ติดต่อลงโฆษณา ในเวปบอร์ดนี้

Abuse/แจ้งลบ
ABUSE / แจ้งลบ
Your Email :
Why? !
Security Code

ไล่ตงจิ้น ลูกขอทาน - ตอนที่ 1 เรื่องของผม

- กลับไปยังหมวดหลักของกระทู้นี้
  - ไล่ตงจิ้น ลูกขอทาน - ตอนที่ 1 เรื่องของผม
แจ้งลบกระทู้ หรือ ลบผู้ตอบกลับ กระทู้โดย : Admin(admin) IP ADDRESS : 203.113.34.10 , ,

Posts : 1358
Replies : 416


« เมื่อ 05/01/2007 , 19:50:15 » Send Topic Set to Print Page Edit


ไล่ตงจิ้น ลูกขอทาน ฉบับเต็ม จากขอทานสู่บุคคลดีเด่นของไต้หวัน

"ไล่ตงจิ้น ลูกขอทานผู้ไม่ยอมแพ้ต่อชะตาชีวิต" ในลานธรรมมีกระทู้เรื่องย่อแล้ว นี่คืออัตชีวประวัติของไล่ตงจิ้นฉบับเต็ม 49 ตอน

อัตชีวประวัติของอดีตขอทานที่ทุกคนเคยเย้ยหยัน
มีพ่อตาบอด แม่กับน้องชายคนโตปัญญาอ่อน
ทั้งหมด 14 ชีวิตที่เขาต้องเลี้ยงดู
เขาต่อสู้กับชีวิตจนได้เป็น "บุคคลดีเด่นของไต้หวัน"
เพราะใจที่...ไม่ยอมแพ้ เพียงคำเดียว


ไล่ตงจิ้น
ลูกขอทานผู้ไม่ยอมแพ้ต่อชะตาชีวิต

ไล่ตงจิ้น เขียน
วิลาวัลย์ สกุลบริรักษ์ แปล

ตอนที่ 1
เรื่องของผม

22 ธันวาคม ปี 1999 ผมยืนอยู่บนเวทีในพิธีมอบรางวัล 10 เยาวชนยอดเยี่ยมแห่งปี หลังจากที่ผมรับรางวัลแล้วกล่าวคำปราศรัยยาว 40 นาทีสิ้นสุดลง เสียงปรบมือก็ดังกึกก้องขึ้น ข้าราชการผู้ใหญ่ทั้งหลายต่างก็ลุกขึ้นปรบมือให้ผม ในนาทีนั้นแม่กับน้องชายคนโตก็นั่งอยู่ในห้องโถงพิธีด้วยเช่นกัน ผมมองพวกเขาที่นั่งอยู่หน้าเวที นึกถึงเรื่องราวในอดีตที่เราได้ฟันฝ่าร่วมกันมาแล้ว ผมกลั้นน้ำตาไว้ไม่ไหวจริง ๆ

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ผมได้รับรางวัลหรือใบประกาศเกียรติคุณหรอกครับ ตั้งแต่เล็กจนโตผมเคยได้รับรางวัลและใบประกาศต่าง ๆ เป็นร้อย ๆ ใบ สิ่งเหล่านี้นับเป็นกำลังใจที่ดีที่สุดสำหรับ “ชีวิตสวะ” ของเด็กขอทานอย่างผม ผมขอขอบคุณด้วยใจจริง แด่ทุกคนทั้งที่เคยเป็นกำลังใจและเคยช่วยเหลือผม มองย้อนกลับไป ตลอดระยะเวลา 40 ปีที่ผ่านมา เรื่องราวต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นช่างเหมือนภาพยนตร์ที่ฉายไปตัดมาอย่างรวดเร็วในหัวของผม ช่วงระยะเวลา 40 ปีของผมช่างยาวนานเสมือนเวลา 80 ปีของคนอื่น เพราะแต่ละก้าวนั้นเต็มไปด้วยความเจ็บปวดและโศกเศร้า แต่ละก้าวที่ย่างไปข้างหน้านั้น ราวกับก้าวเดินบนถนนก้อนกรวด เลือดไหลซิบ ๆ แต่ก็ยังต้องฝืนยกเท้าก้าวต่อไป

ยังดีที่ผมไม่ล้มลง ยังดีที่ผมยืนหยัดมาได้จนถึงวันนี้ ยังดีที่ผมไม่เคยละทิ้งชีวิตนี้ไป

กระผม นายไล่ตงจิ้น เกิดเมื่อวันที่ 20 มีนาคม 1959 พ่อเป็นขอทาน แม่เป็นคนปัญญาอ่อน

“บ้านฉันช่างน่ารักจริงเอง สะอาด สดใส มีพลานามัย และเปี่ยมสุข” เมื่อได้ยินเด็ก ๆ ร้องเพลงนี้ทีไร ใจผมกลับรู้สึกว่า “บ้านผมช่างแปลกเหลือเกิน” ก็ตอนที่พ่อตาแม่ยายผมห้ามลูกสาวเขาไม่ให้แต่งงานกับผม บ้านนั่นน่ะเป็นบ้านที่โคตรซวย บรมซวยที่สุดในโลกเชียวนะ” แล้วผมจะมีหน้าไปเถียงอะไรเขาได้เล่า ในเมื่อบ้านผมก็เป็นอย่างนั้นจริง ๆ พ่อผมไม่ได้เป็นเพียงขอทานธรรมดา ๆ เท่านั้น แต่ยังเป็นขอทานตาบอดอีกด้วย แถมแม่ผมยังเป็นคนปัญญาอ่อนที่มีภาวะอารมณ์ผิดปกติ หมอบันทึกลงในใบวินิจฉัยโรคว่าแม่ไอคิวต่ำเพียงระดับ 58 เท่านั้น

นี่คือเรื่องราวการเติบโตของผม เป็นบันทึกชีวิตคลุกเลือดเคล้าน้ำตาที่พวกเราทั้งครอบครัวได้ช่วยประคับประคองกันมา ผมเลือกที่จะนำเรื่องราวเหล่านี้มาบันทึกเป็นหนังสือในวันนี้ เพื่อระลึกถึงคืนวันในช่วงนั้น

พ่อผมเกิดที่หมู่บ้านเฉียนจู๋ หมู่บ้านเล็ก ๆ ที่แสนจะยากจนในอำเภออูรื่อ จังหวัดไถจง ปู่ย่ามีอาชีพรับจ้างทำนา เมื่อพ่ออายุได้สี่ขวบ ปู่ก็ป่วยตาย ย่าเลี้ยงดูลูกทั้งสาม (ได้แก่ พ่อผม ลุงและป้า) แต่เพียงลำพัง ในสมัยนั้นแค่การเป็นหญิงม่ายก็ลำบากพออยู่แล้ว แต่นี่ยังมีลูกติดอีกถึงสามคน จึงทำให้ทั้งครอบครัวต้องอดมื้อกินมื้ออยู่บ่อย ๆ ซ้ำยังต้องโดนดูถูกเหยียดหยามสารพัดด้วยเหตุนี้ อีกสามปีต่อไป ย่าจึงยอมแต่งงานใหม่ไปอยู่หมู่บ้านซิ่วซาน อำเภอต้าหย่า โดยที่ลูกทั้งสามไม่ได้ติดตามไปด้วย ทุกคนยังอยู่ที่อู่เรือ ทำงานรับจ้างทั่วไป เลี้ยงวัว เลี้ยงควายบ้าง พอประทังชีวิตไปวัน ๆ

เมื่อพ่ออายุได้ 17 ปี ย่าก็เสีย ดังนั้นนอกจากพี่ชายกับพี่สาวแล้ว พ่อจึงไม่มีญาติที่ไหนอีก แต่กระนั้นสวรรค์ก็ยังไม่ปรานี สองปีต่อมา จู่ ๆ ตาของพ่อก็เริ่มมีอาการผิดปกติ ในตอนนั้นทั้งลุงและป้าต่างก็แต่งงานแยกครอบครัวออกไปแล้ว ครอบครัวของแต่ละคนก็ลำบากมาก ไม่สามารถดูแลน้องชายคนนี้ได้ ประกอบกับแพทย์ในสมัยนั้นก็ยังไม่พัฒนา ตาของพ่อจึงค่อย ๆ บอดลงในที่สุด ที่น่าแปลกก็คือ อีกสิบกว่าปีต่อมา ลุงกับป้าก็ตาบอดทั้งสองข้างเช่นเดียวกัน ไม่รู้ว่าเพราะตั้งฮวงซุ้ยบรรพบุรุษไม่ถูกต้อง หรือเป็นเพราะความผิดปกติทางพันธุกรรมกันแน่ คงไม่มีใครตอบได้ สรุปก็คือเมื่อพ่ออายุได้ 22 ปี ตาก็บอดสนิททั้งสองข้าง

จากนั้นท่านจึงเริ่มใช้ชีวิตวณิพก หากินด้วยการเป็นหมอดูบ้าง หมอนวดบ้าง แต่เนื่องจากกิจการไม่ค่อยดีนัก โดยส่วนใหญ่แล้วพ่อจึงมักจะไปดีดพิณขอทานตามตลาดสดบ้างตลาดโต้รุ่งบ้าง ชีวิตพ่อมีเพียงแค่ไม้เท้าหนึ่งอัน ชามบิ่น ๆ หนึ่งใบกับพิณอีกหนึ่งตัว ระหกระเหินไปทั่ว ค่ำไหนนอนนั่น ในใจพ่อคิดอะไรอยู่นั้น ผมไม่เคยเข้าใจ บางทีชีวิตเร่ร่อนขอทานของชายตาบอด อาจจะมีสิ่งน่าพอใจอยู่บ้างก็ได้

พ่อซัดเซพเนจรไปเรื่อยจนอายุ 32 ปี วันหนึ่งพ่อเดินลัดเลาะไปจนถึงสะพานข้ามแม่น้ำหมู่บ้านจ้างฮว่าเอ้อหลิน กะว่าจะนั่งพักขาใต้ร่มไม้ให้พอหายเหนื่อยเสียก่อน พอนั่งลงก็ได้ยินเสียงคล้ายกับคนร้องครวญครางดังขึ้นใกล้ ๆ ตัว แม้พ่อจะมองไม่เห็น แต่ฟังจากเสียงก็รู้ว่าเป็นเสียงของเด็กผู้หญิง เสียงโอดโอยนั้นบอกถึงความทรมานสุดทน พ่อสงสัยว่าเธออาจจะป่วย จึงยื่นมือออกไปแตะดู ตั้งใจจะถามเธอว่าเป็นอะไร แต่เด็กหญิงดูเหมือนจะไม่เข้าใจถึงจะถามแล้วไม่ได้คำตอบ แต่ในสถานการณ์นั้น พ่อก็ไม่ใจดำพอจะทิ้งเด็กหญิงไว้ตามลำพังได้ จึงนั่งลงที่พื้นใกล้ ๆ คอยอยู่เป็นเพื่อนเธอ

ไม่รู้ว่านั่งไปนานเท่าไร พอดีมีชาวบ้านเดินผ่านมาเห็นเด็กหญิงนอนร้องโอดโอยอยู่ที่พื้น แกถอนใจยาว เล่าให้พ่อฟังว่า “จะว่าไปแล้วก็น่าสงสารนะเด็กคนนี้น่ะ บ้านแกอยู่ที่หมู่บ้านหยวนหลิน แต่ฐานะยากจน พอเกิดมาก็ถูกยกให้เป็นลูกบุญธรรมตระกูลเฉิงที่เอ้อหลิน หยวนโต้ง แต่ที่แย่ไปกว่านั้นก็คือ พอตระกูลเฉิงรู้ว่าเด็กคนนี้ปัญญาอ่อนแต่กำเนิด แล้วยังเป็นโรคลมบ้าหมูอีก อย่าว่าแต่เรื่องค่ารักษาพยาบาลเลย แค่เลี้ยงดูพ่อแม่บุญธรรมแกยังไม่ใส่ใจดูแล ได้แต่ปล่อยแกตามยถากรรม จะอยู่จะกินอย่างไรก็ช่าง พอเด็กมันหิวก็จับมดจับแมลง ผลไม้ ผักหญ้าใส่ปากไปตามแต่จะเก็บได้ เหนื่อยก็ล้มลงนอนกับพื้นสะเปะสะปะไปทั่ว พอป่วยก็ได้แต่มานอนโอดโอยอย่างที่เห็นนี่แหละ” พอพูดจบ ชาวบ้านคนนั้นก็ถอนใจยาวอีกเฮือกหนึ่ง แล้วส่ายหน้าเดินจากไป

พ่อคิดว่า คนเราเกิดมาใต้ฟ้าผืนเดียวกัน พ่อเองก็ไม่มีพ่อแม่ ส่วนเด็กคนนี้ก็ถูกทอดทิ้ง ทำไมในโลกนี้จึงมีคนน่าสงสารมากมายนักนะ แม้ตัวพ่อเองจะตาบอด แต่อวัยวะส่วนอื่นก็สมบูรณ์ดี ยังพาตัวไปขอทานได้ แม้จะต้องทนอดอยู่บ่อย ๆ แต่ลมหายใจก็ยังไม่สิ้น หากว่าพ่อใจดำจากไปในวันนี้ ไม่รู้ว่าเด็กที่น่าสงสารคนนี้จะมีชีวิตถึงวันพรุ่งนี้หรือเปล่า พอคิดได้อย่างนี้แล้ว พ่อก็ตัดสินใจว่าจะพาเด็กหญิงนี้กลับไปรักษาที่อูรื่อบ้านเกิดตัวเอง

ดังนั้นทั้งสองจึงอยู่กินกันเป็นสามีภรรยากันมา

ในสมัยนั้นยังไม่มีอะไรที่เรียกว่า “พิธีแต่งงาน” เพียงคนสองคนอยู่ด้วยกันก็ถือว่าเป็นสามีภรรยากันได้แล้ว และเด็กผู้หญิงปัญญาอ่อนที่ผมกำลังกล่าวถึงอยู่นี้ก็คือแม่ผมเอง ตอนหลัง เวลาพ่อเล่าถึงเรื่องนี้ทีไร จึงมักจะพูดว่าพ่อไป “เก็บ” แม่มา ที่จริงจะว่าอย่างนี้ก็คงไม่ผิดนัก เพราะตอนนั้นพ่ออายุ 32 ปีแล้ว ส่วนแม่อายุเพียง 13 ปีเท่านั้น ทั้งคู่อายุห่างกันถึง 19 ปี ก็เหมือนเก็บเด็กมาเลี้ยงจริง ๆ นั่นแหละ

คำพังเพยกล่าวว่า “หงส์คู่หงส์ มังกรคู่มังกร คางคกงี่เง่าคู่กับเต่าเฒ่าหลังตุง คนหลังค่อมคู่กับคนปัญญาอ่อน” ไม่รู้อย่างนี้ควรจะเรียกว่าสวรรค์บันดาลหรือสวรรค์กลั่นแกล้งดี

จากคุณ : milkyway

สมาชิกเท่านั้นที่สามารถโต้ตอบในกระทู้นี้ได้