ติดต่อลงโฆษณา ในเวปบอร์ดนี้

Abuse/แจ้งลบ
ABUSE / แจ้งลบ
Your Email :
Why? !
Security Code

ปัญหาในแผนกจัดซื้อ

- กลับไปยังหมวดหลักของกระทู้นี้
  - ปัญหาในแผนกจัดซื้อ
แจ้งลบกระทู้ หรือ ลบผู้ตอบกลับ กระทู้โดย : Admin(admin) IP ADDRESS : 203.113.35.9 , ,

Posts : 2190
Replies : 675


« เมื่อ 21/11/2007 , 19:40:49 » Send Topic Set to Print Page Edit


ปัญหาในแผนกจัดซื้อ

รายละเอียด

ผมอยู่แผนกจัดซื้อของโรงงานแห่งหนึ่งครับ (อยู่ในนิคมอุตสาหกรรม ใหญ่โตพอประมาณ)
แผนกของผมมีพนักงานอยู่ประมาณสิบกว่าคน ระดับหัวหน้ามี 2 คน
คนแรก ไม่ได้ทำงานกับโรงงานมาตั้งแต่ต้น แต่โรงงานรับเข้ามาเนื่องจากงานที่เพิ่มขึ้น เป็นคนสุภาพ ใจดี
แล้วก็ใจเย็น (จนบางครั้ง ผมคิดว่า เค้าใจเย็นเกินไปหน่อย) ประหยัด (ประมาณว่า ใช้เงินแบบมีเหตุผล
ทั้งในเรื่องส่วนตัวและเรื่องเงินของบริษัท ไม่เบิกพร่ำเพรื่อ) คนนี้อายุมากที่สุด ในแผนก
อายุก็ประมาณสี่สิบกว่าๆ
คนที่สอง เป็นพนักงานที่อยู่ในโรงงานนี้มาตั้งแต่ต้น อายุน้อยกว่าคนแรก ประมาณ 7-8 ปี (จะเรียกว่า
เด็กสร้างของโรงงานก็ได้) นิสัยเค้าค่อนข้างใจร้อนเป็นอย่างมาก เอาแต่ใจตัวเอง
แล้วก็ชอบจุกจิกกับเรื่องไม่เป็นเรื่อง (บางครั้งบางเรื่องควรเข้มงวดหรือระวังไม่ทำ
แต่บางเรื่องที่สามารถปล่อยผ่านไปได้ กลับทำให้มันเป็นเรื่อง) แต่ว่าเค้าชอบเลี้ยงลูกน้องบ่อยๆ
(ดูเหมือนใจกว้าง แต่จริงๆ ก็เอามาเบิกบริษัท เพราะว่าผมดูแลเงินของแผนกด้วย รู้ ไม่ชอบ แต่เงียบ)
จะว่าผมมีอคติกับหัวหน้าคนนี้ ผมยอมรับครับ แต่พนักงานในแผนกส่วนใหญ่นิยมประจบคนนี้ครับ
(เค้ารู้นิสัยแต่ว่า จากที่ดูการบริหารงานและการตัดสินใจต่างๆ ในเผนกจะอยู่ที่คนนี้เป็นหลัก)
พนักงานในแผนกก็ปรกติครับ แต่ว่าจะมีผู้ช่วยที่รองจากหัวหน้า 2 คนนี้ เป็นคนที่มีไอเดียดีๆ มาก
ช่วยคิดโครงการช่วยปัญหาให้กับแผนกครับ (ผมยังคิดเลยว่า ถ้าเค้าได้นายดีๆ เค้าคงรุ่งน่าดู
ระดับเกินคนรุ่นเดียวกันอย่างมาก งานในหน้าที่ก็ทำได้ดีไม่บกพร่อง ผมเอง เค้าก็ช่วยเทรนด์ให้
แล้วแผนกที่ดีลกันเค้าก็ชมมา) เค้าจะคอยช่วยหัวหน้าคนแรกอย่างมาก ประมาณว่าคุยกันรู้เรื่อง
(ผมเรียกรองหัวหน้าก็แล้วกันครับ เค้าเงินเดือนเท่ากัน แต่ดูจากอำนาจการตัดสินใจและการบริหารงาน)
เรื่องมีอยู่ว่า มีวัตถุดิบบางตัวที่หายากเป็นพิเศษ ทีให้บางที่หาให้ไม่ทันสายการผลิต
ทำให้ฝ่ายผลิตตำหนิมาบ่อย เจ้านายใหญ่ก็เรียกไปคุยกันในระดับหัวหน้าและผู้บริหารระดับสูงครับ แต่ว่าเลขา
(เลขาเค้าสนิทกับหัวหน้า คนที่อายุน้อยกว่า อยู่โรงงานนี้มาตั้งแต่ต้น)
เค้าบอกว่าเป็นเพราะรองหัวหน้าผมเค้าทำงานจัดซื้อหลุดไปบ่อยๆ Supplier ไม่ชอบ
ทางผู้บริหารเลยตกลงว่าจะให้ทำแต่งานเอกสารอย่างเดียว (หัวหน้าผมเค้าไปประชุมเอง
ไม่รู้ว่าพูดกันยังไงบ้าง แต่เลขาก็ฟังจากหัวหน้าอีกที ไม่ได้เข้าประชุมด้วย)
คนขนของที่ไปกับหัวหน้าและรองหัวหน้าประจำก็บอกว่า รองหัวหน้าเค้าต่อรองมากเกินไป จะเอาแต่ของถูก
ไม่มีใครชอบเค้าเลย เพราะทำให้เสียงาน สรุปว่า เกือบทุกคนเข้าใจกันหมดว่า รองหัวหน้าทำงานไม่ได้เรื่อง
แล้วหัวหน้าก็มาเรียกประชุมกันภายในแผนก บอกว่าให้ช่วยกันหา Supplier พี่ผู้ช่วยเค้าก็เลยช่วยหา
Supplier ให้ ผมเองก็ช่วยเค้าหาด้วย แต่พอนำเสนอหัวหน้า กลับถูกบอกปัดว่า ต้องถาม Supplier
เดิมดูก่อนด้วย เพราะไม่ต้องการเสียความสัมพันธ์กับ Supplier คนนี้ (เค้าเป็นคนกลางหาสินค้ามาให้
ไม่ใช่ผู้ผลิต) พี่ผู้ช่วย เค้าก็เลยคุยกับผมว่า สงสัยจะไม่ใช่เพราะรองหัวหน้าทำงานไม่ดี
แต่น่าจะมาจากหัวหน้ายึดติดกับ Supplier คนนี้มากเกินไปมากกว่า
ซึ่งจริงแล้ววัตถุดิบตัวนี้มีอยู่มากในตลาด แล้วก็ราคาถูกกว่าที่เคยซื้อ แต่ว่าเราไม่เคยหาเองเลยไม่รู้
ตอนที่เราหา Supplier ได้หลายราย บางรายเป็นผู้ผลิตเองด้วย (เค้าอยากหาโรงงานซื้อโดยตรง
เพราะได้ราคาถูกกว่า) รองหัวหน้ากับพี่ผู้ช่วยเค้าก็เลยสรุปว่า สถานการณ์ของตลาดวัตถุดิบตัวนี้ มีมาก
แต่ว่าเพราะเราซื้อผ่านคนกลางเจ้าเดิมมาตลอด พอขาดสต๊อก เลยทำให้มีปัญหา เราน่าจะติดต่อกับเจ้าอื่นด้วย
แต่ระวังเรื่อง Supplier เจ้าเดิม ก็เลยทำโปรไฟล์เอาไว้ ว่ามีที่ไหนบ้าง ผมก็ช่วยเค้าทำด้วย
เลยรู้เรื่องที่เค้าคุยกัน แต่พอเราเสนอหัวหน้ากลับถูกตำหนิกลับมาว่าไม่รู้จักกับพวกนั้น
จะไว้ใจได้ที่ไหน แต่เค้าก็ขอบใจที่เราพยายามช่วยกันหา แต่ก่อนที่จะติดต่อขอให้ตรวจสอบกับ Supplier
เจ้าเดิมดูก่อนว่า รู้จักกันรึเปล่า
พี่ผู้ช่วยกับผมก็เลยมาคุยกันเอง ความคิดของพี่เค้าคิดว่า อย่างนี้นะครับ
1. ตอนเช้าวันถัดจากวันที่เราเชิญ Supplier เจ้าใหม่มาคุย หัวหน้าเค้าอารมณ์เสียมาก หงุดหงิดใส่ทุกคนเลย
แล้วตอนเช้าก็เรียกทุกคนเข้าไปต่อว่าเรื่องงานที่เสนอไป พี่เค้าคิดว่า
ไม่น่าจะเป็นเพราะเรื่องที่ความไม่น่าไว้ใจของ Supplier แต่ว่าน่าจะเพราะตอนที่ Supplier ใหม่ๆ มาติดต่อ
เค้าไม่ได้อยู่ด้วย กลัวว่าจะไม่ได้ผลงานมากกว่า เพราะเวลาจะเสนองาน ต้องผ่านพนักงานเด็กเส้นของเค้าก่อน
(พนักงานในแผนกบางคน เค้าเลยหมดกำลังใจทำงาน เสนออะไรไป กลายเป็นของเจ้านี่หมด ไม่ค่อยทำงาน
แต่ประจบเก่งขั้นเชเลีย หลบหลีกยอดเยี่ยม)
2. รองหัวหน้าจริงๆ แล้วรู้สถานการณ์ของตลาด แต่ว่าไม่อยากมีเรื่องเลยปล่อยให้เค้าทำไปก่อน
รอโอกาสของตัวเอง ถ้าไม่มีคงหางานใหม่ พี่เค้าคิดว่า
รองหัวหน้าเค้าเลยไม่ค่อยคิดโครงการหรือว่าเสนองานใหม่ๆ ตอนนี้
เพราะถ้าทำไปมีหวังถูกสกัดตั้งแต่หัวหน้าแน่ๆ ดีไม่ดีถูกขโมยไอเดียด้วย เค้าเลยเฉยๆ ไม่สนใจ
แต่ทำเฉพาะงานตัวเองเท่านั้น
3. พี่เค้าเลยคิดว่า ตอนนี้ที่ดีที่สุด เค้าจะไม่ปักใจเชื่อที่คนอื่นเล่าทั้งหมด
แล้วก็จะทำงานเฉพาะของตัวเองให้ดีที่สุดไปก่อน ถ้าไม่มีอะไรดีก็จะหางานใหม่
เค้าไม่เห็นด้วยกับพนักงานคนอื่นที่มองว่า รองหัวหน้าไม่มีอำนาจอะไร ผู้บริหารก็ไม่สนใจ
ไม่จำเป็นต้องเกรงใจ ประจบหัวหน้าดีกว่า (บางคน ถ้าหัวหน้าไม่อยู่ อยู่แต่รองหัวหน้า จะไม่เกรงใจเลย
เดินกินขนม แล้วก็คุยกัน ไม่สนใจงาน น่าเกลียดมาก) กับหัวหน้าและรองหัวหน้า
ถึงเค้าจะชอบหรือไม่ชอบเค้าก็จะเคารพทั้งสองคน แล้วก็จะไม่นินทาลับหลัง
ถ้าไม่เห็นด้วยกับความคิดก็จะวิจารณ์ไปตามตรง พอเลิกประชุมก็จบ มติว่ายังไงก็ทำตามนั้น ไปก่อน
(เค้าทำจริงๆ ครับ คนขนของไปด้วยกันเคยคุยกัน เค้าอยากนินทา แต่ว่าพี่เค้าแค่อือๆ แล้วก็บอกแค่ว่า
เรื่องของหัวหน้าก็ปล่อยให้เค้าว่ากันไป คนขนของก็เลยต้องหันมาคุยเรื่องพนักงานด้วยกันแทน
เค้าก็หนักไปทาง อ๋อ...เหรอ เน้นฟังเป็นส่วนใหญ่)
4. พี่เค้าบอกผมว่า ถึงวันนี้ จะไม่ใช่วันของเค้า (รองหัวหน้า) แต่อนาคตไม่แน่นอน
ถ้ามันถึงวันของเค้าขึ้นมา เราจะทำยังไงถ้าเราไปทำไม่ดีกับเค้าไว้ เค้าไม่ให้ผมคิดแค่เฉพาะกับรองหัวหน้า
แต่ว่ากับทุกคน แต่บางครั้งมันก็อดไม่ได้ เพราะอยู่ในกลุ่มเพื่อนร่วมงาน บางทีก็เกินไปบ้างเหมือนกัน
พี่เค้าเป็นคนเฉยๆ ไม่สนใจเข้ากลุ่มนินทาไร้สาระ ส่วนใหญ่เค้าจะไปอบรมกับเรียนภาษาเพิ่ม
ปีหน้าก็จะต่อปริญญาโท ตอนแรกผมคิดว่า เค้าไม่รู้จักใคร
แต่ว่าตอนหลังรู้ว่าเค้ามีเครือข่ายในอาชีพการงานเยอะพอสมควร (เค้าบอกรู้จักจากการไปอบรม
แล้วก็ตอนไปติดต่องาน แล้วก็เป็นสมาชิกสมาคมวิชาชีพครับ)
ผมรู้สึกทึ่ง แต่ก็เหนื่อยแทนนะครับ
ผมมีคำถามจะถามคุณอาดังนี้
1. ตามที่พี่เค้าวิเคราะห์มาแบบนี้ มันเป็นไปได้ไหมครับ
2. พี่เค้าคิดว่า อาจมีการเมืองในแผนกด้วย เค้าคิดว่าการที่รองหัวหน้าทำแบบนี้อาจจะดีก็ได้ แต่ผมว่า
มันอึดอัดน่าดูเลย คุณอาคิดว่ายังไงครับ
3. ผมคิดว่า พี่คนนึ้เค้าค่อนข้างหัวก้าวหน้าเกินไปหน่อย คุณอาคิดว่า เค้าเป็นยังไงครับ
ผมก็หวังจะก้าวหน้า แต่ว่าจะให้ทำอย่างเค้าคงไม่ไหว (เค้าหวังจะเป็นเจ้าของธุรกิจด้วย
แต่ว่าอยากหาทุนกับประสบการณ์)
4. หัวหน้ากับรองหัวหน้าผม สองคนนี้เป็นยังไงครับ จะเป็นอย่างที่พี่เค้าคิดรึเปล่าครับ
คำถามอาจยาวไปบ้าง แต่ผมพยายามเล่าตามที่เห็นให้มากที่สุด เพื่อว่าคุณอาจะได้มีข้อมูลไปวิเคราะห์ถูก

โดย : คนตัวเล็กในแผนก

*******************************
เพิ่มเติมอีกคำถามนะครับ
ผมควรทำอย่างไรดีครับ เพราะว่าทำงานมาได้แค่ปีเดียว แถมเป็นที่แรกด้วย (เจอเข้าซะแล้ว)
ผมควรทำตามพี่เค้าว่า หรือว่าเข้าไปประจบหัวหน้าจะดีกว่า เพราะเพื่อนบางคนเค้าว่า
เดี๋ยวก็หางานใหม่ไปเรื่อยๆ บางคนเค้าไปเรื่อยๆ เปลี่ยนงานมา 3-4 ทีเลยก็มี เค้าว่าพอหาได้ก็ไป
(ผมคิดว่า งานหายากนะครับ แต่บางคนเค้าก็หาได้อย่างที่พูดจริงๆ ไม่รู้ว่าทำยังไง)
ขอบคุณครับ

โดย : คนตัวเล็กในแผนก

*****************************
ในฐานะที่คุณยังใหม่มากกับสังคมการทำงานซึ่งให้พึงระลึกว่านี่คือชีวิตจริงๆ
ที่คุณจะต้องเจอกับเรื่องราวและเหตุการณ์แบบนี้ พบกับคนหลายๆแบบ
ทั้งแบบที่คุณนิยมชมชอบและแบบที่คุณรังเกียจ
มีคนที่ไม่จริงใจกับคุณมากกว่าคนที่จริงใจ เจอหัวหน้าที่แย่ๆ หัวหน้าที่งั้นๆ
หรืออาจโชคดีไปเจอเอาเจ้านายที่ดีเข้าก็ได้
ในทุกที่ทำงานก็มีปัญหาทั้งสิ้นไม่มีที่ไหนไม่มี มีมากมีน้อยเท่านั้นเอง
ปัญหาเกือบร้อยทั้งร้อยมาจากคนสร้างมันขึ้นทั้งสิ้นหรือคนนั่นแหละคือตัวปัญหา
บางครั้งสีขาวก็อาจไม่ใช่สีที่ถูกต้องเสมอไปเช่นเดียวกับสีดำก็อาจไม่เลวร้ายเกินไป
สีที่ไปกับทุกสีทุกสถานการณ์ได้คือสีเทาอ่อนๆครับ
ประมานว่าอย่าซ้ายเกินไปและอย่าขวาเกินไปให้พยายามเดินตรงกลางๆเข้าไว้

อย่างเช่นที่คุณว่าน่าจะเข้าไปประจบหัวหน้ากับเขาบ้างจะดีมั้ยนั่นนะ
ถ้ามันฝืนมันไม่ใช่ตัวตนของเราก็อาจไม่จำเป็นจะต้องไปทำก็ได้
แต่ก็ไม่ใช่ไปทำรังเกียจหรือทำตัวอยู่คนละฝ่ายอย่างเด่นชัด
บางครั้งบางคราวคุณก็ต้องทำตัวให้กลมกลืนไปกับกระแสที่คนอื่นเขาทำบ้างพอหอมปากหอมคอ
ใครพูดอะไรให้ความเห็นอะไรก็จงฟังและเก็บเอามาคิดแต่ก็อย่าไปอินหรือเชื่อไปทั้งหมด
ในเมื่อประสบการณ์คุณยังไม่มากพอก็ต้องสะสมมันไปเรื่อยๆ
เรื่องราวต่างๆที่รับรู้ก็อย่าไปรีบสรุปว่ามันต้องเป็นอย่างนั้นอย่างนี้
ทำงานในระดับธรรมดาๆนี่อย่าเพิ่งไปแสดงออกอะไรที่แรงๆหรือรู้สึกอะไรที่มันสุดโต่ง
ใครเขาจะเป็นอย่างไรชอบไม่ชอบอึดอัดอย่างไรก็ต้องอดทนอย่าไปคิดอะไรมาก
ทำงานตามหน้าที่ของเราไปให้ดีที่สุดเพราะเราไม่มีอำนาจจะไปทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอะไรได้
เรื่องบางเรื่องคิดไปก็รู้สึกไปมีอารมณ์ร่วมไปแบบเปล่าประโยชน์จะไปใส่ใจมันทำไม
ไม่ใช่ศึกของเราไม่ใช่การต่อสู้ของเราไม่ใช่ศัตรูของเราจะไปเอาตัวเข้าแลกทำไม

หลายๆแง่มุมที่พี่เค้าพูดนะถูกต้องและใช้ได้ทีเดียวคิดอะไรให้คิดยาวๆอย่าคิดสั้นๆแค่วันนี้
พยายามเดินสายกลางอย่าสร้างศัตรูพยายามศึกษาและเรียนรู้สรรพสิ่งต่างๆรอบตัว
หัดอ่านคนไปเรื่อยๆนั่นแหละดีครับคนนี้เป็นยังไงคนโน้นเป็นยังไง
เค้าทำอะไรอย่างไรและผลมันเป็นอย่างไรบ้างในระยะสั้นระยะยาว
คุณเห็นด้วยไม่เห็นด้วยยังไงและให้ลองสมมุติตัวเองว่าถ้าเป็นเขาคุณจะทำอย่างไร
ให้คิดในใจและเก็บไว้กับตัวเองนะครับไม่ต้องไปบอกใครหรอก
เมื่อเรื่องมันจบและลงเอยแล้วคุณก็มาดูว่าไอ้ที่คุณคิดไว้น่ะมันถูกต้องและใกล้เคียงกับผลนั้นแค่ไหน
การคิดและทบทวนแบบนี้มันจะเท่ากับช่วยให้คุณได้ทำแบบฝึกหัดการอ่านคนการแก้ปัญหา
เพราะคุณเองจะเริ่มรู้จักการวิเคราะห์โดยอัตโนมัติว่าทำไมมันไม่ถูกทำไมมันผิดมันผิดตรงไหน
เวลาคิดจะได้พยายามคิดใหม่มันจะมีเหตุผลประกอบการคิดเพิ่มขึ้นมาเรื่อยๆ

โดย : สุจินต์ จันทร์นวล

สมาชิกเท่านั้นที่สามารถโต้ตอบในกระทู้นี้ได้