพัทธนิยม (Relativism)
สัมพัทธนิยม เป็นแนวคิดที่ถือว่า การกระทำไม่ได้จัดว่าดีหรือชั่ว ถูกหรือผิด แน่นอนตายตัวในตัวมันเอง แต่ดี ชั่ว ถูก ผิดของการกระทำขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมที่กระทำ คือถือว่า ดี ชั่ว ถูก ผิด อาจเปลี่ยนไปตามสภาพแวดล้อมที่กระทำ ค่าทางจริยธรรมของการกระทำ คือ ดี ชั่ว ถูก ผิด ควร ไม่ควร จะมีลักษณะสัมพัทธ์ คำว่า “ สัมพัทธ์ ” ณ ที่นี้ หมายความว่า สิ่ง ๆ หนึ่งเปลี่ยนแปลงไปตามเหตุปัจจัยภายนอก ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขและปัจจัยหลายอย่าง เช่น น้ำ ซึ่งมีลักษณะไม่ตายตัว เปลี่ยนแปลงไปตามภาชนะที่บรรจุใส่ การกระทำของบุคคลก็เป็นเช่นเดียวกัน ดังนั้น กลุ่มแนวคิดสัมพัทธนิยมจึงมีทัศนะว่า ดี ชั่ว ไม่ใช่สิ่งที่ตายตัว การกระทำหนึ่งจะดีหรือชั่ว ถูกหรือผิด ควรหรือไม่ควร ล้วนขึ้นอยู่กับสิ่งอื่นมากำหนด
จากคำนิยามนี้ จะหมายความว่า ในทัศนะของชาวสัมพัทธนิยม ค่าทางจริยธรรม และเกณฑ์ตัดสินจริยธรรมมิได้มีอยู่อย่างแน่นอนตายตัว แต่ขึ้นอยู่กับบุคคลหรือสังคม เกณฑ์ที่ใช้ตัดสินค่าทางจริยธรรมจึงแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล และสังคม ดังนั้น การกระทำอย่างหนึ่งอย่างใดจะดีหรือชั่ว ถูกหรือผิด ควรหรือไม่ควร จึงขึ้นอยู่กับเงื่อนไขและปัจจัยหลายอย่าง เช่น บุคคล เวลา สถานที่ สภาพแวดล้อม จารีตประเพณี สภาพทางเศรษฐกิจ เป็นต้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้มีส่วนในการกำหนดความดี ความชั่ว ในสถานการณ์หนึ่ง สิ่งหนึ่งหรือการกระทำหนึ่งอาจดีหรือถูก แต่ในอีกสถานการณ์หนึ่ง สิ่งเดียวกันหรือการกระทำเดียวกันนี้อาจเลวหรือผิดก็ได้
ดังนั้น ในทัศนะของชาวสัมพัทธนิยม ความดี ความชั่ว ความถูก ความผิด จึงมิใช่สิ่งตายตัว ทั้งก็ไม่มีเกณฑ์ หรือมาตรการที่ตายตัวใด ๆ มาตัดสินได้ เกณฑ์หรือมาตรการจะแปรเปลี่ยนไปตามบุคคล หรือสังคม ซึ่งอาจแตกต่างกันได้ ทั้งไม่มีเกณฑ์ใดถูกต้อง หรือดีกว่าเกณฑ์อื่น เกณฑ์ของคน ๆ หนึ่ง หรือของสังคมหนึ่งจะนำไปใช้กับอีกคนหนึ่ง หรือสังคมหนึ่งไม่ได้ ด้วยว่าโลกเรามีวัฒนธรรม ความเป็นอยู่ของสังคม หลากหลายแตกต่างกันไป การปฏิบัติอย่างหนึ่งอาจเป็นที่สรรเสริญ แต่ในอีกสังคมหนึ่ง การปฏิบัตินั้นกลับเป็นที่น่าประณาม ดังนั้น เกณฑ์จากที่ใดก็ควรเป็นเกณฑ์ของสังคมนั้น และเกณฑ์ของสังคม ณ สมัยใดก็ควรเป็นของสมัยนั้น เป็นไปไม่ได้ จะหาเกณฑ์สากล ที่สามารถใช้ได้ทุกหนแห่ง ทุกเวลา เราจึงไม่ควรนำเกณฑ์ของสังคมหนึ่ง ไปใช้ตัดสินการะกระทำ ของคนที่อยู่ในอีกสังคมหนึ่ง
singhthong007@yahoo.com
แจ้งลบกระทู้ หรือ ลบผู้ตอบกลับ ตอบกลับโดย : admin IP ADDRESS : 125.25.112.198 , ,


View full-size image

Posts : 13
Replies : 84
« Reply #8 เมื่อ 16/10/2008 , 15:36:38 » Edit
หนึ่ง
ปีศาจสัมพัฑธคติ คือ Feyerabend บอกว่า เวลาที่เถียงกันเกี่ยวกับสัมพัทธคติ เรากำลังก้าวสู่ดินแดนที่เต็มไปด้วยกักดักและเล่ห์เหลี่ยม ดินแดนที่อารมณ์ร้อนแรงกลายเป็นข้อโต้แย้ง สัมพัทธคติมักถูกโจมตีไม่ใช่เพราะว่ามีใครหาข้อผิดของมันได้แต่เป็นเพราะเรากลัวมัน ปัญญาชนก็กลัวมันเพราะสัมพัทธคติย่อมคุกคามสถานภาพและบทบาทของพวกเขา
สัมพัทธคติมีอะไรหรือจึงทำให้ผู้คนหวาดกลัว จุดสำคัญก็คือ ความกลัวว่าทัศนะที่ตัวเองแสนรักแสนหวงจะกลายเป็นเพียงทัศนะหนึ่งในการจัดแจงกับชีวิต ซึ่งสำคัญก็แต่ในหมู่ผู้ที่เติบโตมาตามแบบแผนเช่นนั้น และบางทีก็อาจเป็นสิ่งที่น่าพิสมัย หรืออาจเป็นสิ่งกีดขวางสำหรับคนในจารีตอื่นก็ได้ มีคนจำนวนน้อยมากที่พอใจจะคิดและดำเนินชีวิตอย่างที่ตนพอใจ โดยที่ไม่ประสงค์จะเอาจารีตหรือแบบแผนของตนไปยัดเยียดให้คนอื่น คนส่วนใหญ่รวมทั้งชาวคริสต์ นักเหตุผลนิยม นักเสรีนิยม ย่อมเชื่อว่ามีสัจจะเพียงหนึ่งเดียว และสัจจะที่ว่านั้นจะต้องอยู่เหนือสัจจะอื่นใด ความมีใจกว้างไม่ได้หมายถึงการปล่อยให้มิจฉาทิฎฐิอยู่เคียงข้างกับสัจจะ แต่หมายถึงการรู้จักปฏิบัติอย่างมีน้ำใจต่อคนที่ถูกมิจฉาทิฎฐิตรึงอยู่ ในแง่สัมพัทธคติย่อมทำให้ท่าทีของตนเหนือคนอื่นอย่างสะดวกสบายนี้ กลับเป็นเรื่องไร้สาระด้วยเหตุนี้ใครต่อใครจึงเกลียดกลัวสัมพัทธคติยิ่งนัก
นอกจากนี้ความเกลียดกลัวนี้ยังเพิ่มมากขึ้น เมื่อมีการยกเอาผลในทางปฏิบัติมาโจมตีเสริมข้อโต้แย้งในทางความคิด ใครต่อใครมักพูดกันว่า คนที่เชื่อว่าความจริงเป็นสิ่งสัมพัทธนั้น ย่อมไม่มีเหตุผลพอที่จะรักษาวาจาสัตย์ ทำตามพันธสัญญาหรือเคารพชีวิตผู้อื่น พวกนี้เป็นเหมือนสัตว์ป่าที่ทำอะไรตามใจตนเอง และเพราะเป็นเหมือนสัตว์ป่านี่เอง ก็เลยทำให้พวกที่เชื่อในสัมพัทธคตินี้เป็นพิษเป็นภัยต่อชีวิตศรีวิไลของมนุษย์
singhthong007@yahoo.com
แจ้งลบกระทู้ หรือ ลบผู้ตอบกลับ ตอบกลับโดย : admin IP ADDRESS : 125.25.112.198 , ,


View full-size image

Posts : 13
Replies : 85


« Reply #9 เมื่อ 16/10/2008 , 15:37:23 » Edit
การเมืองแบบใหม่
ขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมรูปแบบใหม่และการพัฒนาชุดใหม่

ความตกต่ำหรือการของสถาบันหลักต่างๆทางการเมืองเช่นรัฐ กลไกของรัฐ พรรคการเมือง หรือของสถาบันสังคม เป็นผลมาจากการตกอยู่ภายใต้การครอบงำของระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมชี้นำ ดังกระแสที่เรียกว่า privatization ทำให้ประชาชนเสื่อมศรัทธากับสถาบันทางการเมืองและสังคมที่เป็นอยู่ เพราะไม่สามารถแก้ไขปัญหาให้กับประชาชน เมื่อกลไกของรัฐและสังคมตกอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของกลไกตลาด ผลประโยชน์ของประชาชนส่วนใหญ่ก็ไม่ได้รับการดูแลปกป้องจากรัฐอีกต่อไป เมื่อเป็นเช่นนี้ประชาชนในประเทศอุตสาหกรรมก้าวหน้าจึงได้เริ่มคิดค้นรูปแบบและวิธีเคลื่อนไหวอื่นๆเพื่อแก้ไขปัญหาและความขัดแย้งใหม่ๆที่กำลังเผชิญอยู่ไม่ว่าจะเป็นปัญหาสิ่งแวดล้อมเป็นพิษ, โลกร้อน, ภัยจากสงครามอาวุธนิวเคลียร์ โรคเอดส์ ปัญหาสิทธิมนุษยชนโดยเฉพาะสิทธิของชนกลุ่มน้อย รวมถึงปัญหาความยากจนและปัญหาอื่นๆที่เกิดขึ้นในสังคม การคิดค้นวิธีต่างๆและรูปแบบอื่นๆเกี่ยวกับสิ่งที่เรียกว่า “ การพัฒนา “ ด้วยการเคลื่อนไหวต่างๆถูกเรียกรวมๆกัว่าเป็น “ การเมืองแบบใหม่ “

โดยภาพรวมแล้ว ความแตกต่างที่สำคัญระหว่างการเมืองแบบเก่ากับการเมืองแบบใหม่สามารถประมวลได้ดังนี้

ประการแรก การเมืองแบบใหม่ไม่ศรัทธาในระบบการปกครองแบบรัฐสภาที่เป็นอยู่ เพราะเห็นว่าไม่มีที่ว่างให้กับประชาชนธรรมดาในการเข้าไปมีส่วนร่วมตัดสินใจทางการเมืองอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากเป็นการเมืองของสถาบันที่นิยมใช้ความรุนแรงกับประชาชนในรูปแบบต่างๆไม่ว่าจะเป็นรัฐประชาชาติ รัฐบาล ระบบราชการ พรรคการเมือง นักการเมือง กลุ่มผลประโยชน์ รวมถึงนักวิชาการต่างๆ มากกว่าเป็นการเมืองของประชาชนธรรมดา กล่าวอีกนัยหนึ่ง การเมืองแบบใหม่ไม่เชื่อเรื่องของ “ ความเป็นตัวแทนของประชาชน “
ฉะนั้น หัวใจของการเมืองแบบใหม่ จึงอยู่ที่การสร้างการเมืองแบบที่ประชาชนธรรมดามีบทบาทอย่างแข็งขันในรูปของขบวนการเคลื่อนไหวของประชาชนแบบต่างๆมากกว่าการเมืองแบบรัฐประชาชาติที่มุ่งเน้นการช่วงชิงอำนาจรัฐ และพยายามมองหาวิธีการสร้างอำนาจแบบใหม่ที่อยู่นอกวงการเมืองแบบเก่าให้ได้ นับเป็นการพยายามสร้างนิยามใหม่ให้กับ “ การเมือง “ ขณะเดียวกันก็มีความเห็นแตกต่างไปจากการเมืองแบบเก่าในเรื่องอำนาจด้วย กล่าวคือ อำนาจมิได้กระจุกตัว
ผูกขาดอยู่ ณ ที่ใดที่หนึ่ง แต่กระจัดกระจายอยู่ทั่วไปในสังคม ดังนั้นอาณาบริเวณของการเคลื่อนไหวของการเมืองแบบใหม่จึงมิได้จำกัดอยู่ที่ขั้วใดขั้วหนึ่งของการเมืองแบบเก่าเช่นที่ภาครัฐหรือเอกชน แต่อยู่ที่รอยต่อของสองขั้วนี้มากกว่า

ประการที่ 2 การเมืองแบบใหม่ไม่ได้ให้ความสำคัญกับเรื่องของความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจและความมั่นคงของชาติ ซึ่งเป็นสองประการที่ค้ำจุนการเมืองแบบเก่าหลังยุคหลังสงครามเย็น เพราะเห็นว่าที่ผ่านมาได้สร้างปัญหาให้กับสังคมสมัยใหม่โดยเฉพาะการทำลายล้างทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมภายใต้ข้ออ้างทางเศรษฐกิจ การพัฒนาอุตสาหกรรม และการทำสงครามล้างผั่นธ์มนุษย์
ตามที่ไชยรัตน์ เจริญสินโอฬาร (2538) ได้เสนอไว้ว่า ลักษณะการเคลื่อนไหวทางสังคมแบบ
ใหม่แตกต่างจากการเคลื่อนไหวทางสังคมแบบเก่าตรงที่ ขบวนการเคลื่อนไหวสิ่งแวดล้อม
เป็นการต่อสู้เพื่อให้เกิดการบริหารและจัดการทรัพยากรธรรมชาติโดยท้องถิ่นหรือชุมชน การเน้นไปที่การพัฒนาที่ให้ชุมชนหรือท้องถิ่นเป็นตัวตั้งไม่ใช่สังคมแบบตะวันตก เช่น ทฤษฎีการทำให้ทันสมัยเป็นตัวตั้ง ขบวนการเคลื่อนไหวทางสิ่งแวดล้อมได้ตั้งคำถามอย่างจริงจังกับชุดวาทกรรมการพัฒนากระแสหลักที่ไม่มีที่ยืนให้กับกลุ่มคนที่เสียเปรียบและด้อยโอกาสและไม่เคารพต่อภูมิปัญญาและวิถีชีวิตของ
ชาวบ้าน และขบวนการเคลื่อนไหวเกิดขึ้นจากการที่เห็นว่าไม่ได้รับการดูแลปกป้องจากรัฐจึง
ลุกขึ้นมาต่อสู้เอง

ประการที่สาม กลุ่มคนที่สนับสนุนหรือเป็นฐานให้กับการเมืองแบบใหม่เป็นคนละชุดกับการเมืองแบบเก่า คือ การเมืองแบบเก่าได้รับการสนับสนุนจากชนชั้นนายทุน ผู้ประกอบการ ชนชั้นกลางและชนชั้นแรงงาน ในขณะที่กลุ่มหลักที่สนับสนุนการเมืองแบบใหม่ได้แก่ กลุ่มคน “ ชนชั้นกลางใหม่ “ ซึ่งมีลักษณะเด่นตรงที่มีการศึกษาสูง รายได้ดี อาศัยอยู่ในเมือง มีอาชีพในแขนงวิชาต่างๆเช่น แพทย์ วิศวกร สถาปนิก นักกฎหมา และ นักบริหารเป็นต้น
บทบาทของชนชั้นกลางใหม่ในขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมใหม่ แตกต่างจากชนชั้นกลางในการเมืองแบบเก่า ที่สำคัญคือ มิได้เข้าไปในฐานะผู้นำ แต่เข้าไปในลักษณะร่วมมือกับกลุ่มคนอื่นๆที่ไม่มีบทบาทในการเมืองแบบเก่ามากกว่าเช่น คนหนุ่มสาว กลุ่มแม่บ้านชนชั้นกลาง กลุ่มคนว่างงาน และคนเกษียณอายุ ซึ่งมีเวลาว่างมากพอและไม่พอใจกับสภาพชีวิตที่เป็นอยู่จึงร่วมขบวนการเคลื่อนไหวด้วย
singhthong007@yahoo.com
แจ้งลบกระทู้ หรือ ลบผู้ตอบกลับ ตอบกลับโดย : admin IP ADDRESS : 125.25.112.198 , ,


View full-size image

Posts : 13
Replies : 86
« Reply #10 เมื่อ 16/10/2008 , 15:37:52 » Edit
ประการที่สี่ การเมืองแบบใหม่และขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมรูปแบบใหม่ มิใช่เป็นขบวนการเคลื่อนไหวเพื่อประท้วงหรือต่อต้านโดดๆอย่างขบวนการเคลื่อนไหวทางการเมืองแบบเก่า แต่เป็นการเคลื่อนไหวที่มีเป้าหมายเด่นชัดอยู่ที่การช่วงชิงการนำการสร้งความหมายคำนิยามหรือความหมายชุดใหม่ให้กับสิ่งที่เรียกร้อง ต่อสู้เคลื่อนไหวโดยไม่ตกอยู่ภายใต้เงื่อนไขหรือกติกาของการเมืองแบบเก่า

ประการสุดท้าย ได้แก่ยุทธศาสตร์หรือมรรควิธีที่ใช้ในการต่อสู้ กล่าวคือขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมรูปแบบใหม่ เป็นคนละอย่างกับการเมืองของกลุ่มผลประโยชน์ในการเมืองแบบเก่าเนื่องจากมิได้เคลื่อนไหวเรียกร้องบนพื้นฐานของผลประโยชน์แคบๆและเฉพาะเจาะจงของกลุ่มตัวเอง แต่เคลื่อนไหวในประเด็นปัญหาที่หลากหลายและกว้างไกลมากยิ่งไปกว่านั้น ยุทธศาสตร์ที่ขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมรูปแบบใหม่ใช้ก็มิใช่การประนีประนอมต่อรอง หรือการประสานประโยชน์ อย่างการเมืองเก่า แต่เลือกใช้วิธีปะทะ เผชิญหน้า หรือแตกหักกันเลยทีเดียว
singhthong007@yahoo.com
สมาชิกเท่านั้นที่สามารถโต้ตอบในกระทู้นี้ได้